บทที่52หุบเขาเหลี่ยมสุริยัน
“เฟยหลงๆพวกเราไปกันเถอะ” หยุนฟู่ส่งเสียงเรียกจ้าวเฟยหลงที่อยู่ในกระโจม น้ำเสียงบอกถึงความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“อืม!”
จ้าวเฟยหลงตอบกลับเพียงสั้นๆก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกมาจากกระโจม จากนั้นวาดแขนไปในอากาศหนึ่งครั้งกระโจมที่เคยกางอยู่เมื่อครู่ก็หายไปหลังจากเก็บของเสร็จแล้วทั้งสองคนจึงเดินไปสมทบกับกลุ่มคนที่ไปรออยู่ที่เนินแห่งหนึ่งใกล้ๆกัน
ผู้คนที่นี่ตอนนี้ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดกันทุกคนเนื่องจากว่าการทดสอบรอบที่สามนี้หนักหนาสาหัสยิ่งนักเพราะมีความอันตรายถึงชีวิตต้องอยู่ในหุบเขาถึงเจ็ดวันโดยที่ต้องรักษาป้ายหยกเอาไว้ให้ได้เพื่อที่จะได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางและแน่นอนว่าต้องพบเจอกับผู้ที่ต้องการแย่งชิงป้ายหยกอีกมากมาย
ดังนั้นทุกคนที่ชุมนุมกันตอนนี้นอกจากคนที่มาด้วยกันแล้วไม่มีใครคุยกับคนแปลกหน้าแม้แต่น้อย บรรยากาศของเนินเขาตอนนี้ อึมครึมเคร่งเครียดยิ่งนัก สายตาหวาดระแวงสาดส่องไปทั่วความไว้เนื้อเชื่อใจหายไปโดยสิ้นเชิง
“ข้าไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยมันทำให้ข้าหายใจลำบาก” หยุนฟู่ ครวญออกมาเบาๆ
“อย่ากังวลไปเลยอย่างน้อยพวกเราก็ยังมีกันและกัน”
จ้าวเฟยหลงให้กำลังใจแก่สหายของตนเพราะเขารู้ว่าสหายของเขาคนนี้หากแม้ว่าไม่มีเขาแล้ว ตอนนี้อาจถอดใจออกจากการคัดเลือกไปแล้วแต่พอได้อยู่ด้วยกันจึงทำให้หยุนฟู่มีกำลังใจในการทดสอบมากขึ้น
ระหว่างที่จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่กำลังยืนสนทนากันอยู่ก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาใกล้กับบริเวณที่ทั้งสองยืนอยู่ทั้งคู่หันมองไปตามเสียงของคนที่มาใหม่ ทันที่สายตาประสานกันทั้งสองกลุ่มก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“โอ้!!! ข้านึกว่าใครที่แท้ก็ขยะจากเมืองชนบทนี่เอง”เสียงดังชัดเจนทักขึ้นมาทำให้คนรอบๆหันมองมาที่จุดต้นเสียง
“พวกเจ้ามันไม่ต่างจากขยะของแคว้นหมิงโจวทำให้แคว้นขายหน้ายิ่งนัก”
คังจ้านคุณชายสามแห่งตระกูลคังกล่าวออกมาด้วยสายตาเหยียดหยามมองไปที่จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่
“ยังไม่รีบไสหัวออกจากที่นี่ไปอีก!ไม่เห็นหรือไงว่าคุณชายคังจ้านไม่พอใจพวกเจ้า”
ซีห่าวลูกสมุนคังจ้านรีบกล่าวผสมโรงทันที
เหล่าลูกสมุนคนอื่นๆพากันเดินเข้ามาห้อมล้อมจ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่เอาไว้หน้าตาบ่งบอกถึงความดูถูกดูแคลนแฝงด้วยการข่มขู่แบบไม่มีปิดบัง
“เจ้าหนุ่มสองคนนั่นดูท่าคงจะไปล่วงเกินคนตระกูลคังมาแน่ๆถึงได้โดนหมายหัวเช่นนี้”
“เฮ้อ! น่าสงสารยิ่งนักอุตส่าห์ผ่านมาถึงด่านนี้แล้วแท้ๆ”เสียงผู้คนโดยรอบต่างพากันพูดถึงจ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่ บ้างก็สมน้ำหน้า บ้างก็สงสารแต่ไม่มีใครที่จะกล้าออกหน้าแทนพวกเขาเพราะการช่วยทั้งคู่ย่อมหมายถึงการผิดใจกับคังจ้าน ย่อมเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
จ้าวเฟยหลงดึงหยุนฟู่ที่กำลังจะตอบโต้มาที่ด้านข้างของตน
“แค่เสียงเห่าหอนใยเจ้าต้องใส่ใจด้วย”เมินคังจ้านไม่แม้แต่ชายตามอง
สิ้นเสียงของจ้าวเฟยหลงผู้คนต่างตื่นตะลึงใครจะกล้าคิดว่าชายหนุ่มที่ดูธรรมดาคนนี้ระดับการบ่มเพาะแค่นักยุทธ์ขั้นเก้ากล้าที่จะแสดงท่าทางอวดดีต่อหน้าคังจ้านผู้เป็นจอมยุทธ์ขั้นสอง
คังจ้านผู้ถูกเมินและถูกด่าโกรธจนอยากจะกระโดดเข้าไปฟาดฝ่ามือลงบนศีรษะคนพูดให้ตายแต่จำต้องอดทนเอาไว้ตอนนี้อยู่ท่ามกลางสายตายของผู้คนมากมายหากลงมือทำอะไรที่เกินควรย่อมส่งผลต่อตัวเขาเองอีกอย่างเขาและเซี่ยหลี่เฉียงเตรียมการบางอย่างรอรับชายหนุ่มคนนี้เอาไว้แล้ว
สาเหตุที่มาก่อกวนจ้าวเฟยหลงก็เพียงแค่ต้องการระบายอารมณ์กดข่มไอ้ขยะบ้านนอกให้ได้รับความอับอายก่อนที่จะทดสอบเท่านั้น แต่ว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิดแถมยังโดนด่ากลับมาอีกทำให้คังจ้านยิ่งเกลียดจ้าวเฟยหลงเข้ากระดูกดำ
ทันใดนั้นเสียงอันทรงพลังของผู้อาวุโสเฉินก็ดังขึ้นมา“จงตามหาต้นเสียงของข้า! พวกเจ้ามีเวลาหนึ่งเค่อเท่านั้น”
โดยไม่มีการรีรอผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งสี่พันเก้าร้อยคนต่างใช้วิชาท่าร่างของตนพุ่งออกไปตามหาต้นเสียงที่ประกาศออกมาเมื่อครู่นี้เพียงชั่วพริบตาเนินที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนกลายเป็นเนินเขาที่เงียบเชียบอีกครั้ง
“ฮึ! เข้าไปในหุบเขาเมื่อไหร่เจ้าจะอยากตายมากกว่าอยู่”
คังจ้านคำรามในลำคอแล้วพุ่งออกไปตามหาต้นเสียงเช่นเดียวกับคนอื่นแต่สายตามที่มองไปที่จ้าวเฟยหลงบ่งบอกถึงความเกลียดชังออกนอกหน้า
จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่ก็ออกตามหาต้นเสียงของผู้อาวุโสเฉินเช่นเดียวกับคนอื่นทันทีเช่นกัน
“หยุนฟู่ตามข้ามา”จ้าวเฟยหลงออกวิ่งนำหน้า
“อืม” หยุนฟู่ส่งเสียงรับในลำคอ
จ้าวเฟยหลงพาหยุนฟู่วิ่งไปตามสันเขาน้อยใหญ่ที่ทอดตัวเรียงรายต่อกัน จากนั้นไม่นานก็ตัดผ่านเข้าสู่ป่าใหญ่แห่งหนึ่งที่มีพลังฟ้าดินหนาแน่นอย่างมากเมื่อทะลุป่าออกมาได้ ก็พบกับกลุ่มคนที่มาถึงก่อนพวกเขาซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร
“ต่อให้ไม่ได้มาถึงคนแรกอันดับของพวกเราก็ไม่ขี้เหร่” หยุนฟู่ยืดตัวมองไปรอบๆ ด้วยสายตาฮึกเหิม
“หึๆ” จ้าวเฟยหลงหัวเราะในลำคอสหายของเขาคนนี้ช่างมีหลากหลายอารมณ์ในเวลาใกล้เคียงกันยิ่งนัก
ไม่นานจากหลังจากที่ทั้งสองมาถึงคนอื่นๆก็ทยอยเดินทางมาถึงเช่นกันและต่อจากนั้น คนทั้งสี่พันเก้าร้อยคนก็ยืนเบียดกันหน้าทางเข้าหุบเขาเหลี่ยมสุริยัน
สายตาของทุกคนจ้องมองไปที่ผู้อาวุโสทั้งสามยืนอยู่โดยมีผู้อาวุโสเฉินยืนข้างหน้า ขนาบข้างด้วยผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสเซี่ย
“ดี...พวกเจ้าทำเวลาได้ดีมาก ศักยภาพของทุกคนช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก”
ผู้อาวุโสเฉินกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วหันไปพยักหน้ากับผู้อาวุโสเซี่ย
เซี่ยเส้าฉงเดินออกไปข้างหน้าแตะที่แหวนมิติของตนเองแล้งวาดมือไปในอากาศทันใดนั้นเองป้ายหยกสัญลักษณ์ประจำตัวของทุกคนก็ปรากฏออกมาแล้วลอยไปหาเจ้าของทันใดเมื่อผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนได้รับป้ายหยกสัญลักษณ์ประจำตัวแล้ว เขาจึงกล่าวออกมาด้วยเสียงดังหนักแน่น
“ป้ายหยกสัญลักษณ์คือสิ่งสำคัญเยี่ยงชีวิตของพวกเจ้าจงรักษาให้ดีไม่มีป้ายก็ไร้สิทธิ์ที่จะได้เป็นศิษย์ของสำนักตงหยาง หากไม่ครบเจ็ดวันไม่อนุญาตให้ผู้มีป้ายออกมาจากหุบเขาผู้ฝ่าฝืนจะถูกทำลายการบ่มเพาะทันที แต่ผู้ที่ไม่มีป้ายหากอยากออกจากหุบเขาก็จงจุดพลุสัญญาณจะมีผู้อาวุโสของสำนักไปรับตัวพวกเจ้าออกมา”
ทุกคนไม่มีใครสนใจเรื่องเข้าออกหุบเขาอีกแล้วเพราะตอนนี้จิตใจจดจ่ออยู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันไปแล้วความฝันและความหวังซุกซ่อนในป่าอันกว้างใหญ่นั้น
ผู้อาวุโสจางก้าวเดินออกมาแล้วพูดขึ้น
“แม้ว่าชื่อของสถานที่นี้คือหุบเขาเหลี่ยมสุริยันแต่จงรู้เอาไว้ว่าที่นี่คือป่าดีๆนี่เอง เนื้อที่กว้างราวหนึ่งพันลี้ เนินเขาสูงชันหนทางคดเคี้ยวมีอันตรายรอบด้านจงอย่าได้ประมาทแม้เพียงก้าวเดียวเพราะนั่นอาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตของพวกเจ้า”
“พวกเราทราบแล้ว” ผู้เข้ารับการคัดเลือกทุกคนประสานมือโค้งตัวแล้วตอบรับเสียงดัง
ผู้อาวุโสเฉินยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ“เริ่มการทดสอบได้”
ผู้เข้าทดสอบทุกคนวิ่งเข้าสู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันทันทียกเว้นจ้าวเฟยหลงกับหยุนฟู่ที่ยังยืนนิ่งมองคนอื่นๆวิ่งเข้าสู่หุบเขาอย่างใจเย็น
“ระวังให้ดีจ้าวเฟยหลงข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” เซี่ยหลี่เฉียง เดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคนพร้อมเอ่ยคำข่มขู่
“เล่นกับใครไม่เล่นมาทำให้คุณชายเซี่ยโมโหเจ้าต้องได้รับผลกรรมแน่ๆ”ลูกสมุนต่างพากันเยาะเย้ยออกมาผสมโรงกับนายของตนแต่ไม่ว่าอย่างไรจ้าวเฟยหลงก็ยังคงนิ่งสงบ
จากนั้นอิงชองหรูก็เดินผ่านหน้าจ้าวเฟยหลงไปพร้อมกับส่งยิ้มทักทายซึ่งเป็นยิ้มอย่างที่สามารถหลอมละลายหัวใจของชายหนุ่มมากมายทว่าจ้าวเฟยหลงหาได้ใส่ใจ
“ฟะ...เฟยหลงนางยิ้มให้เจ้า...อิงชิงหรูยิ้มให้เจ้า”
หยุนฟู่พยายามอย่างหนักที่จะไม่กรีดร้องออกมาต้องรู้ไว้ก่อนว่าอิงชิงหรู คือดาวเด่นของตระกูลและแคว้นของนางชายหนุ่มทั้งหลายมุ่งมั่นที่จะพิชิตใจของนางแต่กลับไร้ซึ่งโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดแต่จ้าวเฟยหลงเพียงยืนเฉยๆอิงชิงหรูที่งามวิไลในสายตาของอัจฉริยะทุกแคว้นต้องเดินพาตนเองมายิ้มให้แก่ชายหนุ่มคนนี้แบบนี้มันช่างน่าอิจฉาเกินไปแล้ว
“นางเจ้าเล่ห์จริงๆ”จ้าวเฟยหลงตอบกลับเบาๆ
“เจ้า! กล้าบอกว่านางเจ้าเล่ห์เช่นนั้นหรือ”หยุนฟู่ชำเลืองมองสหายด้วยสีหน้าไม่พอใจ อิงชิงหรูผู้เป็นดั่งนางฟ้านางเซียนแต่ไอ้คนบ้านี่กลับมองนางเป็นสาวเจ้าเล่ห์ไปได้
“เฮ้อ!”จ้าวเฟยหลงไม่นึกว่าจะได้เจอผู้คลั่งไคล้ของอิงชิงหรูไปซะได้
“นางเคยมาอวยพรข้าเพียงเพราะอยากทดสอบกำลังของข้าวันนี้นางเดินมายิ้มให้ข้าทั้งๆที่มีผู้คนมากมายเพราะตั้งใจอยากทดสอบข้าอีกครั้ง”จ้าวเฟยหลงร่ายยาว
“แล้วทำไมนางถึงต้องทำอย่างนั้น”หยุนฟู่เริ่มสงสัย
“เพราะนางอยากรู้ว่าข้าคู่ควรที่จะให้นางใช้ประโยชน์ได้หรือไม่” จ้าวเฟยหลงเฉลยคำตอบของคำถาม
“อืม!!” หยุนฟู่ครุ่นคิด
“นางเคยมาอวยพรเจ้าแล้วจากนั้นก็มีคนมาหาเพื่อสังหารเจ้าแบบนี้นางมายิ้มให้เจ้าเกรงว่าจะมีผู้ที่อยากลงมือกับเจ้ามากขึ้นเสียแล้ว”
จ้าวเฟยหลงยักไหล่แล้วมุ่งหน้าสู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันทันทีทำให้หยุนฟู่ที่กำลังคบคิดที่ไปที่มาของเรื่องนี้หยุดชะงักแล้วจึงรีบวิ่งตามเจ้าเฟยหลงเข้าสู่หุบเขาทันใด
หุบเขาเหลี่ยมสุริยัน
สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่หวงห้ามของสำนักตงหยางโอบล้อมด้วยค่ายกลพิทักษ์รักษามีทางเข้าทั้งหมดสี่ทาง ด้วยพื้นที่ขนาดหนึ่งพันลี้จึงอุดมไปด้วยสัตว์อสูรและสมุนไพรวิญญาณ พลังฟ้าดินหนาแน่นด้วยเหตุนี้ทางเข้าทุกทางจึงมีผู้อาวุโสของสำนักรักษาการณ์อยู่เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกบุกรุก
พื้นที่ภายในหุบเขาแบ่งออกเป็นสามเขตเขตที่หนึ่งอยู่ด้านนอกสุดมีสุตว์อสูรระดับหนึ่งอาศัยเขตสองมีสัตว์อสูรระดับสองครอบครอง และเขตสามเป็นพื้นที่ของสัตว์อสูรระดับสาม
ทุกเขตแบ่งแยกชัดเจนแต่ไม่มีข้อห้ามในการเข้าสู่พื้นที่ทั้งสามเขตเพราะหากมีศิษย์ที่ยากเข้าไปในเขตที่ตนเองไม่สามารถเอาตัวรอดได้เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องห่วงความปลอดภัยเพราะเขาหรือนางเพราะต้องตายอย่างแน่นอนหากไม่รู้แม้ว่าระดับความสามารถตนเองอยู่ตรงไหนถ้าเลี้ยงเอาไว้ก็รังแต่จะสิ้นเปลืองไปเปล่าๆ
“เฟยหลง! ข้าว่ามันแปลกมากเลยนะ”หยุนฟู่เหลียวหน้าแลหลังอย่างเป็นกังวล
“แปลกยังไงหรือ”จ้าวเฟยหลงย้อนถาม
“ก็มันเงียบเกินไปนะซี ข้านึกว่าเมื่อเข้ามาสู่หุบเขาเหลี่ยมสุริยันแล้วจะได้ยินเสียงต่อสู้กรีดร้อง ดังสนั่นป่าเสียอีก” หยุนฟู่ตอบด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“หึ! ข้าไม่เห็นว่ามันจะแปลกตรงไหน”จ้าวเฟยหลงมองไปซ้ายไปขวา
“กฏเกณฑ์นั้นตรงไปตรงมายิ่งนักเมื่อครบเจ็ดวันแล้วยังมีหยกสัญลักษณ์ในมือนั่นก็เท่ากับว่าผ่านการทดสอบและได้เป็นศิษย์ของสำนักตงหยาง”จ้าวเฟยหลงอธิบาย
“แบบนี้ก็แสดงว่าพวกที่มาก่อนเราก็กำลังซ่อนตัวใช่ไหม”หยุนฟู่ยังไม่แน่ใจนัก
“ถูกต้อง! พวกเขากำลังซ่อนตัวรอให้ครบเจ็ดวันค่อยแสดงตัวออกมา”จ้าวเฟยหลงเฉลย
“แล้วพวกเขาไม่อยากได้รางวัลหรืออย่างไรเพราะรางวัลที่ได้จากสำนักต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ” หยุนฟู่พึมพำ
“เจ้าคิดว่าสำหรับคนทั่วไปแล้วรางวัลหรือการเข้าเป็นศิษย์สำนักสำคัญกว่ากัน”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม
“ก็ต้องเข้าเป็นศิษย์สำนักนะซี”หยุนฟู่กล่าวอย่างมั่นใจ
“เช่นนั้นแล้วรางวัลก็หาได้สำคัญไม่แต่ไม่อาจเหมารวมพวกอัจฉริยะหรอกนะคนเหล่านั้นต่างคิดว่าตนเองเหนือล้ำสูงส่งกว่าคนทั่วไปอันดับการทดสอบจึงสำคัญกับพวกเขามาก เพราะมันจะบ่งบอกถึงพลังและความสามารถของแต่ละคนฉะนั้นกลุ่มที่จะออกแย่งชิงหยกสัญลักษณ์ก็คือคนกลุ่มนี้และกลุ่มที่มีอิทธิพลหนุนหลังอีกด้วย” จ้าวเฟยหลงวิเคราะห์ออกมาให้หยุนฟู่ฟัง
“แล้วแบบนี้พวกเราจะเดินไปเส้นทางใดหลบหรือสู้” หยุนฟู่ถามออกมา
จ้าวเฟยหลงเงยหน้ามองไปรอบๆ
“มาขนาดนี้แล้วหากต้องไปอุดอู้อยู่ในถ้ำอีกเจ็ดวันคงน่าเบื่อแย่เลยเจ้าว่าจริงไหม” จ้าวเฟยหลงยิ้มให้หยุนฟู่
“ฮ่าๆๆ ถ้าหากเจ้าตอบว่าให้หลบซ่อนข้าต้องคิดว่าเจ้าเป็นตัวปลอมแน่ๆจ้าวเฟยหลงผู้สังหารโหดมามากมายจะไปแอบหลบได้อย่างไร” หยุนฟู่กล่าวด้วยความฮึกเหิม
“แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้พวกเราต้องการที่พักที่ปลอดภัยหาไม่แล้วคงอยู่ไม่ถึงวันสุดท้าย”
จ้าวเฟยหลงกล่าวเสร็จก็วิ่งนำหยุนฟู่เข้าไปในป่า
ผ่านไปสามชั่วยามทั้งสองคนวิ่งผ่านป่าเขตหนึ่งขณะที่วิ่งผ่านก็ได้ยินเสียงต่อสู้ประปราย แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจตั้งหน้าตั้งตาไปเข้าสู้ป่าเขตที่สองอย่างไม่รีรอ
ทั้งสองมาหยุดอยู่ที่หน้าผาสูงชันแห่งหนึ่งใจกลางป่าเขตที่สองของหุบเขาเหลี่ยมสุริยันตอนนี้สายตาของหยุนฟู่เคลื่อนไหวไปมาอย่างหยดไม่ได้ร่างกายสั่นสะท้านจนไม่อาจควบคุม หากไม่ได้จ้าวเฟยหลงคอยผลักดันเขาจะไม่มีทางเข้ามาที่แห่งนี้แน่นอน
สัตว์อสูรระดับสองเดินเพ่นพ่านไปมาด้วยพลังของสัตว์อสูรเหล่านี้แค่สะบัดหางเบาๆ เกรงว่าหยุนฟู่คงต้องตกตายอย่างอนาถ
ตรงข้ามกับจ้าวเฟยหลงผู้ที่นิ่งเฉยราวกับว่าสัตว์อสูรระดับสองเหล่านี้ไม่ควรค่าแก่การสนใจแต่อย่างใด
ความนิ่งสงบนี้ทำให้หยุนฟู่อดที่จะประทับใจในตัวสหายของเขาไม่ได้
“เจ้าไม่ต้องตกใจไปที่ที่อันตรายที่สุดย่อมปลอดภัยที่สุด”
จ้าวเฟยหลงไม่คอยท่ากระโดดขึ้นไปบนหน้าผาที่มีถ้ำสูงขึ้นไปราวสองจั้งแล้วเดินเข้าไปในถ้ำคนเดียว ไม่นานจากนั้นก็ได้ยินเสียงสัตว์อสูรระดับสองร้องเสียงหลง