กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_39_เจียงจุนหลิน

    แน่นอนว่าระดับอย่าง หยวนเฉิน แล้ว เขาจะต้องมีศาสตราแห่งเต๋าอย่างแน่นอน และ นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างดีว่าเขาคือศิษย์ของพรรคจงหยวน แถมมันจะต้องเป็นศิษย์ที่อยู่ในระดับพอตัวอีกด้วย เพราะขนาดซือตู๋ หมิงหลางในตอนแรกก็ยังไม่มีศาสตราแห่งเต๋าเลยด้วยซ้ำ

    “13 กระบวนท่าวายุร่ายรำ”

    ในขณะที่ หยวนเฉิน ได้กำลังควบคุมอาชาวิหคนั้น สายตานับหมื่นของเหล่ามวลมนุษย์ต่างก็จับจ้องไปยังการร่ายรำของหอกยาวนี้ ต่อมาได้มีกระแสลมอันรุนแรงเข้าพัดพามายังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ส่งผลให้ด้านบนของพระราชวังได้มีพายุหมุนอันทรงพลังก่อตัวขึ้น ธงสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ที่ถูกปักเอาไว้ด้านบนพระราชวังนั้น ได้ถูกฉีกกระชากออกไปจนขาดวิ่น กระทั่งเหล่าทหารยามที่เฝ้าอยู่ตามที่ต่างๆ รอบพระราชวังเองก็ยังยืนอย่างเอนเอียงราวกับจะถูกลมพายุพัดพาไป

    “ท่านเทพเซียนเริ่มแผลงอิทธิฤทธิ์แล้ว!”

    เมื่อได้เห็นพลังอันทรงพลังเช่นนี้ เหล่าสายตานับหมื่นต่างจับจ้องด้วยความตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ ในตอนนี้เหล่าผู้คนต่างพากันทยอยคุกเข่าราวกับเป็นเกลียวคลื่นที่ค่อยๆ ซัดกระจายออกไป หัวใจของพวกเขาต่างเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า ซึ่งความศรัทธานี้ไม่ต่างอะไรจากที่พวกเขามอบให้กับเทพพระเจ้า!

    “ความสามารถช่างต่ำต้อย”

    แม้ว่าจะอยู่ของระดับขั้นเดียวกันก็จริง แต่เหมือนกับอยู่ห่างกันราวฟ้ากับดินเลยก็ว่าได้

    ท่ามกลางสายตานับหมื่นนั้น การเคลื่อนไหวของ อู่ อวี้ ดูเหมือนจะเชื่องช้าผ่อนคลาย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันรวดเร็วเป็นอย่างมาก ในตอนนี้พลองพิชิตมารก็ยังอยู่ในถุงผ้าที่ห่อไว้อยู่เช่นเดิม อู่ อวี้ เพียงแค่ถือมันเอาไว้ก็เท่านั้น ซึ่งเขายังไม่ได้หยิบมันออกมาใช้แต่อย่างใด

    “ตายซะ”

    หยวนเฉิน ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกนุ่มนวลก็จริง แต่เมื่อยามต่อสู้ มันกลับมีความดุดันราวกับราชสีห์ มันกระชับหอกในมือแน่น จากนั้นก็พุ่งเป้าไปยังศีรษะ ขั้วหัวใจ รวมไปถึงอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ของ อู่ อวี้ อย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยพลังหอกของมันนั้นรุนแรงราวกับพายุที่บ้าคลั่ง ทำให้แม้แต่ปักษาเมฆาสวรรค์ยังตัวสั่นเทาด้วยความกลัว

    ฟิ้วววว

    ขณะเดียวกัน อู่ อวี้ ที่สวมหน้ากากพร้อมถือพลองพิชิตมารที่อยู่ในถุงผ้าอยู่นั้น ก็ได้กระโดดลงมาจากปักษาเมฆาสวรรค์ ซึ่งด้วยความเร็วของ อู่ อวี้ ที่รวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ได้กลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งเข้ามาประจันหน้ากับ หยวนเฉิน อย่างทันทีทันใด

    เคร้งง!!

    พลองพิชิตมารได้เจาะทะลุทะลวงพายุหมุนอันบ้าคลั่งไปอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังอันมหาศาลของมันทำให้หอกยาวถูกเป่ากระเด็นออกไป จากนั้นพลองก็ได้พุ่งแทงเข้าไปที่ใจกลางหน้าอกของ หยวนเฉิน จนถูกซัดปลิวไปไกลเช่นกัน

    ซึ่งฉากเหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

    เมื่อ อู่ อวี้ โจมตีออกไปแล้ว เขาก็กระโดดกลับขึ้นไปบนปักษาเมฆาสวรรค์ในทันที จากนั้นก็ได้นำพลองพิชิตมารมาพาดหลังเอาไว้

    ตอนแรกเหล่าผู้คนคิดว่าการต่อสู้นี้จะเป็นการต่อสู้ที่น่าตื่นตา แต่กระนั้นกลับใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจก็รู้ผลในทันที

    การโจมตีของ อู่ อวี้ ได้ทำให้ หยวนเฉิน บาดเจ็บ และ ด้วยการที่ถูกพลองกระทุ้งเข้ากลางหน้าอกนั้น ส่งผลให้ร่างของมันปลิวกระเด็นออกไป และ ขณะที่มันกำลังร่วงหล่นลงจากที่สูง มันก็ได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างยิ่ง

    ที่จริง อู่ อวี้ ไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีแบบจริงจังเท่าใดนัก เขาเพียงหวังแค่กระแทกลงไปเบา ๆ เท่านั้น เพราะยังไงแล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาเหมาะสมนักที่จะสังหารมัน อีกทั้งตัวเขา และ หยวนเฉิน นั้นไม่มีความแค้นบาดหมางใด ๆ ต่อกัน

    หากว่า อู่ อวี้ ไม่ใช่คนที่มีเมตตา เกรงว่าหัวมันคงจะหลุดออกจากบ่าไปตั้งแต่การโจมตีนี้แล้ว

    หย๊ะ!

    ในช่วงความเป็นความตายนี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ได้รีบขี่อาชาวิหคบินออกไป ซึ่งก่อนที่ หยวนเฉิน กำลังจะตกถึงพื้นนั้น ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็เข้ามารับไว้ได้อย่างทันท่วงที หากว่าช้าไปอีกเพียงนิดเกรงว่า หยวนเฉิน ซึ่งร่วงหล่นลงจากที่สูงขนาดนี้คงจะไม่รอดอย่างแน่แท้

    แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตก็ตามที แต่เหล่าผู้คนนับหมื่นของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ต่างไม่อยากที่จะยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเห็น หยวนเฉิน คือผู้ที่แข็งแกร่งหาผู้ใดเปรียบ ผู้ซึ่งเป็นเทพเซียน (ชาวสวรรค์) อย่างแท้จริง แต่นี่มันก็เป็นประจักษ์แก่สายตาของพวกเขาแล้วว่า ชาวสวรรค์มาใหม่ผู้นี้ สามารถบดขยี้ หยวนเฉิน ลงได้อย่างง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ!

    กล่าวได้ว่าการต่อสู้นี้ ขาดลอยจนไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้อีก!

    “ปะ..เป็นไปได้เช่นไร...”

    “ดูเหมือนว่า องค์ชายหยวนเฉิน จะยังคงเด็กเกินไป ชายหน้ากากวานรผู้นี้จักต้องเป็นเทพเซียนที่ฝึกฝนมากว่าร้อยปีแล้วอย่างแน่แท้ ยังไงเสียองค์ชายหยวนเฉิน ก็ไม่น่าจะใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่แล้ว”

    การคิดเช่นนี้ เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยปลอบประโลมจิตใจของพวกเขา ให้ทำใจยอมรับได้

    ในตอนนี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ได้คว้า หยวนเฉิน มาไว้ได้สำเร็จแล้ว และ เมื่อมันตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ก็ได้รู้ว่า อู่ อวี้ ต้องการแค่จะผละ หยวนเฉิน ให้กระเด็นออกไปจากอาชาวิหคเพียงเท่านั้น ซึ่งบนร่างกายของ หยวนเฉิน ไม่ได้มีร่องรอย หรือ อาการบาดเจ็บร้ายแรงใด ๆ เลยแม้แต่น้อย ด้วยความปรานีของ อู่ อวี้ นั้น ทำให้ถึงแม้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนจะเกิดโทสะขึ้นมามากมายเพียงใด แต่มันก็ได้แต่สะกดข่มเอาไว้

    “ขอบคุณ ศิษย์พี่เสิ่น ที่ออมมือ” หยวนเฉิน ได้ลุกขึ้นมา และ ประสานมือโค้งคำนับเพื่อขอบคุณ อู่ อวี้

    แม้ว่าจะถูก อู่ อวี้ โจมตีจนทำให้ร่างของมันนั้นถูกดีดกระเด็นออกจากอาชาวิหค แต่สำหรับมันแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมายนัก

    ชาวเมืองของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ต่างพากันพูดคุยด้วยความสับสน ซึ่งเพียงแค่การลงมือครั้งเดียว มันทำให้เหล่าผู้คนถึงกับยำเกรง และ ยอมสยบต่อพลัง

    สำหรับ อู่ อวี้ นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับเขาเป็นอย่างมาก

    จากคนที่เคยอยู่ใต้ร่มเงาของเหล่าชาวสวรรค์เฉกเช่นคนอื่น ๆ แต่บัดนี้ เขากลับกลายเป็นชาวสวรรค์ กลายเป็นเทพเซียน ในสายตาของเหล่ามวลมนุษย์ทั้งหลาย

    จักสังหารเซียน จำต้องเป็นเซียนเสียก่อน!

    เนื่องจากความปรานีของ อู่ อวี้ ทำให้เวลาที่ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ลงมาจากอาชาวิหคแล้ว มันจำต้องเก็บความโกรธแค้นกลืนลงไป และ ถึงจะมีความโกรธอยู่เต็มหัวใจ แต่มันกลับไม่ได้แสดงออกมาจากทางสีหน้า ขณะนี้มันได้แค่แสดงรอยยิ้มอันชื่นมื่นออกมา และ กล่าวไปว่า “เป็นข้าที่ตาเลอะเลือนจริง ๆ คิดไม่ถึงเลยว่า เสิ่น อู๋เต้า แห่งนิกายกระบี่สวรรค์จะแข็งแกร่งเช่นนี้ ด้วยความแข็งแกร่งที่มี ก็น่าจะเพียงพอที่จะมากลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรมนุษย์”

    มันมีแต่ต้องยอมรับเท่านั้น

    ภายใต้การจับจ้องของไทเฮา หยวนซี และ ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว นั้น แววตาของพวกมันทั้งสองเผยให้เห็นถึงความเศร้าหมองจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับพวกมันแล้ว ผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรมนุษย์ที่มาใหม่ผู้นี้ เห็นทีว่าการกำจัดมันคงจะยากอย่างยิ่งยวด

    “เสด็จแม่ ท่านอย่าได้กังวลไป ไม่ช้าก็เร็ว ท่าน ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็จักต้องกำจัดมันออกไปให้พ้นทางอย่างแน่นอน” หยวนฮ่าว ที่ได้เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่นั้น ได้กล่าวออกมาด้วยความหยิ่งทะนง

    “อย่าได้กล่าวเช่นนี้ขึ้นมาอีก เดี๋ยว เสิ่นอู่เต้ามาได้ยินเข้า” ไทเฮา หยวนซี ถึงกับสะดุ้งจนต้องรีบมาดึงหู หยวนฮ่าว ในทันที

    เหล่าชาวสวรรค์นั้นสามารถได้ยินเสียงที่ไกลเกินกว่ามนุษย์อยู่หลายเท่าตัวนัก

    ในตอนนี้ เหมือนกับว่าฮ่าวเทียน ซ่างเซียนจะได้ลืมเรื่องยั่วยุในก่อนหน้านี้ไปมลายสิ้น มันได้ยิ้มแฉ่งราวกับดวงอาทิตย์ยามเช้าและกล่าวขึ้นว่า “เนื่องจากว่าเจ้าได้มาถึงที่นี่แล้ว ฉะนั้นหลังจากนี้เจ้าก็กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรบูรพาเย่วอู่อย่างเต็มตัวแล้ว ข้าอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี สังหารมารร้าย และ ปีศาจมามากมายนับไม่ถ้วน ข้าล่ะแสนจะเหนื่อยหน่าย หากเจ้าไม่รังเกียจ ข้าขอเรียกเจ้าว่าน้องชายก็แล้วกัน เฮ้อออ ทั้งขุนเขาเซียน และ ทั้งพระราชวังเซียนประทับ พอข้าได้ออกไปแล้วคงต้องเรียกคนมาทำความสะอาดหน่อยแล้วกระมัง ในตอนนี้เจ้าสามารถเข้าไปประทับอยู่ที่พระราชวังเซียนประทับได้เลย”

    เท่าที่ อู่ อวี้ ทราบมา ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนจะอาศัยอยู่บนพระราชวังเซียนประทับ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหล่ามนุษย์ไม่สามารถเข้าไปถึงได้ คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะยอมยกให้กับเขาง่าย ๆ เช่นนี้ หรือว่ามันเตรียมตัวที่จะกลับไปยัง พรรคจงหยวน ของมันจริงๆ?

    แต่จริง ๆ แล้ว อู่ อวี้ ไม่คิดว่ามันจะกลับไปในเร็ว ๆ นี้แน่

    จากนั้นก็กล่าวถามออกไปว่า “ขอขอบคุณในน้ำใจท่าน แต่ข้ามีเรื่องอยากจะไต่ถามสักเล็กน้อย ท่านจะออกจากอาณาจักรบูรพาเย่วอู่เมื่อใดกัน?”

    ในหนึ่งอาณาจักรนั้น จะมีผู้พิทักษ์เพียงหนึ่งเท่านั้น

    แม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ใกล้แสนใกล้ก็ตาม แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่ต้องการจะเล่นบทพี่น้องกับมัน เพราะแค่คิดก็คลื่นไส้จนแทบจะอาเจียนแล้ว

    ในตอนนี้ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนก็ได้ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้ามีธุระส่วนตัวที่จะต้องสะสาง คงจะต้องใช้เวลาสัก1-2 เดือนเพื่อจัดการธุระนั้นให้เสร็จสิ้น นอกจากนี้ข้ายังจำเป็นต้องแจ้งถึงสถานการณ์ของพวกปีศาจรอบ ๆ อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ให้แก่น้องชาย เสิ่น อู๋เต้าอีก”

    1-2 เดือนเช่นนั้นหรือ

    อู่ อวี้ ล่วงรู้อยู่แล้วว่า ยังไงเสียมันก็คงไม่ไปในทันทีทันใดอยู่แล้ว

    เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน เพราะยังไงอู่ อวี้เองก็ไม่อยากจะให้มันรีบจากไปเช่นกัน

    ตอนเจอกันครั้งแรก อู่ อวี้ ก็ส่งพวกมันร่วงลงจากอาชาวิหค ซ้ำแล้วเขายังยืนยันได้ถึงความสามารถที่แท้จริงของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนได้อีก จึงกล่าวได้ว่า อู่ อวี้ กำลังถือไพ่เหนือกว่า

    จากนั้น ก่อนที่ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนจะพา อู่ อวี้ มาถึง พระราชวังเซียนประทับ มันก็ได้ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า : “น้องชาย เจ้าเข้าไปพักผ่อนชั่วคราวในพระราชวังเซียนประทับก่อนเถิด หลังจากนั้นมันจะกลายเป็นที่ประทับส่วนตัวของเจ้า พอตกดึกข้าจะส่งคนมาพาเจ้าให้ไปยังพระราชวัง เพื่อจะได้ให้ทางอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ทำการต้อนรับเจ้าอย่างเป็นทางการ เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเจ้าไปมากกว่านี้แล้ว ข้าขออำลา”

    “ไม่ส่งแขก” สีหน้าของ อู่ อวี้ ดูไร้อารมณ์ ซึ่งเขาได้ใส่ หน้ากากวานร อยู่ด้วย จึงทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นสีหน้าของเขาได้

    “หึ ๆ ” ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนไม่พูดพร่ำทำเพลง มันได้ขึ้นขี่อาชาวิหคเพื่อที่จะกลับไปยังพระราชวังในทันที คาดได้ว่าเวลานี้มันคงประจำการอยู่ที่พระราชวังชั่วคราว

    อู่ อวี้ ได้ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของ ขุนเขาเซียน เพื่อที่จะได้เห็นวิวของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่อย่างทุกซอกทุกมุม ซึ่งจากตำแหน่งนี้ ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน นั้นไม่ได้เข้าไปยังพระราชวังแต่อย่างใด

    “ดินแดนของเหล่ามนุษย์ เมื่อนำมาเทียบกับดินแดนของเหล่าชาวสวรรค์แล้วมันช่างเล็กเสียนี่กระไร”

    สายลมเอื่อยพัดโชยผ่านภูเขา และ ลำธาร

    อู่ อวี้ กำลังมองไปยังทั่วทั้งอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ด้วยตาที่เป็นประกายเจิดจ้า

    “จากการประเมินคร่าวๆ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนมันน่าจะอยู่ในขั้นหลอมรวมวิญญาณระดับ3 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าซือตู๋ หมิงหลางอยู่มากทีเดียว ข้าจำต้องเข้าสู่ขั้นหลอมรวมวิญญาณให้เร็วที่สุดถึงจะสังหารมันได้ ดูเหมือนว่าสวรรค์ได้ให้บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ประทานมาให้แก่ข้าเลยทีเดียว เพราะการที่ข้าเกลียดชังมันถึงเพียงนี้ แต่ข้ากลับต้องมาปิดด่านฝึกตนเพื่อให้ตัวเองเลื่อนระดับสู่อีกขั้นหนึ่งเช่นนี้ มันไม่ค่อยน่าพิสมัยสักนิด”

    “แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นสิ่งที่ท้าทาย”

    ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรมนุษย์ผู้นี้จะเป็นอู่ อวี้ ซึ่งในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้รอคอยอย่างใจจดใจจ่อถึงวันที่ตนได้ทำการสังหาร ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ได้สำเร็จ และในวันนั้นมันจะเป็นวันที่เขาได้ถอดหน้ากากวานรออก เพื่อประกาศให้สาธารณชนว่าเขาเป็นใคร!

    ความเกลียดชังที่ทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน จนความเดือดดาลนี้มันได้ครอบคลุมไปทั่วทั้งขุนเขาเซียน

    “วันนี้เป็นวันที่จะทำการเลี้ยงฉลอง พวกมันคิดจะวางแผนทำอะไรกันไว้บ้าง?”

    “ดูเหมือนว่าคราวนี้จักต้องเผชิญหน้ากับ ซีเฟย อีกด้วย”

    ใส่ร้ายป้ายสี ทุกรายละเอียดยังคงชัดเจนอยู่ในหัว พอหวนกลับไปนึกถึงแล้ว มันก็อดไม่ได้ที่จะให้ อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นมาอย่างเลือดเย็น

    พื้นฐานนิสัยของอู่ อวี้นั้น ปกติเขาจะไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่เป็นเพราะฮ่าวเทียน ซ่างเซียน และสนม ซีเฟย ที่บังคับให้เขาต้องกลายไปเป็นปีศาจ

    หากไม่สังหารพวกมัน อู่ อวี้ จะไม่ขอกลับไปเป็นคนอีก!

    ..........................

    ทางด้านห้องโถงพระราชวังที่ใหญ่ที่สุด ปรกติมันคือสถานที่ที่ผู้สำเร็จราชการของทางอาณาจักรได้มารวมตัวกัน

    ในตอนนี้ที่ห้องโถงมีกันอยู่เพียงแค่4คนเท่านั้น นั่นก็คือฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ซีเฟย หยวนเฉิน และ หยวนฮ่าว และถึงแม้ หยวนฮ่าว จะเป็นฮ่องเต้อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ก็จริง แต่ท่ามกลางการสนทนาของทั้ง4คนนี้ เขากลับไม่มีบทพูดเลยแม้แต่นิดเดียว

    “ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูเหมือนว่าเสิ่นอู่เต้ามันจะยังไม่บรรลุถึงขั้นหลอมรวมลมปราณ แต่มันมีพลังเพียงพอที่จะจัดการกับขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นต้นได้ เกรงว่าการจะจัดการกับมันคงเป็นเรื่องที่ยากเย็นพอควร” หยวนเฉินได้ขมวดคิ้ว และ กล่าวขึ้นพร้อมกับเดินวนไปวนมา

    ที่แท้ หยวนเฉิน และ หยวนฮ่าว ก็รู้อยู่แล้วว่าพ่อตัวจริงของพวกมันคือใคร

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนที่พึ่งกลับมาก็ได้โบกมือพร้อมกล่าวว่า : “อย่างมากที่สุดก็คงอยู่แค่ขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ1ก็เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรต้องให้กลัวมากมาย หากจะกำจัดมันก็คงต้องรอให้ตกกลางดึก ตอนนี้ก็ปล่อยให้มันเรียนรู้การงานหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบไปเสียก่อน”

    จากนั้นหยวนเฉินก็เอ่ยขึ้น : “ก็จริง แต่สิ่งที่ข้ากังวลก็คือทางนิกายของมัน หากว่ามันได้ขอความช่วยเหลือไปยังทางนิกายแล้ว แบบนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาเอาได้”

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า : “ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ก็ให้มันอยู่บนขุนเขาเซียนและทำตามกฎต่อไปโดยไม่ต้องรับรู้อะไรอย่างนั้นแหละ นอกจากนี้ หยวนเฉิน เจ้าเป็นถึงองค์ชายแห่งอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ และยังเป็นศิษย์ของ พรรคจงหยวนอีก ด้วยเหตุผลแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเราอยู่ที่นี่ได้ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องสนใคร”

    ที่จริงแล้ว ทั้งฮ่าวเทียน และ หยวนเฉิน ต่างก็สามารถกลับไปยังพรรคจงหยวนได้ทุกเมื่อ แต่เพราะยังไงแล้ว หยวนเฉินก็คือผู้ที่มีสิทธิ์ในราชสมบัติของทางอาณาจักรบูรพาเย่วอู่เช่นกัน แถมฮ่าวเทียน ซ่างเซียนเองก็ยังมีความตื้นลึกหนาบางกับอาณาจักรแห่งนี้อย่างมากอีกด้วย พวกมันเลยไม่เต็มใจที่จะยอมให้อู่ อวี้ขึ้นบัลลังก์ จากนั้นก็เลยวางแผนเพื่อที่จะกำจัดอู่ อวี้ทิ้งไป และขึ้นครองบัลลังก์เอง

    “แล้วมีวิธีที่จะสังหารมันโดยตรงหรือไม่?” ซีเฟยแทรกจังหวะและเอ่ยถามขึ้น

    “งี่เง่า! นิกายกระบี่สวรรค์ใช่นิกายกระจอกๆ ซะที่ไหน หากสังหารคนของพวกมัน เกรงว่าอาณาจักรบูรพาเย่วอู่คงมาถึงในจุดที่ไม่อยู่ในความสงบสุขอีกต่อไป” ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนแค่นเสียงเชิงดุและกล่าวออกมา

    ทันใดนั้นหยวนเฉินก็ได้รีบเอ่ยขึ้นว่า : “ท่านพ่อ อย่าได้ตำหนิท่านแม่เลย เรื่องง่ายๆ แค่นี้ท่านพ่อคนเดียวก็จัดการได้แล้ว นอกจากนี้ข้ายังได้นำ ศิษย์พี่เจียงจุนหลิน มาอีกด้วย เขาอยู่ภายในสำนักมานานแล้ว จึงอยากจะออกมาสูดอากาศบ้าง หากศิษย์พี่เจียงจุนหลินมายังที่นี่ เสิ่นอู่เต้า ก็จะไม่ใช่ปัญหาของพวกเราอีกต่อไป”

    “เจียงจุนหลิน!” เมื่อกล่าวถึงชื่อมันแล้ว กระทั่งฮ่าวเทียน ซ่างเซียนเองก็ยังถึงกับต้องอ้าปากค้าง

    ต่อมามันก็ได้ตบไหล่ไปยังหยวนเฉิน และกล่าวว่า : “เจ้ามันทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ ที่สามารถไปมีความเกี่ยวข้องกับ เจียงจุนหลิน ผู้นั้นได้ เขาเป็นถึงลูกชายของท่านประมุข แถมยังเป็นศิษย์สายตรงอีก แน่นอนว่าเขาจะต้องเป็นอนาคตของพรรคจงหยวนอย่างไม่ต้องสงสัย หยวนเฉิน เจ้าจงจดจำเอาไว้ให้ดี ไม่ว่า เจียงจุนหลิน จักต้องการสิ่งใด ก็จงสนองให้แก่เขาผู้นั้นอย่างสุดความสามารถ”

    หยวนเฉินได้ยิ้มบาง ๆ ขึ้น แล้วกล่าวว่า : “ท่านพ่อโปรดวางใจ ศิษย์พี่ และ ข้าได้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ไม่อย่างนั้นเขาจะมอบศาสตราแห่งเต๋าให้กับข้าได้ยังไงล่ะ”

    ท่ามกลางคำพูดของมันที่กล่าวออกมานั้น มันเต็มไปด้วยความชื่นมื่นอย่างมาก