ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 70 ราชันมังกรทอง vs ราชันวานรแดง ตอน ต้น

            ต้นยามสื่อ (09:00-09:59) สนามประลองวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ

            ผู้คนแน่นขนัดอย่างกับเป็นงานแจกของฟรี

            พวกนายคงไม่อยากฟังอะไรเวิ่นเว้อหรอกใช่ไหม

            ช่าย..ใช่ ผมรู้ งั้นเข้าเรื่องเลยละกัน

             

            “หลิวเจี้ยนและซุนโหวหวัง ข้าให้เวลาพวกเจ้าทั้งสองหกสิบชั่วลมหายใจ..”

            เสียงฮูจินประกาศขึ้นเมื่อเห็นว่าแดดเช้านี้มาได้ที่ ไม่รอช้าเลยสักนิด เรียกชื่อพวกเราสองคนทันที

             

            ผมกับโหวหวังก็ไม่ทำให้เสียเวลา..!

            พากันกระโจนจากอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุนลงสนามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            สายตาพวกเราสบกัน..

            และแน่นอน.. ยังมีรอยยิ้มอยู่..

             

            หลังจากเมื่อวานที่ต่างคนต่างเข้ารอบแล้วรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมาเจอกัน

            พวกเราก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ทำอะไรผิดต่างออกไป

            ก็เพื่อนกันนี่นา..

             

            ฮูจินว่าด้วยน้ำเสียงเดิม ๆ ที่ผมฟังมาหลายรอบจนเริ่มจำได้ขึ้นใจ

            “เช่นเคย..

            ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออก อยากกล่าวอะไรต่อกัน..

            เชิญตามสบาย”

             

            ผมเหลือบตามองไอ้หน้าขนตรงหน้า

            เหอะ..

            จะให้ไม่พูดอะไรเลยก็ดูเสียชื่อความเป็นเพื่อนกันเกินไปหน่อย

            แต่พอเป็นเพื่อนกัน..

            คำพูดที่เหมือนจะทำให้ห้ำหั่นกันเลือดสาด..

            กลับกลายเป็นเพียงคำหยอกเย้าขำ ๆ แทน

             

            “จักว่าไปแล้ว..

            เอ็งกับฉันยังไม่เคยประลองกันอย่างจริงจังกันเลยสักครา..

            เอ็งรู้สึกคาใจบ้างหรือไม่ว่าหากพวกเราทำเช่นนั้น ใครจักเป็นผู้ชนะ..”

            โหวหวังพูดพลางยกกระบองปราบมังกรที่ปรับขนาดเท่าตะเกียบของมันขึ้นมาใช้ไม่ต่างกับไม้เกาหลัง

             

            ผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาอย่างอดไม่ได้

            “ช่าย...ช่าย...

            อย่างไร..

            ลองพนันกันดูสักหน่อยดีหรือไม่?”

             

            ซุนโหวหวังหรี่ตามองผมนิด ๆ ก่อนจะยิ้มตอบกลับมาแบบมั่นอกมั่นใจตามสไตล์ความมั่นหน้าของมัน

            “ใช้อะไรเดิมพัน?”

            แน่นอน..

            ท่าทางแบบนั้นของมัน ก็แปลได้เลยว่ามันไม่มีทางคิดว่าผมจะเอาชนะมันได้แน่ ๆ

             

            “งานประลองยิ่งใหญ่แบบนี้ แค่ข้าวสักมื้อคงจะน้อยเกินไป

            เช่นนี้เป็นไง..

            ใครชนะเป็นพี่ใครแพ้เป็นน้อง นับแต่นี้ต่อไปคนแพ้จะต้องเคารพคนชนะดุจพี่ชายบังเกิดเกล้า”

             

            มันยักไหล่ทีหนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคนที่พยายามจะทำใจแต่ยังแอบหมั่นไส้อยู่ลึก ๆ

            “เช่นนั้นก็ได้..”

            ตามมาด้วยประโยคที่ฟังดูเหมือนประชดเต็มที่

            “มีเอ็งเป็นน้องคงลำบากใจไปชั่วชีวิต..

            แต่พี่คนนี้ก็จักลงโทษสั่งสองเอ็งเอง..

            น้องเจี้ยน..”

            มันพูดถึงตรงนี้ก็ได้หันไปสบตากับฮูจิน

            “พวกฉันพร้อมแล้วท่านเจ้าคุณฮู...”

             

            ผมนี่แอบกลอกตาเบา ๆ อย่างอดไม่ได้..

            หากชนะได้พ่อจะสั่งให้มันมานวดไหล่เช้าเย็นเลยคอยดู

            “ข้าก็พร้อมแล้ว..”

             

            ผมยกกระบี่กระแสธาราขึ้นมาถือในมือแน่น ขณะที่ไอ้หน้าขนก็หยิบกระบองปราบมังกรของมันขึ้นมาพร้อมกันพอดี

            สายตาที่เมื่อครู่ยังมีรอยยิ้มแฝงอยู่ ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นจริงจังแบบไม่มีเหลือช่องให้หยอกเย้า

            เราอาจจะเป็นสหายกันก็จริง..

            แต่ในสนามประลองวันนี้ ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายเสียหน้า

            โดยเฉพาะเมื่อไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าต่างเป็นเพื่อนสนิทของกันและกัน!

             

            “การประลองสายบนรอบแปดคนสนามแรก หากพร้อมแล้วจงเริ่มลงมือ!!”

             

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 4 อัฐนิยาม!!”

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 6 กระบี่ปิดสวรรค์!!”

             

            ทันทีที่เสียงเริ่มจากฮูจินจบ ผมกับเจ้าหน้าขนก็ระเบิดพลังปราณพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

            ผมเห็นกระบองของโหวหวังมุดลงพื้นในพริบตา เปลวนิพพานที่ห่อหุ้มมันไว้ส่องประกายเหมือนจะท้าทายผมเต็มที่

            ส่วนผมไม่รอให้มันได้ทันคิดอะไรต่อ ฟันกระบี่หกครั้งรวดออกไปรอบตัวมัน ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง ไม่เว้นให้มีช่องว่างแม้แต่น้อย

             

            พลังปราณมาศผสมเข้ากับวิชาที่ผมปลดปล่อยออกไป ทำให้เกิดเป็นรอยเฉือนรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งตรงเข้าหาโหวหวัง

            “ปิดด่าน!!”

            ผมคำรามเสียงพร้อมหน่วงพลังปราณไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนที่คลื่นพลังวิชาของผมจะหยุดแน่นิ่งอยู่รอบตัวของโหวหวัง

            ค้างเติ่งเหมือนกิโยตีนรอคำสั่งประหาร

            “เชือดเฉือน!!”

            ผมตะโกนสุดเสียง ทุกคลื่นพลังที่เคยค้างอยู่พลันสะบั้นออกเป็นเส้นสายพลังปราณที่เฉือนคม มุ่ง..พุ่งเข้าใส่ตัวโหวหวังดุจคมกระบี่สุดแหลมคม

            พร้อมจะสับมันเป็นชิ้น ๆ ในพริบตาเดียว

             

            โหวหวังไม่ได้ยืนรับให้ผมเชือดเล่น

            เจ้าหมอนั่นใช้สายตาสอดส่องไม่หยุด ทั้งยังวิ่งหลบคลื่นปราณกระบี่ของผมอย่างขยันขันแข็ง ขากระโดดไปมาอย่างคล่องแคล่วเหมือนคนเคยฝึกหลบพายุลูกเห็บมาทุกเช้า

            แต่แค่นั้นไม่พอ..

            ผมสัมผัสได้ว่ามันยังแบ่งสมาธิไปควบคุมกระบองดำให้มุดดินชอนไชไปทั่วสนามอีกด้วย

            และแน่นอน.. กระบองนั้นก็มาตามนัด

            กระบองปราบมังกรของมันพุ่งออกมาในจังหวะที่ผมเผลอ จนทำให้ผมต้องคอยระวังไม่ให้เสียหลักเพราะของที่มองไม่เห็นใต้ฝ่าเท้า

            เอาเข้าจริงแล้ว ผมเองก็ไม่ได้สบายกว่ามันเลยสักนิด

            ต่างฝ่ายต่างต้องใช้สมาธิแยกแบ่งควบคุมอาวุธและวิชาของตัวเองจนแทบจะเหมือนเล่นกล

            ทั้งต้องคุมปราณเพื่อรักษาวิชา ทั้งต้องคอยหลบหลีกอาวุธของอีกฝ่ายในพื้นที่..ที่บีบให้ไม่มีทางหนีมากนัก

             

            เสียงคนดูบนอัฒจันทร์ตอนนี้ดังระงมจนผมได้ยินเป็นเสียงแว่วในหู เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเริ่มจับทางได้ว่าเราสองคนไม่ได้มาล้อเล่นกัน

             

            “นั่นมันกระบวนท่าหนึ่งในสี่กระบวนท่าขั้นสูงของวิชากระบี่โบยสวรรค์มิใช่หรือ ไอ้กระบี่ปิดสวรรค์อะไรนั่นน่ะ!! ข้าได้ยินมาว่าหากมิสามารถสำเร็จปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขาในขั้นแรกได้ วิชาในขั้นนี้ก็มิต่างกับกำแพงปูนขาวที่ปริแตกได้ง่าย แต่ดูอย่างไรนั่นก็วิชานั้นก็มีปราณกระบี่ผสมรวมอยู่! หลิวเจี้ยนผู้นี้สรุปเป็นใครกันแน่ถึงได้มีสิทธิ์ฝึกปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขาได้!”

            “ใช่! ปราณกระบี่สำนักสี่ขุนเขาคือวิชาปราณที่ถ่ายทอดให้แก่ศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักสาขาหลักเท่านั้น! เจ้าคนแซ่หลิวคนนี้เป็นใครกันแน่!”

            “พื้นเพของคนแซ่หลิวนั้นต้องไม่ธรรมดา! มันถึงกับเป็นสหายกับคนตระกูลซุนและคนตระกูลตงได้ มันผู้นี้ย่อมมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่แน่!”

             

            ผมหลบกระบองของเจ้าหน้าขนพลางเหวี่ยงกระบี่เป็นจังหวะ

            สายตาคอยเหลือบมองไปยังเปลวนิพพานที่ยังคงลุกวูบวาบอยู่รอบสนาม ก่อนจะหัวเราะในลำคอ

            “เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นหนิพ่อหน้าขน

            หลบปราณกระบี่ของข้าได้อย่างหมดจรดเสียด้วย!”

             

            “ฝึกกับไอ้คนหลบเก่งเช่นเอ็งมานาน ไม่ให้ฉันซึมซับมาบ้างคงเสียมารยาทแย่แล้วเกลอเอ๋ย!!”

            เสียงตะโกนกลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้างของหมอนั่น

            แล้วนั่นก็จริง..

            พวกเราสองคนต่างรู้ว่านี่คือครั้งแรกที่ได้ใส่กันแบบเต็มกำลัง และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่

            ก็ต้องใส่กันแบบเต็มสูบอยู่แล้ว!

             

            ผมเบนตัวหลบอีกกระบองที่หวดเฉียดแก้มไปนิดเดียว

            โหวหวังยิ้มพลางพูดกลั้วเสียงหัวเราะ

            “อย่างไรเกลอ..

            พอแค่นี้ดีฤๅไม่..

            หากยอมแพ้เสียตอนนี้.. พี่คนนี้จักเอ็นดูเอ็งขึ้นอีกสักหน่อย”

             

            ผมหัวเราะในลำคอ แล้วแกล้งยักคิ้วใส่เจ้าหน้าขนก่อนจะโบกกระบี่ตีโต้ใส่กระบองที่พุ่งเข้าหา

            แต่ปากก็ยังขยับตอบกลับได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่

            “ระวังขนร่วงหมดตัวแล้วท่านเจ้าเมืองจำหน้าเจ้าไม่ได้เล่า.. พ่อหนุ่มหน้าขน..

            ไม่สิ...

            เดี๋ยวพ่อจะตัดให้เหี้ยนเหมือนอยู่ในร้านเพทช็อป (Pet Shop) เลย”

            พูดจบก็ต้องรีบเบี่ยงตัวรีบหนี เพราะในตอนที่พูดอยู่กระบองอันเดิมก็พุ่งเข้าหาเหมือนกับมันกำลังหมั่นไส้แทนเจ้าของกระบองซะอย่างนั้น

            พูดแหย่นิดหน่อยก็ไม่ได้..

            จริง ๆ เลย ไอ้เพื่อนคนนี้

             

            เหมือนเราสองคนต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไรออกมา

            วิชาที่ปล่อยใส่กันก็คลายออกแทบจะพร้อมกันในพริบตา

            แล้วร่างของเราก็พุ่งเข้าหากันโดยไม่ต้องนัดหมาย

            ใครมองจากข้างนอกอาจคิดว่านี่คือฉากเปิดสงคราม ไม่ใช่ศึกวัดฝีมือระหว่างเพื่อน

            ซึ่งก็จริงแค่กึ่งหนึ่ง..

             

            เจ้าหน้าขนใช้กระบองที่ลุกท่วมด้วยเปลวนิพพานฟาดเข้ามาราวกับไม่แคร์ว่าผมจะประชิดเข้าหามาได้หรือเปล่า

            แต่ผมเองก็ไม่อยู่เฉย..

            กระบี่กระแสธาราในมือที่เคยมีเพียงพลังปราณมาศ ตอนนี้ถูกห่อหุ้มด้วยไอเย็นบาง ๆ ที่ผมควบแน่นจากปราณธาตุวารีของตัวเองเอาไว้

            แม้รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันไม่อาจดับเปลวเพลิงนั้นได้

            แต่ก็ยังพอจะต้านแรงเผาไหม้ลงได้บ้าง

            ใช่..

            เปลวนิพพานเป็นอัคคีพิเศษก็จริง มีแต่ปราณเพลิงชั้นสูงแบบเดียวกับมันหรือพลังจากร่างสถิตวิหคเพลิงเท่านั้นที่จับดับมันได้โดยตรง

            แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมจะยอมให้มันเผาผมเล่น ๆ

            ไฟ..

            ต่อให้พิเศษแค่ไหน มันก็ยังเป็นไฟ

            และถ้ามันยังเป็นไฟ ผมก็ยังพอมีหนทางสกัดกั้นไม่ให้มันเผาร่างหรือเสื้อผ้าของผมได้

            อย่างน้อยที่สุด ผมก็คอยควบคุมไม่ให้สะเก็ดเปลวของมันลามไปทั่วสนาม

            เพราะตอนนี้ครึ่งหนึ่งของเวทีประลองลุกเป็นไฟจากวิชาก่อนหน้าของโหวหวังแล้ว

            ผมเหลือแค่อีกแค่ครึ่งสนาม ที่ผมยังพอเดินเหินได้สะดวก

            และเชื่อเถอะ..

            ผมไม่คิดจะยกมันให้ใครง่าย ๆ แน่

             

            “เอาจริงหน่อยพ่อหน้าขน..

            ปกติเจ้าพลิ้วได้มากกว่านี้มิใช่รึ?”

            ผมแซะออกไปพลางวาดกระบี่สกัดกระบองจังหวะหนึ่งที่มันพุ่งเข้ามาใกล้เกินพิกัด

             

            ซุนโหวหวังไม่ตอบด้วยคำพูดในตอนแรก แต่ใช้ปลายเท้าเตะเข้าที่ตัวกระบี่ของผมแทน

            ตัวมันหมุนคว้างเหมือนลูกข่าง แล้วยังอุตส่าห์แบกกระบองฟาดสวนกลับมาอีก

            “เอ็งก็ใช่เอาจริงอยู่..”

             

            เสียงรอบสนามดูจะเงียบไปชั่วขณะ ทุกคนเหมือนโดนตรึงให้มองแค่ผมกับโหวหวังที่ซัดกันกลางลานประลองด้วยแรงทั้งหมดที่มี

            แต่จริง ๆ มันก็แค่ 'เกือบทั้งหมด' นั่นแหละ

            ใช่..

            พวกเราดูเหมือนจะซัดกันสุดกำลัง แต่เอาเข้าจริง ทั้งผมทั้งโหวหวังรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังออมมืออยู่นิด ๆ

            ตรงจังหวะปลายกระบี่ กับแรงถ่วงปลายกระบอง

            เราทั้งคู่รู้ทันกันเกินกว่าจะปิดบังอะไรแบบนี้ได้

            ถึงปากจะบอกว่าอยากสู้กันจริงจัง แต่หัวใจเราก็ยังจดจำความเป็น 'เพื่อน' ได้อยู่

            จะให้ฟันให้ฟาดกันโดยไม่ลังเลเลย มันก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี

            เพราะแบบนั้นแหละ ทุกครั้งที่ปลายกระบี่จะตวัดเฉือน หรือกระบองจะหวดเข้าตรง ๆ

            จิตสำนึกมันก็สั่งให้เบาลงโดยไม่ต้องบอก

             

            “เช่นนี้เป็นไรโหวหวัง”

            ผมแทงกระบี่รัวใส่มุมอับของสายตามันไปสามจังหวะติด พอให้เจ้าตัวต้องขยับป้องกันแล้วไม่ทันตั้งหลัก

            “นำไพ่ออกมากันคนละครึ่งสำรับ ใครใช้ไพ่ครึ่งสำรับนั้นหมดก่อนถือว่าแพ้ไป”

             

            “ย่อมได้...”

            มันหมุนกระบองในมือปัดกระบี่ผมอย่างลื่นไหล พร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ

            “ใครเผลอใช้ไพ่ครึ่งสำรับหลังก่อนถือว่าแพ้”

             

            ผมยิ้มที่มุมปากเบา ๆ

            ดูเหมือนเกมนี้จะเริ่มจริงจังแล้วล่ะ

            “ดีล (Deal) ”

            ผมเอ่ยพร้อมกับวาดกระบี่เป็นแนวโค้งตัดเฉียงหนึ่งจังหวะเพื่อเปิดทาง แล้วก็ใช้ท่าร่างประจำตัวพุ่งหลบกระบองของเจ้าโหวหวังแบบเฉียดฉิว

            เสียงเปลวเพลิงจากเปลวนิพพานยังคงดึงหึ่งอยู่ข้างหู ร้อนจนเส้นผมแทบลุก

            พอเท้ากลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ผมหยุดยืนห่างจากเจ้าหน้าขนราวสิบเมตร กระบี่กระแสธาราในมือเริ่มเปล่งแสงสว่างเรืองรองขึ้นทีละน้อย

            ปราณมาศก็ถักทอออกมามันหนาแน่นเสียจนแม้แต่ผมเองยังรู้สึกเกรงใจตัวเอง

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา!!”

            ผมตะโกนลั่น พร้อมกับฟาดกระบี่ออกไปหนึ่งจังหวะ

            คลื่นพลังรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งออกไปฉับพลัน หนักแน่น คม และกดดันเสียจนคนธรรมดาแค่เห็นก็แทบหายใจไม่ออก

            แต่ไอ้หน้าขนมันไม่เคยเล่นบทคนธรรมดา

             

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 1 คลื่นอัดกระแทก!!”

            มันคำรามสวนมาเช่นกัน

            พริบตานั้นปราณชาดสีแดงคล้ำก็ระเบิดออกมาจากร่างมัน แถมยังพ่วงเปลวนิพพานที่แผ่ซ่านกระแทกใส่คลื่นจันทร์เสี้ยวของผมอย่างจัง

             

            เสียงตอนที่พลังของเราปะทะกันมันดังสนั่นจนสนามแทบสะเทือน

            ผมรู้สึกถึงอิฐใต้เท้าที่สั่นกึกกักเหมือนจะหลุดออกจากพื้นเสียให้ได้

            นี่แค่รอบแลกเปลี่ยนฝีมือของพวกเรายังขนาดนี้!

            ถ้าปล่อยไปถึงปลายเกมสนามนี้อาจต้องสร้างใหม่ทั้งแผงแล้วก็ได้

             

            แต่ไม่ทันให้ฝุ่นตลบจางหาย เราสองคนก็พุ่งเข้าหากันอีกครั้งแบบไม่ให้ตั้งตัว

            ผมเห็นสายตาโหวหวังเปลี่ยนไป มันไม่ได้ขำอีกต่อไปแล้ว

            พลังปราณชาดไหลพล่านในตัวมันเหมือนจะระเบิด

            กระบองที่เคยควงเล่นก็เปลี่ยนเป็นจับแน่นราวกับตั้งใจจะสลักชื่อผมไว้กับพื้นเวทีให้ได้

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 3 กำแหงสุดกู่!!”

            พอท่าถูกประกาศออกมา เจ้าหน้าขนก็กลายเป็นวานรในนิยายโบราณแบบเต็มรูปแบบ

            ทั้งกระโดด ทั้งพุ่ง ทั้งวิ่งด้วยมือซ้ายบ้าง แขนขวาบ้าง บางทียังเอากระบองงัดพื้นให้ตัวมันกระเด้งด้วยความเร็วแล้วกระโจนเข้าใส่ผมจากมุมบ้า ๆ ที่ผมคาดไม่ถึง

            การเคลื่อนไหวของมันเร็วขึ้นอย่างชัดเจน และกระบองในมือก็ไม่ได้มีไว้ขู่กันอีกต่อไป

            มันใช้ทั้งตี ทั้งหลอก ทั้งล่อ ทุกอย่างในคราวเดียวจนผมต้องเปลี่ยนจังหวะรับแทบทุกวินาทีเพื่อให้ไล่ทันลูกไม้ของมัน

             

            ไอ้หน้าขนตอนนี้ไม่ใช่โหมดซ้อมอีกต่อไปแล้ว มันอัดพลังเต็มเหนี่ยวทั้งแรงทั้งเร็ว แถมตีซ้ำตีซ้อนแบบไม่เปิดช่องให้ผมได้สวนกลับเลยแม้แต่นิดเดียว

            ปกติเวลาฝึกกัน ผมยังพอหลบหนึ่ง ตีโต้หนึ่ง แต่ตอนนี้ ผมต้องรับทุกกระบองตรง ๆ แบบไม่มีทางเลือก ไม่งั้นคงโดนฟาดปลิวออกจากสนามไปตั้งแต่ไม้แรก

            แถมแรงที่รับมา..! มันมากจนแรงที่ปะทะสะเทือนไปถึงกระดูกแขนของผม ทำให้แผ่นหลังที่ต้องถ่ายแรงลงขาก็เริ่มตึงเครียดแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน

            ต้องยอมรับว่าคราวนี้ผมเจองานหินเข้าแล้วจริง ๆ

             

            “ซ้อมเรียกฉันว่าพี่แล้วฤๅไม่?

            อย่าลืมคำลงท้ายสุดสุภาพเช่น

            ขอรับ.. น้อมรับ.. หรือสุดยิ่ง.. ด้วยเล่า..

            น้องเจี้ยน..”

            เสียงเจ้าโหวหวังดังมาแบบยียวนสุดขีด

            ไอ้หมอนี่ได้ใจก็ชอบแหย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

            แต่ที่น่าหงุดหงิดกว่าคำพูดมัน ก็คือแรงที่มันอัดใส่กระบองแต่ละทีไม่ใช่เล่น ๆ เลย

             

            ผมรู้ดี..

            ทุกครั้งที่รับกระบองมันตรง ๆ แขนผมจะยิ่งตึงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจะถ่ายแรงลงขาเพื่อระบาย กำลังขาก็จะถูกรีดจนหมดอยู่ดี

            แถมพื้นสนามที่อยู่ใต้เท้ายังค่อย ๆ ปริแตกอีกต่างหาก

            คนที่ถนัดเรื่องความเร็วอย่างผม ถ้าขาหมดแรงเมื่อไหร่ก็ไม่ต่างกับม้าถูกล่ามขาไว้

            และนั่นแหละคือสิ่งที่ไอ้หน้าขนมันต้องการให้เกิด

             

            แต่ขอทีเถอะ!

            ผมก็ฝึกวิชากับมันมาครึ่งปีเหมือนกันนะ มันไม่คิดว่าผมจะมีเรื่องให้เรียนรู้จากมันมาบ้างหรือยังไง!

             

            “ขอรับรึ? เหอะ!

            เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าจะทำให้ข้าเอ่ยคำพวกนั้นกับเจ้าได้น่ะโหวหวัง”

            ผมยิ้มขณะพูด ปลายกระบี่ในมือยังไม่หยุดไหว

            “แต่จะว่าไป..! ระวังแรงแขนของเจ้าจะหมดก่อนแรงของข้าเล่าน้องซุน..

            ฟาดมาแต่ละไม้ก็แค่เจ็บ ๆ คัน ๆ ยังไม่เห็นช้ำเลย”

            ผมยังคงแกว่งกระบี่รับไม้กระบองของมันไปเรื่อย ๆ ทุกจังหวะไม่แม้แต่จะถอยหลังสักก้าวเดียว

             

            ผมเห็นสีหน้าของเจ้าหน้าขนเปลี่ยนไปทันทีหลังผมพูดจบ

            มันคงเพิ่งสังเกตได้ว่าสีหน้าผมยังดูสบาย ๆ เกินเหตุหลังจากรับกระบองของมันมาหลายไม้ ทั้งที่เป็นฝ่ายมันที่ควรได้เปรียบ

            แล้วมันก็เริ่มเหลือบตาไปกวาดมองโดยรอบ หวังหาคำตอบว่าอะไรไม่ชอบมาพากล

            และแน่นอน..

            ในที่สุดมันก็เห็นเข้าจนได้

            มันได้เห็นก้อนดินเล็ก ๆ ที่ห่อข้อเท้าผมไว้บาง ๆ ทุกครั้งที่ผมถ่ายแรงลงพื้นจากกระบองของมันนั่นแหละ

            ซึ่งนั่นแหละแผนแก้เกมที่ผมได้เตรียมเอาไว้

             

            “นี่เอ็งใช้ปราณธาตุปฐพีถ่ายและรับแรงของฉันแทนอย่างนั้นรึ!!”

            มันร้องลั่นออกมาพร้อมกับสายตาแบบที่คนถูกหลอกล่อจนเต็มรักจะใช้

             

            “บิงโก (Bingo) ”

             

            “หึ! ต้มฉันเสียเปื่อยเลยไอ้เปรื่อง!

            แต่ถึงอย่างนั้น..

            ก็แค่ลำบากฉันเพิ่มแรงอีกนิดก็เท่านั้น!”

            ดูท่าเจ้าหน้าขนจะไม่ยอมให้อะไรผ่านไปง่าย ๆ หลังจากรู้จุดที่มองข้าม

            มันเปลี่ยนวิธีโจมตีแทบจะทันที จากเดิมที่ฟาดทั่วตัว กลายเป็นล็อกเป้าไปที่ข้อเท้าผมแทน

            และใช่..

            ผมต้องกระโดดหลบบ้าง

            แต่ไม่ใช่เพราะไม่ทันเห็นนะ แค่ต้องรักษาข้อเท้าไว้ใช้เดินต่อหลังศึกก็เท่านั้น

            แล้วแน่นอน!

            พอผมกระโดดลอยขึ้นจากพื้นตามแผนของมัน มันก็เล่นง้างแขนเต็มกำลัง พร้อมทิ่มกระบองเข้าใส่ลำตัวแบบไม่ให้ทันได้พักหายใจเลย

             

            ผมเห็นจังหวะกระบองของมันพุ่งเข้าใส่จุดกลางลำตัว จึงฝืนยิ้มบาง ๆ พลางเอียงกระบี่ใช้ด้านข้างรับแรงปะทะนั้นเต็ม ๆ

            แรงที่พุ่งเข้ามามันรุนแรงจนปลายกระบี่สั่นวูบ และร่างผมก็ถูกผลักขึ้นสู่ท้องฟ้าแทบจะทันที

            ซึ่งสูงเกินกว่าห้าเมตร

            นี่มันไม่ใช่แค่ตีแรง แต่มันเหมือนกระโดดเตะผมขึ้นฟ้า

             

            ยังไม่ทันตั้งหลักและปรับทรงตัวกลางอากาศได้

            หางตาของผมก็เห็นโหวหวังมันกระโดดตามขึ้นมาอีก

            นี่มันจะไม่ปล่อยให้ผมได้พักแม้แต่นิดเดียว

            ดูจากสายตามันแล้ว..

            มันคงหวังจะปิดฉากให้จบตั้งแต่กลางอากาศนี่เลยล่ะ

             

            ตอนที่เราทั้งคู่ยังลอยอยู่ โหวหวังมันยังไม่หยุด

            มันวาดกระบองอีกครั้งพร้อมปล่อยคลื่นเปลวนิพพานตามหลังมา

            เปลวสีขาวนั่นแม้จะดูอ่อนลงกว่าตอนใช้คลื่นอัดกระแทก แต่ก็ยังร้อนและแรงพอจะย่างอะไรให้เกรียมได้อยู่ดี

            และถึงจะอ่อนกำลังลงเพราะมันยังคงวิชากำแหงสุดกู่ไว้

            แต่เปลวนิพพานก็คือเปลวนิพพาน

            มันยังคงเป็นไฟที่ต่อให้ไม่ได้ลุกท่วม ก็ยังร้อนเกินกว่าจะมองข้าม

             

            ผมรีบรวบปราณขึ้นมาป้องกันตัว

            แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นธาตุวารีเหมือนเดิมนะ เพราะคราวนี้ ผมเปลี่ยนไปใช้ปราณธาตุปฐพีแทน

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา!!”

            ผมฟาดกระบี่ลงไปเบื้องหน้าอย่างแรง จนเกิดเป็นกำแพงหินขนาดใหญ่ หนาสองเมตร ยาวสี่เมตรรูปจันทร์เสี้ยวผุดขึ้นมาราวกับสั่งได้ทันที

            กำแพงนี่ไม่ใช่ของเล่น!

            มันถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือเพลิงที่ไม่มีใครอยากเล่นด้วยของไอ้หน้าขนอย่างเปลวนิพพานนั่นแหละ

             

            ผมเห็นเจ้าโหวหวังยิ้มนิด ๆ ตรงมุมปาก ก่อนที่มันจะส่งพลังจิตสั่งให้กระบองในมือมันยืดยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนปลายกระบองแตะถึงพื้นสนามได้แน่นิ่งไม่ต่างกับเสาค้ำสมุทร

            เห็นแค่นั้นผมก็รู้เลยว่าแผนต่อไปของมันคืออะไร

             

            แล้วก็จริง!!

            มันออกแรงใช้กระบองเป็นเสาเข็มตัวเองให้สูงขึ้นกว่าเดิมจนเลยพ้นกำแพงหินที่ผมสร้างขึ้น

            จนเมื่อมันวัดระยะได้พอเหมาะ โหวหวังมันก็เปลี่ยนท่าจับกระบองกลางคันพร้อมย่อขนาดให้สั้นลงจนพอเหมาะมือ

            ตอนนี้ถ้ามันฟาดกระบองมา..

            กำแพงหินอันนั้นที่ผมเป็นคนสร้างก็ไม่ต่างกับเกล็ดปลาที่ถูกขอดออก

             

            และแน่นอน!!

            ด้วยความที่มันเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของผมในยุทธทวีป..

            ผมย่อมมองแผนของมันออก!

             

            ผมได้วาดกระบี่ออกไปอีกสองครั้งสร้างกำแพงหินออกมาอีกสองอันที่ด้านล่างใกล้ฝ่าเท้า

            พร้อมกันนั้น! ผมก็ได้ใช้แผ่นหินที่ผมสร้างขึ้นไม่ต่างกับขั้นบันไดเพื่อย่ำเหยียบส่งตัวเองให้ขึ้นไปสูงกว่าจุดเปล่าหมาย จนผมอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่ามัน

            ในตอนนี้กระบองของโหวหวังมีขนาดเล็กสั้น ครั้นจะขยายกระบองให้เป็นเสาค้ำยันเหมือนเดิมก็ต้องใช้เวลา

            ซึ่งผมก็ไม่ยอมจะให้มันทำแบบนั้น

             

            “หวัดดีโหวหวัง”

            ผมยิ้มพลางเอียงหน้าเล็กน้อย

            ไม่ใช่แค่ยิ้มเล่น แต่เป็นยิ้มแบบที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางหนีทัน

            ตอนนี้ดวงตาผมกลายเป็นสีทองของมังกรแล้ว

            เนตรทองมังกรที่เผยให้เห็นทุกกระแสปราณในร่างของเจ้าหน้าขนอย่างชัดเจน ไม่มีการเคลื่อนไหวใดของมันที่หลุดรอดไปได้อีก

            มือขวาผมจับกระบี่ในท่าเตรียม พร้อมจะชักออกจากฝักทุกวินาที ปลายกระบี่แนบอยู่ตรงเอว ส่วนเท้าก็วางทับบนแผ่นหินที่ผมสร้างขึ้นเหมือนฐานที่มั่นสุดท้าย!!

            ฐานเดียวกับที่ใช้ต้านเปลวนิพพานของมันก่อนหน้านี้

            แล้วร่างผมก็พุ่งออกไปโดยใช้แผ่นหินนั้นเป็นฐานเหยียบ

            ยิ่งเข้าใกล้ไอ้หน้าขนเท่าไหร่..!

            ปราณมาศในตัวผมก็ยิ่งหนาแน่นจนแทบแผ่คลุมเวที

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ขั้นที่ 5 แหวกนภา!!”

            เสียงคลื่นปราณระเบิดดังก้องกลางอากาศ!!

            กระบี่ของผมฉีกพุ่งไปข้างหน้าราวกับสายน้ำฟาดซัด

            เกล็ดน้ำแข็งของธาตุวารีถูกทิ้งไว้ตามทางที่กระบี่กรีดผ่าน เหมือนทิ้งลายเซ็นแห่งความพินาศสุดเยือกแข็งเอาไว้เบื้องหลัง

             

            ผมมองเห็นได้ชัด!

            ตอนนี้โหวหวังไม่มีทางหนี วิชากำแหงสุดกู่ที่มันใช้มาทั้งหมดก็ไร้ผลในอากาศแบบนี้ เพราะวิชานั้นจะสำแดงเดชได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมีพื้นให้ย้ำเหยียบหรือมีท่าเดินเหินได้อย่างมั่นคง

            แต่ตอนนี้มันลอยเคว้งอยู่กลางฟ้า ไม่มีทางเสริม ไม่มีหลักให้ดีด ไม่มีพื้นที่ให้รีบาวด์

            ไม่ต่างอะไรกับเป้านิ่งที่รอให้กระบี่ของผมฟันลงมาเต็มแรง