ลมหนาวที่พัดผ่านทำให้ต้นไม้ในป่าใหญ่สั่นไหวเหมือนคลื่นทะเลเสียงคำรามของเหล่าสัตว์อสูรลอยออกมาจากป่าลึก...ป่าในเทือกเขามอร์โรยามค่ำคืนเป็นเหมือนสรวงสวรรค์สำหรับสัตว์อสูรทั้งหมด ทั้งป่าใหญ่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ลึกลับและงดงาม ทว่ากลับแฝงไปด้วยอันตรายที่ยากจะคาดเดาเอาไว้
ซุนเฟยส่ายหัวเบาๆ
ยอดฝีมือลึกลับคนนั้นนึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไปไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้ ถึงแม้ซุนเฟยจะมีคำถามมากมายที่อยากถามเขาแต่ดูเหมือนว่าคงต้องรอให้ถึงคืนพรุ่งนี้เสียก่อน
ซุนเฟยก้มลงมามองหนังสือเล่มเล็กๆที่อยู่ในมือ เขาพบว่าหนังสือที่ยอดฝีมือลึกลับทิ้งไว้ให้นั้นมีเนื้อสัมผัสที่แปลกมาก
หนังสือเล่มนี้จัดทำออกมาได้อย่างประณีตมากมันถูกสร้างขึ้นมาจากขนสัตว์อสูรสีเหลืองอ่อนที่ไม่รู้จักทำให้รู้สึกอ่อนนุ่มทุกครั้งที่สัมผัส ตัวหนังสือถูกตัดเป็นแถบยาวประมาณหนึ่งเมตรและหนาประมาณสิบเซนติเมตรดูจากภายนอกเหมือนเป็นคัมภีร์ใบลานแบบโบราณ
คัมภีร์ใบลานยังไม่ถูกเปิดมันยังคงเรียงซ้อนทับกันอย่างเรียบร้อยแผ่นแรกถูกเขียนด้วยตัวอักษรสีทองประทับร้อนว่า
'บันทึกขั้นตอนการฝึก ‘การควบคุม’และทักษะการควบแน่นคลื่นพลังฉบับสมบูรณ์'
ดวงตาของซุนเฟยจับจ้องไปที่คำว่า“‘การควบคุม’ และทักษะการควบแน่นคลื่นพลัง”ดูจากรูปเล่มแล้วน่าจะเป็นหนังสือทำมือที่มีมูลค่าสูงหรือว่า จะเป็นหนังสือที่ยอดฝีมือลึกลับคนนั้นเขียนขึ้นมา?
ซุนเฟยแทบรอเปิดอ่านไม่ไหว
ในตอนนั้นเอง ซุนเฟยก็เหลือบไปเห็นตัวอักษรเล็กๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำใต้ตัวอักษรสีทองประทับร้อน บางทีอาจจะเป็นเพราะกาลเวลาที่ผ่านมานาน ทำให้ตัวอักษรเลือนรางและยากที่จะอ่านออก แต่หลังจากที่ซุนเฟยพยายามอ่านอยู่นาน ในที่สุดก็สามารถจับใจความได้ว่า ‘นำเสนอโดยองค์ชายใหญ่ยาซิน ราชาแห่งเซนิท’
เมื่ออ่านประโยคนี้จบซุนเฟยก็รู้สึกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
มันเป็นเอกสารลับของราชอาณาจักรเซนิท
และสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือมันถูกเขียนขึ้นโดยองค์จักรพรรดิยาซินแห่งเซนิท ดูจากบริบทแล้ว คำว่า ‘องค์ชายใหญ่’ที่เขียนไว้ด้านหน้าสุดก็น่าจะหมายถึงยาซิน เพราะด้านหลังมีคำว่า ‘ราชาแห่งเซนิท’
เพียงเท่านี้ก็น่าจะบ่งบอกแล้วว่าเอกสารลับนี้มีอายุยาวนานแค่ไหน
เท่าที่ซุนเฟยรู้เมื่อยี่สิบปีก่อน ราชอาณาจักรเซนิทเป็นเพียงอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสในตอนนั้นคำเรียกขานยังเป็นแค่ราชาแห่งเซนิทไม่ใช่จักรพรรดิต่อมา ด้วยความแข็งแกร่งขององค์ชายใหญ่แห่งเซนิท เขาสามารถสยบอาณาจักรหลายร้อยแห่งที่อยู่รอบๆ เซนิทได้และภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถขยายอาณาเขตของอาณาจักรตัวเองได้กว้างใหญ่ไพศาลชื่อเสียงและเกียรติยศต่างเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน ท้ายที่สุด อาณาจักรเซนิทก็แยกตัวออกมาจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสและก่อตั้งราชอาณาจักรขึ้นมาจากนั้นก็เขาก็ได้กลายเป็นจักรพรรดิ
ในเวลานั้น ราชอาณาจักรสปาร์ตากุสที่ยังเป็นราชอาณาจักรระดับสาม เมื่อถูกแบ่งอาณาเขตออกไป ทำให้ราชอาณาจักรอ่อนแอลงและถูกกระนาบโจมตีอย่างหนักจนเกือบล่มสลาย ราชวงศ์ที่เหลือรอดได้รวบรวมเหล่าผู้ภักดีต่อราชอาณาจักรสปาร์ตากุสแล้วก่อตั้งราชอาณาจักรขึ้นมาใหม่ จนกลายมาเป็นราชอาณาจักรสปาร์ตากุส ราชอาณาจักรระดับหนึ่งที่ทุกคนรู้จักในวันนี้
นี่คือที่มาของความเกลียดชังระหว่างราชอาณาจักรเซนิทกับราชอาณาจักรสปาร์ตากุส
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสองราชอาณาจักรก็กลายเป็นศัตรูคู่แค้นกัน
ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาความแข็งแกร่งของสองราชอาณาจักรต่างใกล้เคียงกันถึงแม้ว่าจะไม่มีสงครามอย่างเต็มรูปแบบแต่ก็มีความขัดแย้งและการต่อสู้ตามแนวชายแดนอยู่ตลอดเวลา ตลอดชีวิตของสองจักรพรรรดิต่างคอยหาทางทำลายกันและกันยี่สิบปีที่ผ่านมา ความเกลียดชังและความแค้นทั้งเก่าและใหม่ต่างสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลดความเป็นอริของพวกเขายากจะแก้ไขกลับมาคืนดีกันได้ความแค้นและความเกลียดชังจะสิ้นสุดลง หากราชอาณาจักรหนึ่งได้หายไป
องค์ชายใหญ่ยาซินเมื่อยี่สิบปีก่อนก็คือองค์จักรพรรดิยาซินแห่งราชอาณาจักรเซนิทในวันนี้
นอกจากสถานะองค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้วเส้นทางการฝึกฝนของเขาก็ยังกลายเป็นตำนานที่ไม่น่าเชื่ออีกด้วยเช่นกัน
เดิมทีองค์ชายใหญ่ยาซินก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งแต่หลังจากที่เขาอายุได้ยี่สิบปี ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปชื่อของเขาเหมือนดวงอาทิตย์ในฤดูร้อนที่ไม่มีใครกล้ามองข้าม ภายในระยะเวลาแค่สิบปีจากนักรบระดับสี่ดาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งก็กลายเป็นนักรบระดับจันทราและพิชิตอาณาจักรนับร้อยให้ยอมสยบเรื่องนี้ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนจนมาถึงปัจจุบันทุกวันนี้ เหล่าวณิพกและนักพเนจรก็ยังคงเล่าขานถึงตำนานขององค์จักรพรรดิยาซินไม่เคยขาด
ในตำนานเล่าว่า ยาซินเป็นยอดอัจฉริยะนักรบที่มากด้วยพรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่อคนหนึ่ง
เขาเริ่มต้นด้วยทรัพยากรเพียงเล็กน้อยจากนั้นก็สร้างทักษะการฝึกฝนและทักษะคลื่นพลังใหม่ๆ จำนวนมากขึ้นมาทักษะคลื่นพลังอันดับหนึ่งของราชวงศ์เซนิทอย่าง 'หมัดมังกร' ก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยเขาได้ยินมาว่าทักษะนี้อยู่เหนือกว่าขอบเขตระดับดาว ถือได้ว่าเป็นทักษะระดับจันทรานอกจาก 'หมัดมังกร' แล้วยังมีทักษะและทักษะคลื่นพลังต่างๆ มากมายในราชอาณาจักรที่ถูกสร้างขึ้นโดยเขาองค์จักรพรรดิยาซินไม่เพียงมีความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทาน แต่ยังมีความรู้และความเข้าใจในทักษะและการฝึกฝนที่ลึกซึ้งมากแม้กระทั่งได้รับความชื่นชมจากเหล่าผู้มีอำนาจในแผ่นดินอาเซรอท
ในยุคนั้นคำว่ายาซินได้กลายเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่าปาฏิหาริย์และไร้เทียมทาน
ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใครเมื่อมาอยู่ต่อหน้าองค์จักรพรรดิยาซินแล้วก็ยังต้องยอมถอยให้สามก้าว
บุคคลในตำนานแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าวีรบุรุษ
หลายคนเชื่อว่าองค์จักรพรรดิยาซินน่าจะเป็นคนแรกในบรรดาเหล่าอัจฉริยะทั้งหนึ่งร้อยราชอาณาจักรที่จะก้าวไปสู่ระดับสุริยะแต่อย่างไรก็ตาม องค์จักรพรรดิยาซินต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่ในการบริหารหลังจากที่ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิเขาก็ไม่ได้ก้าวหน้าในด้านการฝึกตนอย่างที่ทุกคนคาดหวังไว้กลับกันยังมีแต่จะถดถอยลงด้วยซ้ำ ไม่นานชื่อเสียงของเขาก็ค่อยๆ ลดลง
ในช่วงสิบหกปีที่ผ่านมาองค์จักรพรรดิยาซินไม่ได้ต่อสู้กับใครอีกเลยทำให้เหล่านักรบรุ่นใหม่ๆ ต่างลืมเลือนภาพลักษณ์ราชายอดนักรบที่เคยโด่งดังคนนี้พวกเขาจำได้เพียงภาพลักษณ์ในฐานะองค์จักรพรรดิแห่งราชอาณาจักรเท่านั้น
ไม่มีใครคาดคิดว่าราชายอดนักรบในอดีตที่สามารถทำให้ศัตรูทุกคนต้องยอมถอยสามก้าวยามพบหน้ากำลังใกล้จะตายเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการสู้รบในวัยหนุ่มอายุเพียงหกสิบกว่าปีแต่กลับเดินทางมาถึงปลายทางแห่งชีวิต ความจริงเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย!
ซุนเฟยคาดไม่คิดจริงๆว่า 'บันทึกขั้นตอนการฝึก‘การควบคุม’ และทักษะการควบแน่นคลื่นพลังฉบับสมบูรณ์' ที่ยอดฝีมือลึกลับทิ้งไว้ให้จะเป็นบันทึกที่องค์จักรพรรดิยาซินเป็นผู้เขียนขึ้นมา
ถึงแม้ว่าซุนเฟยที่มาจากมิติอื่นจะไม่เข้าใจกฎแห่งป่าอย่างสมบูรณ์แต่เขาก็รู้ดีว่าบันทึกเล่มนี้เป็นสมบัติล้ำค่าในราชอาณาจักรมันไม่ต่างอะไรกับคัมภีร์ลึกลับในนิยายที่ต้องมีผู้คนมากมายยอมฆ่ากันตายเพื่อให้ได้หนังสือเล่มนี้มาแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกเขียนขึ้นมาในสมัยที่องค์จักพรรดิยาซินยังเป็นเพียงองค์ชายใหญ่แต่สมัยนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่แสนรุ่งโรจน์ที่สุดของราชายอดนักรบคนนี้แน่นอนว่ามูลค่าของมันไม่อาจประเมินค่าได้
ยอดฝีมือลึกลับสามารถหยิบหนังสือที่ควรจะอยู่ในห้องสมุดของพระราชวังที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาออกมาได้อย่างไรข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยออกมานี้ทำให้ซุนเฟยเริ่มตั้งสมมติฐานขึ้นมา
เป็นไปได้ไหมว่าเขาเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่รับใช้ราชวงศ์?
หรือว่า...
ซุนเฟยรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเลิกคิดเรื่องนี้ไปก่อน เขาส่ายหัวเบาๆก่อนจะเปิดบันทึก ซุนเฟยอาศัยเพียงแสงจันทราที่ส่องลงมาอย่างร่ำไร กวาดสายตาอ่านตัวอักษรที่เขียนกันอย่างหนาแน่นบนแผ่นที่สอง ซุนเฟยเริ่มพลิกกระดาษอ่านเนื้อหาอย่างจริงจัง
ไม่ช้า สมาธิทั้งหมดของซุนเฟยก็จมลงไปในเนื้อหาของคัมภีร์ใบลาน
เป็นเวลาสองชั่วโมงเต็มที่ซุนเฟยยืนอยู่กับที่เพื่ออ่าน 'บันทึกขั้นตอนการฝึก ‘การควบคุม’และทักษะการควบแน่นคลื่นพลังฉบับสมบูรณ์' ซุนเฟยในตอนนี้ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกเขายืนนิ่งเป็นรูปปั้นหิน จดจ่ออยู่แต่เนื้อหาที่ได้อ่านลมหนาวในยามค่ำคืนได้พัดผ่านร่างของเขาไป ผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลม
ความแข็งแกร่งของซุนเฟยล้วนมาจากโลกDiablo แม้ว่าอัตราการความเร็วในการเพิ่มความแข็งแกร่งจะน่ากลัวแต่ประสบการณ์ในการต่อสู้และทักษะต่างๆ ล้วนมาจากการที่ซุนเฟยต่อสู้กับเหล่ามอนสเตอร์และพวกศัตรูซุนเฟยมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีพื้นฐานเป็นศูนย์สำหรับเรื่องพวกนี้ เมื่อเทียบกับยอดฝีมือคนอื่นๆ แล้ว ซุนเฟยยังห่างชั้นกว่าพวกเขามาก
หลังจากอ่านบันทึกเล่มนี้จบซุนเฟยก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ ความรู้สึกนี้เหมือนได้กินแตงโมแช่เย็นในวันที่อากาศร้อนไม่มีผิดก่อนหน้านี้ยังมีเรื่องราวหลายอย่างที่ซุนเฟยไม่ค่อยเข้าใจแต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้ว่าคืนนี้จะมืดมิดกว่าปกติแต่สำหรับซุนเฟยเเล้วเขากลับรู้สึกว่า ได้มองเห็นแสงสว่างที่กำลังเจิดจ้าอยู่เบื้องหน้าเขา!
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!”
ซุนเฟยรู้สึกตื่นเต้นมากหลังจากที่อ่าน 'บันทึกขั้นตอนการฝึก ‘การควบคุม’และทักษะการควบแน่นคลื่นพลังฉบับสมบูรณ์' จบ
ในเวลานี้ซุนเฟยรู้สึกชื่นชมองค์จักรพรรดิยาซินที่เขาไม่เคยพบหน้าขึ้นมาความคิดของอัจฉริยะนักรบวัยยี่สิบกว่าปีที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทำให้ซุนเฟยรู้สึกมีชีวิตชีวาไม่น้อย
......
......
เช้าวันต่อมาวันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่การแข่งขันการซ้อมรบระดับราชอาณาจักรจะเริ่มขึ้น
ซุนเฟยกลับไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดก่อนรุ่งอรุณและนอนกอดคู่หมั้นสาวแสนสวยก่อนจะตื่นขึ้นมาเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหลังจากที่เขาทานอาหารเช้าและพูดคุยหารือกับเหล่าผู้นำคนอื่นๆ เกี่ยวกับกลยุทธ์ที่เมืองแซมบอร์ดจะใช้ในการแข่งขันเสร็จซุนเฟยก็เข้าไปในโลก Diablo เพื่ออัพเลเวลตัวเองต่อครั้งนี้ความเร็วในการอัพเลเวลของเขาช้ากว่าแต่ก่อนมาก นั่นเป็นเพราะว่าซุนเฟยพยายามฝึกฝนทักษะที่เขาได้เรียนรู้มาจาก 'บันทึกขั้นตอนการฝึก ‘การควบคุม’และทักษะการควบแน่นคลื่นพลังฉบับสมบูรณ์' ผลของมันเป็นที่น่าพอใจมากซุนเฟยรู้สึกได้ว่า ความสามารถในการควบคุมพลังของตัวเองกำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งกำลังขี่จรวจพุ่งสู่อวกาศ
สี่ชั่วโมงครึ่งให้หลังตัวละครคนเถื่อนของซุนเฟยก็เลเวล 51 เเล้ว
-------------------------