สะบั้นมารสังหารเทพ (杀死魔鬼和神)

    ตอนที่ 52 ผลึกมิติ 2

    ตอนที่ 52

    ผลึกมิติ 2

     

                หยางอี้วางผลึกมิติวางไว้บนมือขวาส่วนมือซ้าย ยกแตะสัมผัสลูกแก้วใสลูกหนึ่งบนพื้น เป่าซิงที่ลอยค้างอยู่ฝั่งตรงข้ามกลืนกินลมปราณจากร่างของหยางอี้ แต่เพราะลมปราณมีน้อย เวลาในการเลือกค้นสิ่งของสำหรับมันจึงน้อยตามไปด้วย

                “ข้าจะถามย้ำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเจาะเข้าสู่คลังสมบัติละนะ เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการแหวนมิติ”

     

                “แน่ใจหากว่าแหวนมิติที่เจ้าว่า จะไม่นำภัยโจรร้ายปล้นชิงมาสู่ข้านะ”

     

                “แน่นอนแหวนเรียบง่ายธรรมดา แต่แท้จริงแล้ววิเศษล้ำยิ่งกว่า เพียงแต่ข้าไม่แน่ใจว่าลูกแก้วใสกลวงว่างลูกนี้ จะถูกตีข้าเท่าเทียมกับแหวนวงนั้นหรือไม่”

     

                “วิธีการของเจ้าช่างยุ่งยากยิ่งนักไหนจะลมปราณของข้า ไหนจะผลึกมิติและยังต้องใช้ของล้ำค่าเพื่อแลกเปลี่ยนอีกแล้วข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากคลังสมบัติกัน หากว่าข้าต้องใช้ดาบระดับสวรรค์เพื่อแลกกับดาบระดับเดียวกัน”

     

                “แล้วถ้าเจ้าได้ของที่ไม่ต้องการละเจ้ายังจะมองว่าโอสถที่เจ้าจำเป็นต้องใช้ กับดาบระดับสูงกว่าซึ่งเจ้าไม่ต้องการยังเท่าเทียมกันอยู่ไหม” ระหว่างที่เอ่ยอธิบาย ลวดลายบนร่างของเป่าซิงก็ค่อย ๆแผ่กระจายออก จนแทบจะปกคลุมไปทั้งร่างอยู่ร่อมร่อ “แล้วความเท่าเทียมนั้นก็มิได้วัดเพียงระดับของสิ่งของหรอกนะ แต่มันยังวัดถึงระดับคุณค่าของมันด้วยเช่นนั้นวัตถุดิบระดับปฐพี ย่อมอ่อนด้อยกว่าสมบัติวิเศษระดับเดียวกัน”

     

                “อืมข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี เหตุใดเมื่อเจ้าเปิดมิติเข้าไปในคลังได้ทำไมเจ้าจึงไม่หยิบสิ่งของออกมาละ”

     

                “เรื่องนั้นทำไม่ได้นายท่านมีกฎของนายท่าน ข้าไม่อาจละเมิด”

     

                “ตกลงเช่นนั้นข้าไม่ถามเจ้าแล้ว”

     

                “พอดีเลย...ได้เวลาแล้ว”

                เป่าซิงเอ่ยสัญญาณหยางอี้ก็บีบผลึกมิติในมือขวา จนแตกละเอียด

     

                มิติสั่นไหวอยู่ระหว่างทั้งสองแต่ไม่ทันที่ช่องว่างนั้นจะขยายออก เป่าซิงก็ดูดกลืนมันเข้าไปที่จมูกข้างซ้ายก่อนจะตามมาด้วยลูกแก้ววิเศษ ที่ถูกดูดตามเข้าไปในรูจมูกช่องเดียวกัน เมื่อทั้งสองสิ่งถูกดูดเข้าไปในร่างของเป่าซิงแล้วรอยอักขระทั่วตัวก็กลายเป็นว่างเปล่า ดวงตาของเป่าซิงกลายเป็นเหลือกขาวไร้สีสัน แต่แล้วจู่ ๆ ร่างทรงกลมสีทอง ก็ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นจากพื้น ก่อนจะหมุนวนรวดเร็ว...และรวดเร็วยิ่งๆ ขึ้นไป จนสุดท้ายร่างของเป่าซิงก็อันตรธานหายไปจากสถานที่

     

                เบื้องหน้าของหยางอี้เวลานี้คงเหลือเพียงอากาศธาตุว่างเปล่า “เป่าซิง” หยางอี้ตะโกนเรียกแต่กลับไร้เสียงตอบกลับ

                แต่เมื่อคิดจะออกเดินสำรวจค้นหารอบๆ ข้าง ร่างวิญญาณสีทองของเป่าซิงก็พลันหล่นตุบ ตกลงมาที่จุดเดิมด้วยสีหน้าและท่าทางไม่สบอารมณ์นัก

                เป่าซิงในสภาพดั้งเดิมกลับคืนมาอีกครั้งแต่เมื่อมันลืมตาสดใสขึ้น ก็เอ่ยปากสบถคำไม่หยุด “บัดซบ บัดซบจริง ๆ”

     

                “เป่าซิงนั่นเจ้าด่าอันใดกัน” หยางอี้เอ่ยถามด้วยความสงสัย

     

                “ก็พวกเราขาดทุนแล้ว”

     

                “ขาดทุนขาดทุนอันใดกัน แล้วไหนแหวนของข้าละ”

     

                “ใช่แหวนของเจ้านั่นละที่ขาดทุน”

     

                “แหวน ขาดทุนข้าไม่เข้าใจเลย แต่เมื่อได้ของมาแล้ว ก็เอามาให้ข้าดูหน่อย”

     

                “ตกลง”เป่าซิงรับคำ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้ารูจมูกข้างขวา ชั่วอึดใจก็ปรากฏเสียงดัง...ฟุบลอดออกมาจากรูจมูกข้างซ้ายของเป่าซิง แหวนเกลี้ยงสีน้ำตาลแดงคล้ายสนิมวงหนึ่งกระเด็นตกลงที่ด้านหน้าของหยางอี้ “นั่นคือแหวนที่เจ้าต้องการ สมบัติวิเศษระดับสวรรค์ชั้นเลิศที่ว่ากันว่านักพรตผู้หนึ่งสร้างขึ้น เพื่อใช้บรรจุภูเขาฝึกตนทั้งลูกลงไป”

     

                “หาสมบัติวิเศษระดับสวรรค์ชั้นเลิศ”

     

                “ใช่แล้วแหวนวงนั้นมีชื่อเรียกว่า...แหวนวิถีพรตแห่งขุนเขา”

     

                “แหวนวิถีพรตแห่งขุนเขา”หยางอี้ทวนคำ “เยี่ยม ชื่อแหวนเหมาะกับรูปลักษณ์ของนักพรตที่เน้นความสมถะเรียบง่ายสินะ ดูจากรัศมีที่แผ่ออกหากเจ้าไม่บอกข้าว่าเป็นสมบัติวิเศษ ข้าคงคิดว่าเจ้าไปคุ้ยเจ้าสิ่งนี้มาจากกองขยะแน่ๆ เลย”

     

                เป่าซิงยังคงหงุดหงิดที่ตนเองขาดทุน จึงไม่คิดตอบคำของหยางอี้

     

                หยางอี้เองก็รับรู้ว่าสหายร่วมวิญญาณของตนเวลานี้ดูท่าจะหงุดหงิดใจไม่คลาย “เอาเถอะ แลกเปลี่ยนคราแรก ก็ได้แหวนสุดล้ำค่าเช่นนี้มาครอบครองช่างกำไรยิ่งนัก”

     

                “กำไร กำไรเจ้านี่ไม่รู้อะไรเลย” เป่าซิงเอ่ยพลางบินวนเวียนไปมาใกล้ ๆ ลูกแก้วกลมที่เหลืออีกสี่ลูก“ลูกแก้วพวกนี้ ไม่ใช่สิ่งของธรรมดา แต่มันถูกสร้างจากสะเก็ดดาวแตกสลาย”

     

                “สะเก็ดดาวแตกสลาย”

     

                “ใช่มันคือวัตถุดิบระดับตำนานขั้นสูงสุดแถมเจ้าพวกนี้ยังมีคุณสมบัติซ่อนเร้นอย่างอื่นอีก”

     

                “คุณสมบัติซ่อนเร้นอย่างอื่นอีก”หยางอี้ยิ่งมายิ่งสงสัย ว่าเหตุใด จู่ ๆเป่าซิงถึงได้มีความรู้เกี่ยวกับลูกแก้วนี้ขึ้นมาดื้อ ๆ ทั้งที่ก่อนหน้าตัวมันก็รู้เท่าเทียมกับหยางอี้ “ข้าสงสัย เหตุใด เจ้าจึงรู้เรื่องลูกแก้วใสนี่ขึ้นมาได้ทั้งที่ก่อนหน้า...”

     

                “ก็ตอนที่ข้าเข้าไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าผู้ดูแลคลังด้านใน...”

     

                “ผู้ดูแลคลังด้านในเจ้ามิใช่ผู้เดียวที่ดูแลสมบัติหรอกรึ”

     

                “แฮะ แฮะข้าเป็นเพียงผู้รักษาทางเข้า ส่วนผู้ดูแลเป็นอีกผู้หนึ่ง”

     

                “อีกผู้หนึ่งงั้นที่เจ้าหายไปเมื่อครู่”

     

                “ข้าก็เข้าไปแลกเปลี่ยนเจรจากับคนผู้นั้น”

     

                “แลกเปลี่ยน...กับคนผู้นั้น”หยางอี้เน้นคำช้า ๆ “สรุปเจ้ามิได้เป็นผู้ดูแลคลังสมบัติ”

     

                “ข้าคือผู้ดูแล”

     

                “ดูแลเจ้าเถอะจากที่ข้าเข้าใจ เจ้ามันเป็นแค่ เด้กเฝ้าประตู แถมยัง...ทำประตูหายไปอีก”

     

                “เจ้า...เจ้า...”

     

                “เอาเถอะ ยังไงข้าก็ผูกวิญญาณเข้าเจ้าแล้วเจ้าจะเป็นอะไรข้าก็ต้องยอมรับอยู่ดี”

     

                “แต่เจ้าต้องเชื่อข้านะว่าข้าคือผ้ดูแลจริง ๆ” เป่าซิงตีหน้าเศร้า เอ่ยย้ำคำ

     

                “ตกลงเจ้าคือผู้ดูแลคลังสมบัติของท่านราชันไร้นาม พอใจรึยัง”

     

                “ใช่ข้าคือผู้ดูแลคลังสมบัติของนายท่าน” เป่าซิงยิ้มแฉ่งราวกับเด็กน้อย“ว่าแต่เรื่องราวน่าเจ็บใจนัก ลูกแก้วที่นำไปแลกเมื่อครู่ มันควรจะได้...แหวนวิถีพรตแห่งขุนเขาถึงสิบวง แต่เพราะลมปราณของเจ้ามีน้อยจนเกินไป”

     

                “ลมปราณน้อยจนเกินไป”

     

                “ก็ใช่นะสิข้าผูกวิญญาณกับเจ้า ดังนั้นพลังของข้าก็ขึ้นอยู่กับพลังของเจ้าด้วยเช่นกันคราวหน้าคงต้องรอจนเจ้าถึงลมปราณเชื่อมฟ้าดินก่อน ค่อยกลับไปแลกเปลี่ยนมิเช่นนั้นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจเช่นครานี้ คงขาดทุนย่อยยับตลอดแน่”

     

                “เจ้าบ้ารึเปล่าได้แหวนวงนี้มาแล้วจะขาดทุนได้อย่างไรกัน”

     

                “ก็...”

     

                “เจ้าดูลูกแก้วพวกนี้สิข้าพกมันออกไปไม่ได้” หยางอี้เอ่ย พลางเก็บลูกแก้วทั้งสี่ลูกเข้ามาในแหวนวิถีพรตแห่งขุนเขา “เห็นไหม นี่จึงเรียกว่ากำไรเพราะข้ามีลูกแก้วที่ใช้แลกของจากเจ้าผู้ดูแลนั่นได้อีกตั้งสี่ครั้ง”

     

                “แต่ลูกแก้วนี่ล้ำค่ากว่าแหวนนั่นมาก...”

     

                “เจ้าเองมิใช่รึที่บอกข้าว่าโอสถที่จำเป็นต่อข้า ดีกว่าดาบล้ำค่าแต่ข้ามิอาจใช้มันก็เหตุผลเดียวกันนั่นละ”

     

                “เออฟังแล้วค่อยสบายใจหน่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า สิ่งของก็ได้แล้ว ประตูทางออกก็เปิดแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็กลับไปยังจุดเดิมที่เข้ามากันเถอะ”

     

                “อืม”หยางอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะทะยานออกจากนาวาเหนือกาล

     

                แต่เมื่อมาถึงปัญหาใหม่ก็หนุนเนื่องมาให้แก้ไข เพราะวงอาคมที่เคยทำงานเวลานี้กลับไม่สามารถใช้ได้เช่นเดิม สุดท้ายเป่าซิงจึงอาสาออกสำรวจรอบเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ และทิ้งหยางอี้ให้อยู่ฝึกฝน ข้าง ๆ วงอาคมทางเข้า

     

                แม้แรกเริ่มหยางอี้ฝึกฝนลมปราณเกาะประตูนรกรุดหน้าโดยไวด้วยผลหนุนเสริมจากความหนาแน่นลมปราณที่มากล้นของสถานที่แห่งนี้ระยะเวลาเพียงสองวัน ก็ทะลวงผ่านไปถึงขอบขั้นลมปราณเหนือธรรมชาติขั้นที่สองแต่หลังจากนั้น ความไวในการฝึกปรือกลับลดลงอย่างมาก กลายเป็นว่าลมปราณที่อัดแน่นในสถานที่แห่งนี้กลับต่อต้านกับเคล็ดวิชาที่ตนเองฝึกฝน สุดท้ายไม่มีทางเลือกหันมาทบทวนวิชาฝีมือเก่าก่อน แม้หลายกระบวนท่ายังไม่อาจใช้ออกเวลานี้ แต่ที่พอใช้ได้ก็นับว่าเกินพอสำหรับสะสางเรื่องราวในปัจจุบันแล้ว

    คล้ายกับเรื่องสะบั้นมารสังหารเทพ (杀死魔鬼和神) ที่คุณอ่าน