ตอนที่ 67
โรงเตี๊ยมคิดไม่ซื่อ
“ว่าอย่างไรล่ะตกลงแล้วท่านจะรับข้อเสนอที่จะใช้ป้ายหยกเป็นส่วนลดหรือไม่”
ชายรูปร่างผอมถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังยืนคิดซึ่งหากเป็นไปได้เขาไม่ต้องการให้เด็กหนุ่มนี่ปฏิเสธเพราะมันข้อเสนอดีมากเช่นนี้ย่อมที่จะประหยัดเหรียญไปได้อย่างเยอะ
“ข้าขอจ่ายเป็น50 เหรียญต่อคืนดีกว่าส่วนป้ายหยกนั้นข้าไม่มี ข้าจำต้องมาแข่งขันกับพวกเขาเพื่อเข้าเรียนให้ได้”
ไป๋เหอไม่ต้องการให้คนผู้นี้ได้รู้ว่าตนเองมีป้ายหยกเพราะนั่นอาจจะหมายถึงอันตรายกับชีวิตก็เป็นได้หากจะต้องโดนแย่งอีกครั้งเพื่อป้องกันอันตรายจำเป็นจะต้องปกปิดเรื่องนี้ไว้
ชายชราที่ยืนอยู่ชั้นบนเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เบื้องล่างและได้ตรวจตราพลังของเด็กหนุ่มและเด็กสาวที่เข้ามาได้แต่ส่ายหัวในพลังของพวกเขาที่มีอันน้อยนิด
“เด็กหนุ่มผู้นั้นตอนนี้อยู่ในชั้นรวมลมปราณขั้นที่6 เท่านั้น ส่วนเด็กสาวผู้นั้นตอนนี้อยู่เพียงชั้นรวมลมปราณขั้นที่ 2ที่สำนักเมฆาสวรรค์ล้วนแล้วแต่มียอดฝีมือทั้งนั้น พวกเขาเหล่านั้นมีพลังแค่นี้เดาได้ว่าไม่สามารถผ่านด่านที่2 ไปได้เลย หากไม่มีป้ายหยกการจะผ่านด่านเพื่อแข่งขันกับผู้อื่นให้อยู่ในอันดับต้น ๆนั้นเป็นเรื่องที่ยากไม่รู้ว่าคนที่ไม่มีป้ายหยกวรยุทธสูงส่งเพียงใดที่เข้าร่วมตั้งมากมายสองพี่น้องนี่ไม่น่าจะรอด”
เมื่อกล่าวเสร็จเขาก็ส่ายหัวในความรันทดของสองพี่น้องคู่นี้ที่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งทั้งที่พึ่งอายุยังน้อยกันอยู่แท้ๆ เท่าที่เขารู้คนที่จะมาอยู่ในสำนักนี้ได้ล้วนต้องอยู่ในชั้นรวมลมปราณขั้นที่5ขึ้นไปไม่มีใครอยู่ต่ำกว่านี้หากต่ำกว่านี้ก็คาดว่าไม่สามารถฝ่าด่านขึ้นไปชั้นที่3 ได้อย่างแน่นอน
ส่วนซวงเอ๋อร์นางเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมพี่ชายถึงปกปิดเรื่องป้ายหยกนางกลับเข้าใจดี
ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องพักในเวลานั้นได้มีชายสองคนอายุไม่เกิน 20 ปีเดินเข้ามาพอดีและมีหญิงสาวนางหนึ่งเข้าไปต้อนรับอายุของนางน่าจะอยู่ในช่วง18 ปีเท่านั้น
“ไม่ทราบว่านายท่านทั้งสองต้องการห้องพักกี่ห้องเจ้าคะ” น้ำเสียงหญิงนางนั้นที่กล่าวพูดดูไพเราะจนไป๋เหอเฝ้ามองดูใบหน้านางจัดว่าเป็นหญิงสาวธรรมดาแต่เสียงของนางนั้นดูน่าฟังยิ่งนัก
“นายท่านเชิญ”
ชายรูปร่างผอมเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังหยุดจ้องมองหลานสาวของตนเองก็รู้สึกไม่พอใจนักทำได้เพียงยิ้มออกมาแล้วนำทางพวกเขาสองคนไปยังที่พัก
ไป๋เหอได้สบตากับสองคนที่มาหลังตนเองดูท่าสองคนนั้นไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ยังมองเขาตาขวางราวกับว่าการมองหน้าของเขาทำให้สองคนนั้นไม่พอใจอย่างมากคิดอยากจะลงมือสังหารเขาเลยก็ว่าได้ แต่ไป๋เหอเหรอจะสนใจเพราะสองคนนั้นชั้นพลังอยู่ขั้นรวมลมปราณขั้นที่ 9และขั้นรวมจิตขั้นที่ 1เท่านั้นเทียบกับเขาไม่ได้เลยหากเขาปล่อยพลังที่แท้จริงให้คนอื่น ๆ เห็นพวกนั้นคงกลัวจนหัวหดเป็นแน่ ดีที่เขาเก็บซ่อนพลังไว้อย่างดีไม่ต้องการให้ใครรู้พลังที่แท้จริงของเขาของดีต้องโชว์ทีหลัง
“เจ้านั่นมันมองหน้าพวกเราชั้นพลังยังต่ำต้อยแต่ช่างโอหังนัก” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเขาไม่ได้สนใจสตรีที่มากล่าวต้อนรับ เขาสนใจคนที่เดินขึ้นบันไดไปมากกว่ารู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่
“เดี๋ยวเราค่อยคิดบัญชีกับมันดูท่าแล้วเจ้าหมอนั่นก็คงจะมาเรียนที่นี่เหมือนกัน” ชายอีกคนที่มีอายุมากกว่าได้กล่าวขึ้นตัวพวกเขาเองหากไม่ถูกชะตากับใครแล้วย่อมที่จะหาเรื่องโดยไม่ต้องคิดมากหากคนผู้นั้นมีชั้นพลังที่ต่ำกว่า
หญิงสาวมองหน้าสองคนแม้ใจนางจะไม่ชมชอบความกร่างของสองพี่น้องคู่นี้ทำได้เพียงเงียบแล้วยิ้มให้คนทั้งสอง
การสนทนาของสองพี่น้องที่พึ่งมาใหม่ไม่รอดพ้นการได้ยินของไป๋เหอเขาเพียงยิ้มมุมปากน้อยๆรอวันเจอพวกนี้ที่คิดว่าเจ้าสองคนข้างล่างนั่นจะต้องมาหาเรื่องเขาอย่างแน่นอนแค่ไม่รู้ตอนไหน ส่วนตอนนี้ที่เขาจำเป็นจะต้องจัดการก็คือความเป็นไปมาของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่ดูผิดปกตินักเขาจะต้องเฝ้าระมัดระวังอย่างดีเพื่อปกป้องซวงเอ๋อร์
“พี่ไป๋เหอเจ้าคะซวงเอ๋อร์ว่าที่นี่มันแปลก ๆ พี่คิดว่าไหม” ซวงเอ๋อร์เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีและสายตาบางคู่ที่จับจ้องมองมาทางที่ตนขณะที่พวกเขาเดินก้าวขึ้นมาทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่
“ใช่มันแปลกแต่ซวงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะพี่จะปกป้องเจ้าเอง” ชายหนุ่มกล่าวยิ้ม ๆเขาไม่กลัวคนพวกนี้อยู่แล้วเพราะคิดว่าตนเองมีของดีอยู่ในตัวย่อมที่จะไม่เกรงกลัวกับคนที่เขาคิดว่าชั้นพลังไม่ได้อยู่เหนือเขาเท่าไหร่
“เจ้าค่ะซวงเอ๋อร์เข้าใจว่าพี่ไม่ปล่อยให้ข้าได้รับอันตรายเป็นแน่”การมีพี่ชายอยู่เคียงข้างนางไม่กลัวอะไรทั้งนั้นแล้วอีกอย่างตอนนี้นางคิดว่าสามารถปกป้องตนเองได้แล้วหลังจากฝึกวิชากระบี่เก้าสวรรค์และเส้นไหมปลิดชีพได้และนางจะปกป้องพี่ชายของนางบ้าง
ส่วนคนที่อยู่อีกห้องหนึ่งก็ได้สนทนากับใครบางคนที่ยืนเอามือลูบเคราตนเองไปมากำลังคิดอะไรอยู่
“ท่านหัวหน้าเจ้าเด็กสองคนนั้นไม่มีป้ายหยกเราจะทำยังไงดี”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นปล่อยพวกนั้นไปส่วนเจ้าสองคนที่มาใหม่คืนนี้ก็จัดการซะ”
“ขอรับท่านหัวหน้า”
การขโมยป้ายหยกเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายแต่ก็ตอบแทนคุ้มค่าที่จะทำให้พวกพ้องได้อยู่สบายจนกว่าสำนักเมฆาสวรรค์จะเปิดอีกครั้งพวกเขาจึงทำอาชีพนี้มาหลายปีไม่สนคนที่พลาดโอกาสรู้เพียงว่าคนอ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของคนเก่งและฉลาดและเป็นการหาเงินง่ายดี
การสนทนาของพวกเขาไม่สามารถรอดพ้นจากไป๋เหอได้และคืนนี้เขาเตรียมตัวดูของดีและสมน้ำหน้าพวกนั้นด้วยที่จะโดนขโมยป้ายหยกไปอีกแต่การจะกำจัดสองคนนั้นก็ไม่ง่ายเช่นกันไม่รู้ว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะใช้วิธีใดสยบพวกนั้นกลัวว่าจะโดนเอาคืนอย่างสาสมหากพวกนั้นมีของดีเช่นตน