ตอนที่หนึ่งร้อยสามสิบแปด คาถามหานิยม
“...อันที่จริงแล้วคาถามหานิยมนี้เป็นแค่การเสริมสร้างกำลังใจของตนเองเท่านั้นเมื่อเราได้พยายามมีการตั้งสมาธิมั่นให้คนอื่นรัก ก็จะมีผลดีกว่าการที่ไม่ตั้งมั่นไม่ใช่คาถาที่ควบคุมจิตใจใครในทางร้ายแต่เป็นการปรับสภาพจิตใจของเราให้พร้อมที่จะพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร”
ข้อความจากหนังสือพิมพ์สารขัณฑ์คันทรี่กล่าวในบทความ“คาถามหานิยม”
มันแสดงความเป็น Closet Atheism คนเป็นเอทิสม์แบบแอบๆ
ของคนในสังคมได้ดีมากๆอย่างหนึ่ง
ว่าในหนังสือพิมพ์ใหญ่อย่างสารขัณฑ์คันทรี่นั้นต้องพยายามขายให้กับคนทุกคนในประเทศ
แต่ก็พยายามที่จะขายให้กับคนที่เชื่อในเรื่องคาถาเมตตามหาเสน่ห์
แต่ก็ต้องการรักษาภาพความเป็นผู้เจริญแล้วที่ไม่เชื่อเรื่องเวทย์คาถาในเวลาเดียวกัน
ในบทความของสารขัณฑ์คันทรี่จึงให้มาทั้งตัวคาถาและคุณประโยชน์ให้คนเราหาอ่านได้ตามปรกติ
แต่ก็เด้งเชือกป้องกันตนเองไว้ด้วยข้อความต่อท้ายว่าไม่ใช่คาถาที่มีผลต่อจิตใจใครเป็นแค่
Self hypnosis การสะกดจิตตนเอง
มุกตามจักรวาลนาสุหรือโดราเอมอนที่บอกว่าคนที่คาถาเปลี่ยนแปลงได้คือตัวเราเท่านั้น
ที่ทำให้เรามีความมั่นใจมากกว่าเดิมในการที่จะคบค้ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ เจ้านายหรือลูกค้าของเรา
เพราะหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างสารขัณฑ์คันทรี่นั้นไม่กล้าบอกว่ามีคาถาที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจจริงๆเลยต้องแสดงความเป็นCloset Atheism เอทิสม์แบบแอบๆ ของตนเองไว้พอสมควร
อาจจะเป็นเรื่องแนวทางที่ขัดกันของ
การคงอยู่ของรัฐ
Survival of the State
กับแนวคิดจิตวิญญาณของศาสนา
การจะสร้างรัฐที่เข้มแข้งได้เราต้องแกล้งให้คนลืมๆเรื่องจิตวิญญาณเรื่องราวชาติที่แล้วและชาติหน้าไปพอสมควร
เพราะหากคนคิดว่าชาติที่แล้วและชาติหน้ามีจริง
เป้าหมายของเขาจะมีเพียงแค่การทำความดีหรือทำบุญตามที่พวกเขาคิดว่าจะทำให้ชาติหน้าเกิดมาดีกว่านี้หรือไม่เกิดอีกเลยในโลกที่เส็งเคร็งและทุกข์ทรมานนี้
การทำให้คนคิดว่ามีชาติหน้ามากเกินไปหรือเชื่อเรื่องชาติหน้าจริงๆจะส่งผลกระทบต่อ
ความอยู่รอดของรัฐ
Survivalof the state
เราจะสนใจ GDP บ้าบอหรือ เมกกะโปรเจ็คไปทำไม
ในเมื่อมันไม่สำคัญเท่ากับความดีงามในศีลธรรมของตัวเราเอง?
ไปดวงจันทร์?
มีรถไฟฟ้า?
มีวัคซีนป้องกันฝีดาษและโปลิโอ?
มีไปทำไมในเมื่อของที่อยู่ในโลกนี้เป็นเพียงแค่ของชั่วคราว?
เวลาในโลกนี้เป็นแค่พริบตาหากเทียบกับเวลาบนสวรรค์และใต้นรก
เร่งทำความดีไว้เถิดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
พระเยซูก็บอกเอาไว้ชัดแจ้งว่า
John 18:36 KingJames Version
Jesus answered,My kingdom is not of world: if my kingdom were of world, then wouldmy servants fight, that I should not be delivered to the Jews: but now is mykingdom not hence.
จอห์น 18:36 เวอร์ชั่นคิงเจมส์
พระเยซูคริสต์กล่าว อาณาจักรของข้าหาใช่อยู่บนโลกนี้: หากอาณาจักรของข้าอยู่บนโลกนี้.เช่นนั้นบริวารของข้าจักต่อสู้และข้าจะไม่โดนส่งไปให้แก่ยิว.แต่ในตอนนี้อาณาจักรของข้าหาได้อยู่ที่นี่ไม่
พระเยซูท่านก็บอกอยู่ตลอดว่าอาณาจักรของท่านไม่ได้อยู่บนโลกนี้ๆๆๆๆๆ
แต่ท่าทางสาวกจะไม่ค่อยฟังกันเท่าไรนัก
เพราะแน่นอน
แม้ว่าพระเยซูจะกล่าวให้เราจ่ายภาษีให้กับซีซ่าร์ยอมรับอำนาจของซีซ่าร์ในการเก็บภาษีที่ชาวลิเบอทาเรี่ยนLibertarian คงมองว่าคือบาปที่ร้ายแรงที่สุดในการยอมรับการมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีของรัฐนี่
ที่ทำให้พวกเขาเป็นเอทิสม์ไปในอีกทางเช่นกันที่ไม่เห็นด้วยกับพระเยซูในแง่นี้
ไม่มีใครมีอำนาจจัดเก็บภาษีตูโว๊ย
แต่การอยู่รอดของรัฐนั้นต้องรักษาบาลานซ์ระหว่าง
“การที่ประชาชนยอมรับอำนาจของรัฐ”
และอีกด้านหนึ่งคือ
“อาณาจักรที่จริงแท้หาได้อยู่ที่นี่”
ทั้งสองแนวคิดเหมือนวัวที่วิ่งพุ่งไปคนละทางและมีคนคนหนึ่งโดนผูกเชือกกับวัวอยู่ตรงกลาง
ยอมรับอำนาจรัฐมากเกินไปจะรู้สึกว่าไร้ความหวังไม่มีชาติหน้า
จะทำให้คนไม่เข้าร่วมปฏิสัมพันธ์กับรัฐ
มองว่าอาณาจักรในโลกนี้ไม่สำคัญแม้แต่น้อยจะทำให้คนหนีเข้าถ้ำ เข้าป่า ไปเป็นนักบวช
ไม่มีคนมาสนใจรัฐที่จอมปลอม ไม่เป็นนิรันดร์อีกต่อไป
แนวคิด
Close Atheism เป็นเอทิสม์แบบแอบๆ
จึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐให้เผยแพร่แนวคิดเช่นนี้ในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างสารขัณฑ์คันทรี่
ว่าอย่าให้คนมีความคิดไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป
ไม่เช่นนั้นสภาพการณ์ปัจจุบันจะไม่สามารถคงอยู่ได้
เราต้องแกล้งให้ประชาชนคิดว่ามีคาถาเช่นนี้จริง
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเติมความเป็นเอทิสม์เข้ามาด้วยวว่ามันไม่มีจริงหรอกแต่ทำไว้ก็ดี
รักษาความคิดของคนที่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อทั้งสองฝ่ายให้มันคลุมเครือเข้าไว้
เราะจะได้อยู่ในสังคมอย่างสงบสุข
และเกิดผลให้มีคนออทิสติกที่ไม่ค่อยเข้าใจแง่มุมของสังคมกลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม
เพราะเห็นความย้อนแย้งในสังคมนั่นเอง
ว่ามันไม่สมเหตุสมผล
แต่มันสมเหตุสมผลแล้วหากเรามองจากสายตาของCloset Atheism เอทิสม์แบบแอบๆ
ซึ่งผมไม่มีปัญหาเช่นนั้นเพราะคาถามีจริง
ผมกลั้นหายใจเก้าวินาทีและท่องคาถามหานิยมพร้อมกับพ่นล่มหายใจออกมาพร้อมกับก้าวเท้าด้านที่โพรงจมูกหายใจไม่ติดขัดออกไป
ผมก้สามารถใช้คาถามหานิยมให้คนเฒ่าคนแก่หลงรักได้อย่างง่ายดาย
ถึงผมจะคิดนิดๆว่า
ใช้กำลังคาถาไฟเผาให้พวกเขาทำตามก็น่าจะได้ผลเช่นกัน
แต่ท่าทางพวกบูรพาจารย์จะชอบคาถาแนว Mind Control ควบคุมจิตใจมากกว่าคาถาเสกลูกไฟเผาบ้านชาวบ้านหากชาวบ้านไม่ทำตามที่เราต้องการ
บรรดาพ่อแก่แม่เฒ่าที่โดนคาถามหาเสน่ห์ของเจิดเข้าไปก็ยิ้มรับอย่างหลงใหล
ทำให้เจิดขนลุกพอสมควร