ตอนที่ 19
ได้ยินโดยบังเอิญ
จางมู่หลินพาเสี่ยวเฉินเข้าไปสำรวจบ่อนพนัน แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะลงพนันเหมือนครั้งที่แล้ว เพราะเสี่ยวเฉินยังไม่สามารถปกปิดลมปราณได้ ถ้าเกิดพวกเขาทำอะไรสะดุดตา จะเป็ที่จดจำได้ง่าย
“อยากเล่นหรือไม่?” เขาหันมาถามเด็กน้อยที่กำลังมองรอบด้านด้วยสายตาตื่นตระหนกระคนอยากรู้อยากเห็น
“มะ…ไม่เล่นขอรับ”
“ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองเล่นดูหน่อยก็ไม่เสียหาย” พูดจบก็ลากแขนอีกฝ่ายไปยังโต๊ะพนันลูกเต๋า ก่อนจะยัดตั๋วเงินใส่มือให้ห้าสิบตำลึง พร้อมทั้งกระซิบเสียงเบา “ลงต่ำ”
“...”
เสี่ยวเฉินวางเงินลงไปที่ต่ำตามคำสั่ง มือเขาสั่นจนแทบทำตั๋วแลกเงินหลุดมือ เงินห้าก้วนที่คุณชายให้มาก่อนหน้านี้ก็ว่าเยอะแล้ว แต่ตั๋วเงินห้าสิบตำลึงในมือยิ่งเยอะกว่าอีก เขาเพิ่งเคยถือเงินเยอะขนาดนี้เป็ครั้งแรก!
“ต่ำ!”
พอคนทอยลูกเต๋าเปิดถ้วยออกมา นักพนันที่ลงต่ำก็ส่งเสียงด้วยความดีใจ เสี่ยวเฉินเองก็ดีใจจนมือไม้สั่น มองเงินร้อยตำลึงในมือด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
“คุณชาย พวกเราทายถูกขอรับ!”
“ต่อไปเ้าก็ลองลงเองดู” จางมู่หลินลูบศีรษะให้กำลังใจ เขาไม่คิดจะบอกเด็กคนนี้อีก ปล่อยให้อีกฝ่ายลงด้วยตนเอง จะแพ้หรือชนะก็ขึ้นอยู่กับดวงแล้ว
“ขอรับ…” เสี่ยวเฉินรับคำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น มองที่โต๊ะด้วยสายตาลังเล ก่อนจะวางเงินลงไปที่ต่ำอีกครั้ง
“สูง!”
พอเปิดออกมาเป็สูง หลายคนก็ส่งเสียงเสียดายออกมา เสี่ยวเฉินเองก็รู้สึกเสียดาย มองตั๋วเงินห้าสิบตำลึงในมือ ก่อนจะลงไปที่สูง แต่พอเปิดออกมาเป็ต่ำ เขาก็อ้าปากค้าง หันไปมองคุณชายด้วยสายตารู้สึกผิด
“ไม่เป็ไร การพนันก็เป็เช่นนี้ มีได้ก็ย่อมมีเสีย ถ้าถูกความโลภบังตาแล้วไม่ยอมหยุดแต่พอดี ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็มีโอกาสสูญเสียได้ทั้งนั้น…” จางมู่หลินลูบศีรษะเด็กน้อยข้างกายเพื่อปลอบใจ และถือโอกาสสั่งสอนไปด้วย
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ!” เสี่ยวเฉินพยักหน้ารับ ที่แท้ที่คุณชายพาเขาเข้าบ่อนพนัน ก็เพื่อ้าจะสอนให้รู้จักโลกมากขึ้น แต่พอคิดถึงเงินห้าสิบตำลึงที่เสียไป เขาก็อยากร้องไห้ขึ้นมา ต่อให้เอาตัวเขาไปขายก็ไม่สามารถทดแทนเงินที่เสียไปได้!
“ไม่ต้องเสียใจไป เดี๋ยวข้าจะเอาคืนมาให้เอง” จางมู่หลินพูดพลางหยิบตั๋วเงินร้อยตำลึงออกมาวางไปที่ต่ำ
พอคนทอยลูกเต๋าเปิดออกมาเป็ต่ำ เขาก็รับเงินหนึ่งร้อยตำลึงกับทุนอีกหนึ่งร้อยตำลึงกลับมาเก็บไว้ในแขนเสื้อ แล้วพาเสี่ยวเฉินออกจากบ่อนพนันไป ตอนนี้กลายเป็ว่าเขาได้เงินที่เสียไปห้าสิบตำลึงกลับคืนมา และยังได้กำไรอีกห้าสิบตำลึงด้วย
คนดูแลบ่อนกับนักพนันต่างมองตามหลังพวกเขาด้วยสายตาไม่เข้าใจ ตกลงว่าเด็กสองคนนั้นมาทำอะไรกันแน่?
ถึงจะเสียเงินไปห้าสิบตำลึง แต่คนดูแลบ่อนและคนทอยเต๋าก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะเงินแค่นี้ถือเป็เื่เล็กน้อย ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยินเื่ที่บ่อนพนันตระกูลเหอสูญเงินให้นักพนันคนเดียวไปถึงสี่หมื่นตำลึง พวกเขายังรู้สึกสมน้ำหน้าและเสียดายแทนอยู่เลย
ถ้าคนดูแลบ่อนรู้ว่านักพนันที่ได้เงินจากบ่อนตระกูลเหอไปสี่หมื่นตำลึง คือเด็กหนุ่มที่เดินออกไปเมื่อครู่ คงรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เป็แน่…
“คุณชาย พวกเราจะขึ้นไปได้จริงหรือขอรับ!?” พอพวกเขาออกจากเมืองอวิ๋นหยางเพื่อกลับบ้านสกุลจางที่อยู่อีกฟากของูเา เสี่ยวเฉินก็แหงนมองหน้าผาสูงชันที่เห็นยอดผาไกลลิบตาค้าง
ตอนถูกคุณชายแบกลงหน้าผามาเมื่อเช้าเขาหลับตาไว้ตลอด เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันสูงมาก แต่พอมาเห็นความสูงตรงหน้า ก็แข้งขาสั่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ถ้ากลัวก็หลับตา แล้วก็อย่าขยับ” จางมู่หลินแบกเสี่ยวเฉินขึ้นบ่า แล้วใช้วิชาตัวเบาไต่ไปตามหน้าผา ถึงจะค่อนข้างเปลืองแรงและลำบากกว่าตอนลง แต่โชคดีที่เขาสามารถใช้เถาวัลย์คอยช่วยผ่อนแรงได้
“ข้ามันไร้ประโยชน์ ต้องให้คุณชายลำบาก…” พอกลับมาถึงยอดเขา เสี่ยวเฉินก็น้ำตาไหลและสะอึกสะอื้นออกมา ทั้งที่ตัวเองเป็บ่าว แต่กลับทำให้คุณชายต้องมาลำบากแบกขึ้นลงเขา
เขาสัญญากับตัวเองว่าจะตั้งใจฝึกฝนให้เก่งขึ้น จะได้ไม่ต้องเป็ภาระให้คุณชาย และจนกว่าจะสามารถขึ้นลงหน้าผาได้ด้วยตนเอง เขาจะไม่ขอร้องให้คุณชายพาไปด้วยอีก
“ไม่ต้องเสียใจไป รอให้เ้าเลื่อนขั้น ขึ้นลงเขาแค่นี้จะนับเป็อะไรได้” จางมู่หลินพูดพลางตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ “ลงเขากันเถอะ ป่านนี้แม่นมคงเป็ห่วงแล้ว”
“ขอรับ” เสี่ยวเฉินรับคำพลางปาดน้ำตา คิดในใจว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาแสดงความอ่อนแอ นับั้แ่วันนี้ไปเขาต้องฝึกให้หนักขึ้น!
❈
วันนี้จางมู่หลินพาเว่ยหยางไปสำรวจเหลาสุราที่เช่ามาพร้อมกับเรือนที่พัก ด้านในมีทุกอย่างพร้อมสรรพ พวกเขาไม่จำเป็ต้องตกแต่งใหม่ แค่เปลี่ยนป้ายร้านและหาคนมาเพิ่มก็สามารถเปิดกิจการต่อได้ทันที
“เื่หาคน เอาไว้ข้าจะจัดการเอง ่นี้เ้าก็อยู่ที่เรือนเฉย ๆ ไปก่อน” เขาเอ่ยกำชับ ก่อนเตรียมตัวกลับ
ก่อนหน้านี้เขารู้แล้วว่าเว่ยหยางเคยเรียนหนังสือคัดอักษรมาก่อน และถึงขั้นคิดจะสอบขุนนาง แต่เพราะบิดาเสียชีวิตและถูกขับไล่ออกจากตระกูล เื่สอบจึงเป็อันต้องพักไว้ก่อน การให้อีกฝ่ายที่อ่านออกเขียนได้และมีไหวพริบช่วยดูแลเหลาสุรา น่าจะวางใจได้ ส่วนในอนาคตเว่ยหยางจะไปสอบขุนนางหรือไม่ ก็คงแล้วแต่เ้าตัว เขาไม่ได้คิดจะห้ามปราม
“ขอรับคุณชาย” เว่ยหยางรับคำและเตรียมตัวกลับเรือน คุณชายไม่ได้พักที่เรือนที่เช่าไว้ เขาจึงเดาไว้ว่าอีกฝ่ายมีที่พักอยู่ที่อื่น แต่ก็ไม่ได้ถามออกมา เพราะคิดว่าไม่ใช่เื่ที่ตนควรรู้
จางมู่หลินแยกตัวออกไป และซื้อของกลับไปฝากเสี่ยวเฉินกับแม่นมหวังเช่นเคย หลังจากออกจากเมืองมาและกำลังจะข้ามลำธาร ก็บังเอิญได้ยินเสียงคนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่ไม่ไกล เขาจึงชะงักฝีเท้า
ถ้าเป็ตามปกติเขาคงไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดคุยอะไรกัน แต่เพราะได้ยินสิ่งที่น่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเอง เลยอดที่จะหยุดฟังไม่ได้ เขาเก็บลมปราณและขยับเข้าไปใกล้โดยไร้เสียง อาศัยต้นไม้ช่วยบดบัง ทำให้เห็นว่าริมลำธารที่ห่างไปไม่ไกล มีบุรุษประมาณสิบคนกำลังนั่งล้อมวงปรึกษากันด้วยสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด
“ได้ยินว่าหลายวันก่อนมีคนได้เงินจากบ่อนตระกูลเหอไปสี่หมื่นตำลึง แถมยังจัดการคนของบ่อนห้าคนจนหมดสภาพ…”
“เหอฟู่ต๋าให้คนสืบหาข่าวของเด็กหนุ่มคนนั้นไปทั่วเมือง แต่ไม่ได้เื่อะไร…”
“ข้าคิดว่าเพราะเื่นี้ เหอฟู่ต๋ากับเ้าเมืองจึงจงใจเล่นงานพวกเรา เพราะอยากให้พวกเราไปทำงานให้...”
“แต่เราไม่มีหลักฐาน...”
“ไม่มีหลักฐานแล้วอย่างไร เื่ชั่วช้าที่เหอฟู่ต๋าทำมีน้อยเสียเมื่อไร ดูอย่างเหลาสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมืองสิ ตอนนี้ไม่ใช่ว่าถูกบีบจนต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นหรอกหรือ...”
“ที่เหอฟู่ต๋ายังทำชั่วอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะมีเ้าเมืองหนุนหลังไม่ใช่หรือ แล้วเราจะทำอย่างไรดี”
“นั่นสิ คนธรรมดาจะไปสู้ขุนนางได้อย่างไร หรือว่าพวกเราต้องยอมจำนน และยอมเป็เบี้ยล่างคนชั่วช้าสารเลวอย่างเหอฟู่ต๋า”
“ข้าไม่อยากรับใช้คนชั่วช้าสารเลวเช่นนั้น!”
“อย่าเพิ่งร้อนใจไป เื่นี้ใช่ว่าไร้หนทางเสียทีเดียว…” ในที่สุดคนเป็พี่ใหญ่ที่นั่งเงียบมานานก็พูดขึ้น
ก่อนหน้านี้พวกเขาทำงานที่สำนักคุ้มภัยเล็ก ๆ กิจการไม่เลว แต่เหอฟู่ต๋าซึ่งเป็ผู้มีอิทธิพลในเมืองอวิ๋นหยาง ้าให้พวกเขาไปทำงานให้ เพราะบ่อนพนันถูกเด็กหนุ่มแปลกหน้าชนะพนันได้เงินไปสี่หมื่นตำลึง แถมยังจัดการคนของบ่อนจนหมดสภาพ
นายท่านเหอเกรงว่าบารมีตระกูลเหอจะถูกดูแคลน จึง้าคนมีฝีมือไว้ดูแลบ่อนพนันแทนที่คนเก่า
อีกทั้งบุตรสาวของเหอฟู่ต๋ายังเป็อนุสุดโปรดของเ้าเมือง ทำให้มีเ้าเมืองหนุนหลัง จึงไม่เกรงกลัวกฎหมาย ข่มขู่ระรานและบีบคั้นคนไปทั่ว มีร้านค้าหลายร้านในเมืองที่กิจการดีกว่าร้านค้าตระกูลเหอ แต่ก็ล้วนถูกข่มขู่คุกคามจนต้องขายกิจการหรือย้ายไปที่อื่น
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับว่าจ้างให้ไปส่งของสองสามหีบ มารู้ทีหลังว่าข้างในเป็ของที่ขโมยมา เพื่อจงใจใส่ร้ายพวกเขา นายท่านเหอผู้นั้นรวมหัวกับเ้าเมืองข่มขู่ บอกว่าถ้าพวกเขาไม่ยินยอมก็จะยัดข้อหาให้ ทุกคนต่างก็ไม่อยากทำงานให้คนเลว จึงลังเลไม่กล้าตัดสินใจ
ถ้าหนีไปทั้งอย่างนี้ ก็จะถูกตั้งข้อหาและประกาศจับไปทั่ว แต่ถ้ายินยอมก็ต้องทำงานให้คนเลว ไม่ว่าทางไหนก็ชวนให้ลำบากใจทั้งนั้น...
(สำนักคุ้มภัย คือสำนักที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรับคุ้มกันสินค้า เงินทอง หรือคน ไปส่งยังจุดหมายปลายทาง เพราะตลอดทางอาจเจอโจรที่รอดักปล้น ดังนั้นคนที่ทำงานในสำนักคุ้มภัยจึงต้องมีวรยุทธและมีฝีมือเก่งกาจพอตัว)
โปรดติดตามตอนต่อไป
เพราะจางมู่หลินไปเล่นพนันได้เงินไปสี่หมื่นตำลึง แถมยังจัดการคนของบ่อนจนหมอบ ทำให้เ้าของบ่อนอยากได้คนมีฝีมือ จนต้องไปบีบสำนักคุ้มภัย ที่แท้ตอนที่เขียนจดหมายหาเ้าเมืองก่อนหน้านี้ก็เพราะแบบนี้เอง