บทที่ 54
“นี่ ได้ยินรึเปล่าเมื่อวันก่อนจู่ๆก็มีคนได้ยินเสียงฟ้าฝ่าตอนกลางวันแสกๆน่ะ”
ชายหนุ่มในชุดขุนนางท่าทางคงแก่เรียนคนหนึ่งพูดขึ้น ส่งผลให้เพื่อนของมันที่เป็นขุนนางเหมือนกันขมวดคิ้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือที่กำลังอ่าน
“จะเป็นไปได้ยังไง ก็เมื่อวันก่อนไม่มีเมฆซักก้อน”
“แต่ชั้นพูดจริงนะ”
ชายคนแรกยังคงยืนยันเสียงแข็ง
“เห็นเขาบอกว่านอกจากเสียงฟ้าฝ่าแล้ว พวกมอนสเตอร์ในป่าจะวิ่งหนีกระกระเจิงราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง”
“อะไรบางอย่างที่นายว่าก้ต้องเป็นเสียงฟ้าผ่าไม่ใช่รึไง”
ชายหนุ่มส่ายหัวด้วยท่าทีอ่อนใจ นี่มันต้องมาเสียเวลาอันมีค่าของตนเองเพื่อไปฟังเรื่องไร้สาระที่หามูลเหตุและตรรกะอะไรไม่ได้เลย”
“นายยังไม่เข้าใจ เห็นเขาบอกว่าหลังจากตอนนั้นมีคนเข้าไปสำรวจในป่าก็พบกับซากมอนสเตอร์ไหม้เกรียมนอนตายกันเป็นร้อย ย้ำนะ ว่าเป็นร้อย นายไม่คิดว่ามันแปลกๆรึ”
พอได้ยินเหตุผลที่พอฟังขึ้นก็ทำให้ชายหนุ่มนักอ่านหนังสือเริ่มคล้อยตาม
“ถ้าอย่างนั้นเสียงฟ้าผ่าที่นายว่า ก็ไม่ใช่เสียงฟ้าผ่าแล้วซิ...หรือว่าจะเป็นมอนสเตอร์ธาตุสายฟ้า!”
หนุ่มนักอ่านอุทานด้วยความตกใจ เป็นที่รู้ๆกันในเซลิออนว่าประกอบด้วยธาตุหลักสิบชนิด สี่ธาตุพื้นฐาน สี่ธาตุแตกแขนง และแสงสว่างกับความมืด มอนสเตอร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปนั้นร้อยละเจ็ดสิบจะไร้ธาตุ ส่วนอีกร้อยละสามสิบทั้งเหลือจะเป็นมอนสเตอร์ที่ใช้พลังธาตุซึ่งในร้อยละสามสิบที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นมอนสเตอร์ที่มีเพียงพลังธาตุพื้นฐานเท่านั้นไม่ใช่มอนสเตอร์ธาตุสายฟ้าที่หาได้ยากยิ่งอย่างที่ชายหนุ่มคาดเดา
เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มนักอ่านก็ขนลุกซู่เพราะมอนสเตอร์ธาตุสายฟ้านั้นสามมารถนำอวัยวะไปขายได้ราคาที่สูงมาก แกนกลางของมันสามารถนำไปประกอบเป็นยุทธภัณฑ์ระดับสูงได้อีก ในขณะที่มันกำลังมีดวงตาเป็นประกายชายหนุ่มคนแรกก็อดที่จะกล่าวขึ้นไม่ได้
“นายคงยังไม่ลืมหรอกใช่มั้ยว่าพวกมอนสเตอร์ธาตุแตกแขนงล้วนเป็นมอนสเตอร์ระดับสูงทั้งนั้น”
ธาตุแตกแขนงนั้นเป็นธาตุที่พัฒนามาจากธาตุหลัก ยกตัวอย่างเช่นธาตุสายฟ้านั้นพัฒนาต่อยอดมาจากธาตุลม มอนสเตอร์ที่ครอบครองธาตุสายฟ้าส่วนใหญ่มักจะเป็นมอนสเตอร์ธาตุลมโดยกำเนิดที่ต่อสู้ เข่นฆ่า และวิวัฒนาการจนกลายเป็นธาตุสายฟ้าซึ่ง ในทางปฏิบัติแล้วธาตุพื้นฐานและธาตุแตกแขนงไม่มีใครเหนือกว่าพวกทั้งแปดสามารถสะกดข่มและหักล้างกันและและกันเพียงแต่ธาตุแตกแขนงจะมีคุณสมบัติบางชนิดที่ธาตุพื้นฐานไม่มี
“จะยากอะไร แค่จ้างพวกทหารรับจ้างหรือนักผจญภัยให้ไปจัดการซะก็สิ้นเรื่อง”
ขุนนางหนุ่มผู้นั้นตอบเสียงดังขึ้น ขุนนางส่วนมากมักจะใช้บริการประเภทนี้กันเป็นเรื่องปกติ ขุนนางบางส่วนมักชอบสะสมของแปลกซึ่งมอนสเตอร์ธาตุสายฟ้าก็จัดเป็นหนึ่งในนั้น
“ดิฉันไม่ว่าหรอกนะคะว่าพวกท่านจะสนทนาอะไรกัน”
แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นขัดการพูดคุยของพวกมันทั้งสอง เมื่อหันไปดูพวกมันก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อหันไปพบกับสุภาพสตรีท่านหนึ่งกำลังจ้องมาที่มันด้วยแววตาดุดัน
“ท ท่านบรรณารักษ์”
“ช่วยลดเสียงหรือออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่ามั้ยคะ ที่นี่คือหอสมุดเอกแห่งจักรวรรดิแต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่พวกท่านทั้งสองจะมาแหกปาก”
ขุนนางหนุ่มทั้งสองสะดุ้งเมื่อเพิ่งรู้สึกตัวว่ามาสายตาหลายคู่ได้จับจ้องมาที่พวกมันราวกับคาดโทษอย่างเงียบๆก่อนที่พวกมันจะรีบก้มหัวขออภัยก่อนจะรีบวิ่งแจ้นออกไปจากหอสมุดส่งผลให้นักอ่านหลายท่านได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ตัวปัญหาได้หายๆไปเสียที
ท่านกลางนักอ่านหลายคนหนึ่งในนั้นคือเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทในชุดคลุมยาวที่ถูกตัดเย็ยอย่างดีแต่ก็ยังไม่เด่นเท่าแววตาเฉยชาที่ซ่อยภายใต้แว่นตากรอบหนาซึ่งเป็นสิ่งที่ดูแปลกประหลาดสำหรับโลกใบนี้
ฮิเมคาวะ คาโอรุเองก็ได้รับเสียงรบกวนจากการคุยกันของสองขุนนางเมื่อครู่ทั้งที่วันนี้เธออุตส่าเดินทางมายังหอสมุดเอกแห่งจักรวรรดิที่ว่ากันว่ารวบรวมความรู้ทั่วแผ่นดินและเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ แต่จริงแล้วเด็กสาวตั้งใจจะเดินทางไปยังหอสมุดแห่งภูมิปัญญามากกว่าแต่กลับโดนเสียงของระบบเตือนไม่ให้เธอเข้าไป
แม้ว่าจะน่าเสียดายที่เธอไม่มีโอกาสได้ใช้หอสมุดที่เทพสร้างขึ้นเพื่อคนของโลกนี้แต่หอสมุดของจักรวรรดิก็มีวัตถุดิบที่ใช้งานได้มากมาย สำหรับคนที่ใช้สมองมากกว่ากำลังอย่างคาโอรุหอสมุดเอกแห่งจักรวรรดิถือว่าเป็นคลังสมบัติที่รอวันฉกฉวย
ปัป
“เช้านี้พอแค่นี้แล้วกัน”
คาโอรุกล่าวด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ตลอดเวลาหกเดือนที่เธอได้มาถึงมหานครลูมินัสพร้อมคณะเดินทางผู้กล้าเธอมักจะใช้เวลาครึ่งวันเช้าไปกับการหาความรู้ใหม่ๆเพื่อเป็นวัตถุดิบในการต่อยอดความสามารถของผู้กล้าแห่งศาสตร์เวทย์ เด็กสาวยื่นหนังสือสารานุกรมอสูรคืนให้แก่บรรณารักษ์ก่อนจะอกจาหาสมุดไปโดยไม่มีผู้ติดตาม
สำหรับเด็กที่เคยอาศัยในบ้านพักแคบๆหาเลี้ยงตัวเองด้วยทุนการศึกษาและการทำงานพิเศษด้วยความยากลำบากมาตลอดจึงไม่อาจทำตัวให้ชินกับความหรูหราของศาสนจักรได้อย่างทาเคชิหรือฮิเมะ ผนวกกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอีกสามผู้กล้าที่เหลือนั้นค่อนข้างเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยเพราะเป็นชาวญี่ปุ่นเหมือนกัน
เห็นแต่จะมีเพียงฮิคาริเท่านั้นที่เธอพอจะทำใจให้เข้าไปสนิทสนมได้มากกว่าคนอื่นๆ
คาโอรุเดินผ่านมายังเขตชุมชนตรงไปยังประตูเมืองทางทิศใต้อย่างชำนาญเพื่อไปพบกับฮิคาริ ผู้กล้าแห่งหมัดที่อ่อนด้อยที่สุดในบรรดาสี่ผู้กล้า ตัวแถมเพียงหนึ่งเดียวของกลุ่มที่เวลาไปไหนมาไหนมักจะมีบาดแผลเสมอ นอกจากเซนส์การต่อสู้จะไม่มีเหมือนอย่างฮิเมะหรือทาเคชิแล้วข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของฮิคาริก็คือความถึกที่แม้แต่กองทัพอัศวินของริชมอนด์ยังต้องยกนิ้วให้
“ฮิคาริ รอนานมั้ย”
คิดอะไรได้เพลินๆสองเท้าก็พาคาโอรุมาถึงประตูเมืองทางทิศใต้ที่ที่มีเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังยืนรอเธออยู่ เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมงและถุงมือกับรองเท้าโลหะที่มีความทนทานสูงผิวกายขาวเนียนและหุ่นนักกีฬาของเธอมีบางจุดที่มีริ้วรอยบาดแผลอยู่จางๆ
“ไม่เลย ชั้นก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน”
เด็กสาวในชุดนักสู้โบกมือหยอยๆทำให้ฮิคาริโอยิ้มให้กับความไร้เดียวสาไม่ได้ ตอนแรกบอกตามตรงเลยว่าเธอค่อนข้างเป็นกังวลกับท่าทีของฮิคาริในต่างโลกเป็นอย่างมาก แต่หลังจากผ่านอะไรด้วยกันมามากมายในที่สุดฮิคาริก็พอที่จะมีที่ยืนในโลกนี้ได้บ้าง
ตรงข้ามกับทาเคชิทมที่ใฝ่หาชื่อเสียงและเงินทอง เธอและคาโอรุนั้นเลือกที่จะซุ่มซ่อนฝึกฝนฝีมือด้วยตัวเองแถมศาสนจักรก็ดูจะไม่สนใจพวกเธอมากเท่ากับทาเคชิซึ่งเป็นเหมือนหัวใจหลักของกลุ่มผู้กล้าซะมากกว่าแต่หากเทียบันแล้วพวกเธอและฮิเมะมีอิสระมากกว่า
“วันนี้เราจะล่ากีก้าแมนทีส ค่าประสบการณ์ของเธอตอนนี้เท่าไหร่แล้ว?”
คาโอรุกล่าวถึงแผนการคร่าวๆของวันนี้สำหรับปาร์ตี้เก็บค่าประสบการณ์สองคน แม้จะไม่มีพวกทาเคชิแต่เธอกับฮิคาริสามารถเก็บเลเวลกันเองได้โดยไม่ต้องเป็นห่วงทาเคชิกับฮิเมะเพราะทั้งคู่เลเวลนำพวกเธอไปพอสมควร
“ประมาณครึ่งหนึ่งถึงจะเลเวลอัพ เธอละ?”
“พอๆกัน”
คาโอรุตอบ
“กีก้าแมนทิสเลเวล 77 เป็นมอนสเตอร์สายความเร็วแต่พลังโจมตีปานกลาง ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงสามตัว เธอเข้าไปล่อรอให้ชั้นร่ายเวทมนต์”
“ตกลง”
ฮิคาริรับคำอย่างว่าง่ายเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่ออกล่าด้วยกัน เมื่อหกเดือนก่อนหลังจากมาถึงที่ลูมินัสเลเวลของทาเคชิกับฮิเมะนั้นนำพวกเธอไปไกลเพราะท่านหญิงลิเลียนให้ความสำคัญกับเลเวลของทาเคชิจนออกนอกหน้า ที่ฮิเมะยังคงมีระดับไล่เลี่ยกับทะเคชิเป็นเพราะความสามารถพิเศษในการอัญเชิญมอนสเตอร์ที่สังหารจากการ์ดที่ดรอปทำให้การล่าของฮิเมะมีประสิทธิภาพมาก
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฮิคาริเริ่มจับเข่าคุยกับคาโอรุ เพราะแท้จริงแล้วคนทั้งสองรู้จักกันมาก่อนตั้งแต่อยู่โลกเดิมแต่คาโอรุมั่งมั่นไปทางสายวิชาการและทำงานพิเศษมากทำให้ทั้งสองไม่มีเวลาคุยกันประจวบเหมาะกับความวุ่นวายหลังจากที่เดือนทางมาต่างโลกอีก
เพราะไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังผสมกับความเป็นห่วงเนื่อจากทั้งสองเป็นเพื่อนสมัยเด็ก สี่ผู้กล้าเคยเห็นความโหดร้ายของโลกนี้มาแล้วจึงไม่ประมาท คาโอรุเลยชักชวนฮิเมะตั้งปาร์ตี้ลับเพื่อเร่งเก็บเกี่ยวค่าประสบการณ์โดยเธอจะเป็นคนหาข้อมูลของมอนสเตอร์ส่วนฮิคาริรับหน้าที่ในการเตรียมของที่จำเป็น
ชื่อ ฮิเมคาวะ คาโอรุ
เลเวล 66
พลังชีวิต 18,100 / 18,100
มานา 55,900 / 55,900
คลาส ผู้กล้าแห่งศาสตร์เวทย์(S)
ฉายา -
พละกำลัง 990
ความว่องไว 1040
สติปัญญา 4100
ความอดทน 1320
โชค 20
ทักษะติดตัวที่ครอบครอง 15 ชนิด
ทักษะเรียกใช้ที่ครอบครอง 5 ชนิด
ชื่อ โนโซมิ ฮิคาริ
เลเวล 67
พลังชีวิต 36,400 / 36,400
มานา 10,100 / 10,100
คลาส ผู้กล้าแห่งหมัด(S)
ฉายา -
พละกำลัง 3190
ความว่องไว 2040
สติปัญญา 1030
ความอดทน 3208
โชค 27
ทักษะติดตัวที่ครอบครอง 20 ชนิด
ทักษะเรียกใช้ที่ครอบครอง 20 ชนิด
ค่าสถานะของทั้งคู่ล้วนเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น สี่ผู้กล้ามกจะได้ค่าสถาะพิเศษหลังจากที่เลเวลอัพทำให้แม้จะเลเวลเท่านี้แต่ค่าสถานะกลับเหนือกว่าคนที่เลเวลเท่าๆกันไปไกลนัก แถมยังสามารถเอาค่าสาถนะที่ได้มาไปเลือกอัพเกรดค่าสาถนะตัวเองอันไหนก็ได้ตามใจชอบ
คาโอรุทุ่มเทค่าสถานะเกือบทั้งหมดไปที่ค่าสติปัญญาเพื่อให้ตัวเองสาม่ารถร่ายเวทมนตฦได้เร็วขึ้นและขยายขีดจำกัดสูงสุดของพลังเวทมนต์ เวทมนต์ของเธอแต่ละชนริดนั้นพิสดารและกินค่าพลังเวทมนต์ครั้งละมากๆตรงข้ามกับฮิคาริ
ในแง่ของร่างกายแล้วฮิคารินั้นถือว่าโดดเด่นที่สุดเผลอๆหากมีเลเวลเท่ากันฮิคาริสามารถยืนให้ทาเคชิฟันได้สบายๆ ทั้งยังครอบครองทักษะติดตัวที่ส่งผลดีต่อร่างกายโดยตรงไหนจะทักษะเรียกใช้ที่กินค่าพลังเวทมนต์น้อยอีกมากมาย
หากคาโอรุที่ครอบครองเวทมนต์มหาศาลคืออาวุธทำลายล้าง ฮิคาริก็คือโล่ชั้นดีที่จะคอยปกป้องนักเวทย์อ่อนแออย่างเธอจากแนวหลังทำให้การออกล่าของทั้งสองนั้นทรงประสิทธิภาพมากกว่าตอนที่ร่วมทางกันเป็นกลุ่มเสียอีก
“หากเรายังรักษาความเร็วของการล่าต่อไปได้ อีกหนึ่งเดือนแม้จะไม่เก่งเท่าทาเคชิหรือฮิเมะแต่อย่างน้อยเราก็ไม่ขายหน้ามากนัก”
“อา...ถ้าทำได้ชั้นไม่อยากจะสู้กับมนุษย์ด้วยกันเลย...”
ฮิคาริบ่นก่อนจะนึกย้อนไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่ทางศาสนจักรได้ทำการส่งพวกเธอสี่ผู้กล้า ท่านหญิงลิเลียน รวมไปถึงท่านอัศวินหญิงฮิลฟีเดย์ในฐานะตัวแทนของศาสนจักร แม้หกคนดูจะเป็นจำนวนที่มากแต่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เข้าแข่งขันที่ตอนนี้มีมากถึงห้าพันรายชื่อเข้าไปแล้วนั้นถือว่าเป็นจำนวนแค่เล็กน้อย แต่ที่พวกเธอไม่รู้นั้นคือคือชื่อทั้งหกคือชื่อที่ทางศาสนจักรส่งไปยังมีคนของศาสนจักรอีกหลายคนที่ลงทะเบียนด้วยตัวเอง
“อย่าพูดอย่างนั้นสิฮิคาริ ลืมแล้วเหรอว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมของพวกเราที่ปัญหาสามารถแก้ไขกันด้วยการทูตน่ะ”
คาโอรุเอ่ย เธอเองก็เป็นอีกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงแต่ก็ต้องยอมรับว่าในโลกที่พลังเป็นใหญ่นั้นลำพังแค่คำพูดก็เป็นเพียงแค่ลมปากลอยๆหากคุณไม่มีพลังมากพอจะทำให้มันเป็นจริง
คาโอรุและฮิคาริเดินทางออกจากลูมินัสโยใช้ถนนสายหลัก เมื่อออกมาพ้นจากสายตาของผู้คนแล้วคาโอรุก็เรียกไม้เท้าที่มีอัญมณีหลากสีสันประดับอยู่ออกมาก่อนที่คาโอรุจะกล่าวคำพูดออกมาหนึ่งคำ
“เปิดใช้งาน บุ๊กมาร์กหมายเลขสาม เอนชานเทรส(Enchantress)”
สิ้นคำพลันมีหนังสือสีเขียวใสปรากฏออกมาเบื้องหน้าของคาโอรุซึ่งมันสร้างขึ้นจากพลังเวทย์ของเด็กสาว หนังสือพลันกางออกก่อนที่เสียงของระบบที่แสนเฉื่อยชาจะดังขึ้น
[ยืนยันคำสั่งของท่านผู้กล้า เปิดใช้งานบุ๊กมาร์กหมายเลขสาม เริ่มทำการเปลี่ยนคลาส]
[คลาสของท่านถูกเปลี่ยนเป็น เอนชานเทรส ชั่วคราว รายละเอียดทักษะเรียกใช้ทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ในบุ๊กมาร์กหมายเลขสามถูกกู้คืน]
ทันใดนั้นเองหนังสือสีเขียวพลันแตกสลายกลายเป็นละอองสีเขียวซึมให้เข้าไปในร่างกายของเด็กสาวก่อนที่รายละเอียดของทักษะเรียกใช้ทั้งหมดของคาโอรุจะเปลี่ยนไป
คลาสผู้กล้าแห่งศาสตร์เวทย์นั้นแรกเริ่มเดิมทีนั้นมีทักษะเพียงห้าทักษะเท่านั้นซึ่งก็คือบุ๊กมาร์กห้าเล่มที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวตนห้าตัวตนที่มีคลาสแตกต่างกันออกไป สามารถฝึกฝนในแนวทางที่แตกต่างกันได้มีข้อจำกัดเพียงทักษธที่ฝึกฝนนั้นจะต้องเป็นทักษะที่เกี่ยวของกับจอมเวทย์เท่านั้น
แต่ข้อจำกัดนั้นก็เหมือนไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะคำว่าจอมเวทย์สามารถตีความได้หลายหลาย ในโลกนี้มีจอมเวทย์อยู่หลายประเภททั้งพวกที่ฝึกเวทมนต์โจมตีล้วนๆหรือเวทมนต์รักษาเท่ากับว่าคาโอรุสามารถสวมวิญญาณเป็นจอมเวทย์ได้อย่างน้อยห้าคลาส ในรายของเอนชานเทรสนั้นคือจอมเวทย์ที่ใช้เวทมนต์สนับสนุนเป็นหลัก
“เปลี่ยนคลาสเรียบร้อย ต่อไปก็ รังสรรค์มนตรา เมจิคครีเอชั่น(Magic creation)”
สิ้นคำพลังมีหน้าต่างระบบปรากฏขึ้นตรงหน้าทักษะเมจิค ครีเอชั่นเป็นทักษะตั้งต้นหลังจากใช้บุ๊กมาร์กทุกเล่ม เป็นทักษะที่เอาไว้ใช้สร้างเวทมนต์ที่เกี่ยวข้องกับคลาสที่กำลังเปิดบุ๊กมาร์ก อย่างเช่นในตอนนี้เวทมนต์ที่คาโอรุสามารถสร้างได้ในคลาสนี้มีแต่เวทย์ที่ระบบมองว่าเป็นเวทย์สนับสนุนเท่านั้น
“หวังว่าข้อมูลที่หามาในวันนี้จะเป็นประโยชน์นะ เอาล่ะ”
พูดจบเด็กสาวก็เริ่มบรรยายลักษณะของเวทมนต์ที่เธอกำลังจะสร้าง โดยเธอสามารถบรรยายได้แค่ลักษณะและหน้าที่การทำงานเท่านั้นส่วนระบบจะทำหน้าที่คำนาณพิสัยการทำงาน ระยะเวลาร่าย รวมถึงพลังเวทมนต์สำหรับการใช้งานและระยะหน่วงของทักษะ
[...ระบบทำการคำนวณเวทมนต์ชนิดใหม่เรียบร้อย กรุณาตั้งชื่อ]
“วาร์ปเกต(Warp gate)”
[ยืนยัน เวทมนต์ชนิดใหม่ถูกบันทึกลงในบุ๊กมาร์กหมายเลขสาม]
ทันใดนั้นเองก็มีประตูมิติรูบวงกลมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น โดยไม่ต้องรอให้บอกฮิคาริรีบเข้าไปเป็นคนแรกก่อนที่คาโอรุจะตามไปแล้วประตูถึงจะปิดลง สาร์ปเกตเป็นเวทมนต์ที่สร้างขึ้นโดยคาโอรุไม่ได้สร้างขึ้นมาซี้ซั้วแบบไร้แบบแผนแต่เกิดจากการศึกษาข้อมูลจากห้องสมุดไม่ว่าจะเป้นชนิดของเวทมนต์หรือแม้แต่เรื่องเล่าตามนิทานต่างๆโดยวาร์ปเกตนี้จัดเป็นเวทมนต์ธาตุลมโดยเธอสามารถเปิดประตูไปได้ทุกที่ที่เคยไปแลสถานที่นั้นจะต้องมีสายลมพัดผ่าน
เมื่อผ่านประตูมิติออกมาทิวทัศน์ด้านหน้าพลันเปลี่ยนเป็นป่าไผ่ที่มีใบไผ่ปลิวไสวทำให้อดนึกถึงโลกเดิมไม่ได้ แม้จะดูเงียบสงบร่มรื่นแต่ป่าแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยอันตรายจากมอนสเตอร์เผ่าพันธ์แมลงเลเวล 70 ขึ้นไป ผู้คนจึงพร้อมใจกันตั้งชื่อเล่นให้ป่าไผ่แห่งนี้ว่าป่าแมลง
แม้จะเป็นมอนสเตอร์ระดับสูงแต่แมลงพวกนี้เป็นสัตว์ที่หวงอาณาเขตมากและจะมักจะออกหากินในอาณาเขตของตัวเองเท่านั้น หากไม่มีนักผจญภัยหรือใครก็ตามที่มาล่าพวกมันเพื่อเอาไปเป็นส่วนผสมการปรุงยา เผ่าพันธุ์แมลงก็ถือเป็นสัตว์รักสงบมากเผ่าหนึ่ง
รูปขบวนของกล่มนั้นเรียบง่ายด้วยการเอาฮิคาริไปวางไว้ในตำแหน่งแท็งเกอร์(Tanker)ส่วนตัวเธอจะทำหน้าที่เป็นดาเมจดีลเลอร์(Damage dealer)คอยสร้างความเสียหายเป็นหลัก เพียงลำพังนักเวทย์จะอ่อนแอจึงต้องมีแท็งเกอร์คอยทำหน้าที่ดึงความโกรธของมอนสเตอร์ไปที่ตัวเอง
ไม่คิดว่าความรู้พื้นๆจากการเล่นวิดีโอเกมจะกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต สองสาวก้าวเข้าไปในป่าด้วยความระมัดระวังเพราะจากคำบอกเล่าของนักผจญภัยมืออาชีพทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทุกๆอย่างในแมลงนั้นสามารถฆ่าคุณได้เสมอ
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
[อาร์เมอร์เซนติพีด เลเวล 60 ปรากฏตัว]
ไวเท่าความคิดพื้นที่ทั้งคู่เหยียบอยู่กำลังสั่น ทั้งสองรีบกระโดดออกจากตรงนั้นโดยไม่จำเป็นต้องขบคิดก่อนที่ตะขาบที่มีเกราะสีดำมะเมี่ยมจะพุ่งทะลุออกมาจากผืนดินลำตัวของมันมีขนาดเท่าท่อนแขนของชายฉกรรน์ที่เพาะกายยาวกว่าสิบเมตรมาพร้อมกับขาที่ขยับไปมานับพันเหนือสิ่งอื่นใดคือศีรษะที่เป็นรูปกะโหลกมนุษย์กำลังอ้าปากกรีดร้อง
รูปลักษณ์ราวกับสัตว์ประหลาดจากหนังสยองขวัญไม่ได้ทำให้สองสาวหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะทักษะติดตัวอย่างหัวใจแห่งคนกล้าที่บังคับให้พวกเธอเยือกเย็นได้เสมอแม้สถานการณ์จะเป็นแบบไหน โดยไม่ต้องรอให้ถูกโจมตีก่อนฮิคาริพลันเริ่มเคลื่อนไหวทันที
“ไฮเปอร์รีแอคชั่น(Hyper Reaction)”
แสงสีแดงปกคลุมร่างของเด็กสาวนักสู้วูบหนึ่งก่อนจะจางหายไป ดวงตาดำกลางสีน้ำตาลพลันยืดขยายออกจนชนขอบพร้อมกับประสาทสัมผัสที่แหลมคมขึ้น 5 เท่าตลอดจนกว่าจะจบการต่อสู้ เด็กสาวใช้ทักษะออกมาโดยไม่เกรงกลัวเพราะระยะหน่วงและมานาที่ต้องใช้นั้นน้อยมาก
สายตาของเด็กสาวตกลงที่ร่างของตะขาบด้วยทักษะไฮเปอร์รีแอคชั่นนอกจากจะทำให้ประสาทสัมผัสแหลมคมขึ้นห้าเท่าแล้วอีกอรรถประโยชน์ของมันที่เด็กสาวรับรู้มาจากการต่อสู้นั้นก็คือภาพที่เห็นจะช้าลงเล็กน้อยทำให้เธอสามารถคาดเดาทิศทางของสิ่งต่างๆที่กำลังเคลื่อนที่ไป
อย่างที่เห็นในตอนนี้ดูจากการขยับกล้ามเนื้อแล้วเป้าหมายของอาร์เมอร์เซินติพีดคือคาโอรุไม่ผิดแน่ เด็กสาวพลันกระทืบเท้าส่งตัวเองลอยขึ้นไปในอากาศก่อนจะตกลงบนหัวของมันพอดิบพอดี เด็กสาวคว้าเอาปากกรรไกรสามคู่ก่อนจะออกแรงบิดทำให้อาร์เมอร์เซนติพีดไถลไปอีกทาง
โครม
ทั้งคนทั้งแมลงกลิ้งไถลไปอีกทางซื้อเวลาให้แก่คาโอรุ ตรงหน้าของเด็กสาวสวมแว่นมีหนังสือสีแดงโปร่งใสลอยเด่นอยู่
“เปิดใช้งานบุ๊กมาร์กหมายเลขหนึ่ง ซอร์เซอเรอร์(Sorcerer)”
[ยืนยันคำสั่งของท่านผู้กล้า เปิดใช้งานบุ๊กมาร์กหมายเลขหนึ่ง เริ่มทำการเปลี่ยนคลาส]
[คลาสของท่านถูกเปลี่ยนเป็น ซอร์เซอเรอร์ ชั่วคราว รายละเอียดทักษะเรียกใช้ทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ในบุ๊กมาร์กหมายเลขหนึ่งถูกกู้คืน]
ทันใดนั้นเองคลาสของคาโอรุพลันแปรเปลี่ยนจากจอมเวทย์สนับสนุนกลับเป็นจมเวทย์สายต่อสู้เต็มรูปแบบ แววตาภายใต้แว่นตากรอบหน้าทอประกายกร้าวก่อนจะโบกไม้เท้าเวทมนต์ระดับสูงก่อนจะเริ่มลงมือร่ายเวทย์
“เอเลเมนทัลสเปียร์(Elemental Spear)”
หอกเวทมนต์แปดชิ้นแปดธาตุล่องลอยอยู่รอบกายเด็กสาวซึ่งเธอหน่วงรอโอกาส ฮิคาริเห็นดังนั้นจึงใช้หมัดกระแทกไปที่หัวอาร์เมอตร์เซนติพีดจนหน้าจูบดินก่อนจะกระโจนหนี
“เอาเลยคาโอรุ”
“ปลดปล่อย!”
ฟ้าว!
หอกแปดเล่มแยกย้ายกันจับจองพื้นที่ตามส่วนต่างๆของอาร์เมอร์เซนติพีดทะลวงผ่านเกราะหนาๆตรึงร่างของแมลงยักษ์เอาไว้กับพื้นระเบิดความเสียหายออกมาจำนวนหนึ่งแต่ก็ไม่อาจปลิดชีพมันได้ ฮิคาริรีบไปยืนคร่อมหัวของมันเอาไว้ก่อนจะใช้ท่อนแขนแกร่งจับศีรษะของมันเอาไว้ก่อนจะออกแรงบิดสุดแรง
กร๊อบ
ภาพสยดสยองพลันปรากฏเมื่อหัวของอาร์เมอร์เซนติพีดพลันบิดกลับ 180 องศาในสภาพผิดธรรมชาติแม้ค่าความเสียหายที่ปรากฏจะรุนแรงแต่ก็ยังไม่อาจสังหารมันได้
“อี๋ รู้แหละนะว่าเป็นแมลงแต่ก็ไม่ควรอึดขนาดนี้นะ”
ฮิคาริทำหน้าเหยเกพลางมองอาร์เมอร์เซนติพีดดิ้นพราดๆอย่างทุกข์ทรมาณ คาโอรุที่เห็นดังนั้นจะได้ดีดนิ้วดังเปาะพร้อมกับพูดว่า
“เอเลเมนท์ ดีสทอชั่น(Element Detorsion)”
ทันใดนั้นเองหอกเวทมนต์แปดเล่มพลันเปล่งแสงก่อนจะระเบิดฉีกร่างของอาร์เมอร์เซนติพีดออกเป็นชิ้นๆพร้อมๆกับที่การต่อสู้ได้จบลง
“หน้าตาหน้าเกลียดเป็นบ้า”
คาโอรุบ่นก่อนจะตรงไปหาฮิคาริที่มีบาดแผลตามท่อนแขนเล็กน้อย
“ขนาดไม่โดนเลือดมันตรงๆยังทำให้เกิดบาดแผลได้เลยเหรอเนี่ย”
ฮิคาริเอ่ยก่อนจะนำยาสมานแผลออกมา แม้ร่ายกายเธอจะแข็งแกร่งและมีค่าความต้านทานต่างๆในระดับสูงแต่ก็ไม่คงกระพันจึงยังจำเป็นต้องพึ่งพายาสมานบาดแผลและถอนพิษ โชคดีที่พิษของอาร์เมอร์เซนติพีดมีฤทธิ์กรัดกร่อนเป็นหลักหากล้างแผลให้สะอาดก็ใช้ได้แล้ว
“ไปกันต่อเถอะ การที่อาร์เมอร์เซนติพีดปรากฏตัวก็หมายความว่าเราเข้าใกล้เขตของกีก้าแมนทีส...”
“เดี๋ยวก่อนคาโอรุ ทักษะไฮเปอร์รีแอคชั่นของชั้นยังไม่สลายไป แสดงว่าแถวนี้มีศัตรูอื่น...”
ครืนนน
[อาร์เมอร์เซนติพีด เลเวล 65 ปรากฏตัว]
[อาร์เมอร์เซนติพีด เลเวล 65 ปรากฏตัว]
.
.
.
[อาร์เมอร์เซนติพีด เลเวล 68 ปรากฏตัว]
ยังพูดไม่ทันจบคำอาร์เมอร์เซนติพีดแปดตัวก็ปรากฏตัวขึ้นกันโดยล้มทั้งสองเป็นศูนย์กลาง ขนาดของพวกมันใหญ่กว่าอาร์เมอร์เซนติพีดตัวที่พวกเธอเพิ่งฆ่าไปหลายเท่า ที่เลวร้ายที่สุดคือเจ้าอาร์เมอร์เซนติพีดตัวที่ใหญ่กว่าชาวบ้านชาวช่องเขาก็ปรากฏตัวเพียงแต่เกราะของมันมีสีม่วงผสมอยู่ด้วยเช่นกัน
สองสาวตั้งท่าต่อสู้โดยหันหลังชนกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนฝ่ายอาร์เมอร์เซนติพีดก็กำลังโกรธเกรี้ยวที่ลุกของมันเพิ่งถูกสังหารโดยเหยื่อ สถานะการณ์กลายเป็นวิกฤตในทันใดเพราะลำพังอาร์เมอร์เซนติพีดตัวเดียวนั้นไม่น่ากลัวเท่าไหร่แต่เมื่อมากันเป็นฝูงต่อให้เป็นนักผจญภัยระดับสูงก็ไม่มีใครกล้ายุ่งยิ่งมีจ่าฝูงนำทัพมาด้วยตัวเอง
แกร่กๆๆๆ
ขากรรไกรคู่หน้าของจ่าฝูงผู้มีเกราะสีดำอมม่วงกระทบไปมาจนเกิดเสียงพร้อมกับน้ำลายที่เป็นกรดละลายได้แม้แต่เหล็กทำห้าสองสาวอดหวาดหวั่นไม่ได้
“คาโอรุจะทำยังไงกันดี”
ฮิคาริถามเสียงแผ่วแต่คาโอรุก็ไม่มีการตอบรับ ต่อให้ไม่ต้องมีสมองอันชาญฉลาดเธอก็คิดได้ว่าพวกเธอไม่รวดเร็วพอที่จะโจมตีมอนสเตอร์ทุกตัวได้พร้อมกัน ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกล้ำกลายเข้ามาแต่ยังไม่ทันที่จะได้ตอบอะไรหอกสีเงินวาวตลอดทั้งเล่มก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง
!
อาร์เมอร์เซนติพีดทั้งหมดสะดุ้งโหยงก่อนที่หอกจะพุ่งทะลวงร่างของมอนสเตอร์ทุกตัวจนตายคาที่ โลหิตสาดกระเซ็นพร้อมกับเสียงกรัดร้องด้วยความหวาดกลัวของตัวจ่าฝูง ท่าที่โกรธเกรี้ยวเมื่อครู่สลายไปราวกับเรื่องโกหกก่อนที่มันจะหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต
แต่แล้วเรื่องมหัศจรรย์พลันปรากฏเมื่อหอกสีเงินพลันเปลี่ยนรูปร่างจากหอกกลายเป็นขวานสงครามขนาดยักษ์ ขนาดไม่ส่งผลต่อความเร็วของมันแม้แต่น้อยเพียงไม่กี่วินาทีขวานสงครามพลันฉีกกระชากฝ่าร่างของจ่าฝูงอาร์เมอร์เซนติพีดจากบนลงล่างส่งมอนสเตอร์แมลงทอดร่างกลายเป็นศพในพริบตา
**********************************************************************************
ช่วงบ่นท้ายตอน
วันนี้ไม่มีอะไรบ่นนอกจากคำว่า ขอบคุณครับ
สนับสนุนค่ากาแฟ ค่าไฟ และอื่นๆได้ที่ QR Code ด้านล่าง
Zero Times
