Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 78 ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลม

                  ถังเฟยหู่ที่ได้กลับมาถึงบริเวณสำนักก็ได้รีบตรงกลับไปยังตำหนักที่หกในทันที่เขาใช้เวลาไม่นานก็ได้มาถึงด้านหน้าตำหนักประมาณเที่ยงวันพอดิบพอดีเขารีบตรงไปยังหอภารกิจในทันที เขาได้นำจดหมายและป้ายยืนยันตัวส่งให้แก่ผู้อาวุโสหอภารกิจซึ่งผู้อาวุโสใช้อาคมตรวจยืนยันดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจจากนั้นเขาจึงได้มอบแต้มคุณูปการให้แก่ถังเฟยหู่ถึงห้าสิบแต้ม


                  จากนั้นผู้อาวุโสวาดมือออกไปครั้งหนึ่งแผ่นป้ายภารกิจปราบสัตว์อสูรค้างคาวปีกม่วงที่อยู่บนกำแพงก็ถูกทำลายลงในทันทีเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น หมู่บ้านปลอดภัย ภารกิจนี้ก็ไม่จำเป็นอกีต่อไป


                  ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะผู้อาวุโสเพื่อขอตัวลาออกมาก่อนจากนั้นเขาก็ได้ตรงไปยังห้องปรุงยาของตำหนักที่หกเขาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าประตูขนาดใหญ่ของห้องปรุงยาก่อนจะออกแรงผลักออกไป เมื่อประตูนั้นเปิดออกกลิ่นของสมุนไพรและไอความร้อนจากเตาหลอมยาก็เข้ากระทบหน้าของเขาเหมือนเช่นครั้งก่อน


                  เมื่อเข้ามาในห้องปรุงยาแล้วเขาก็พบเห็นอาจารย์ลุงซูไป๋เหวินกำลังควานหาตัวยาสมุนไพรตามลิ้นชักเก็บยาอยู่แล้วเมื่อซูไป๋เหวินได้ยินเสียงเปิดประตูเขาก็เห็นถังเฟยหู่ที่พึ่งเดินเข้ามา ซูไป๋เหวินจึงได้เดินเข้าไปหา


                  “คาราวะอาจารย์ลุง” ถังเฟยหู่กล่าวซึ่งซูไป๋เหวินพยักหน้าตอบรับ


                  “เป็นอย่างไรบ้างศิษย์หลานเจ้ามีวิธีการรับมือกับอาการบาดเจ็บทางวิญญาณแล้วหรือยังละ?”ซูไป๋เหวินกล่าวถามออกมาพร้อมกับมองสำรวจร่างกายของศิษย์หลานผู้นี้ แต่ก็พบว่ายังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ


                  ถังเฟยหู่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะกล่าว“ขอบคุณอาจารย์ลุงที่เป็นห่วง ตอนนี้พอมีหนทางบ้างอยู่อาจารย์ลุงถังแห่งตำหนักที่สองมีหนทางแก้ไข…” เขาหยุดพูดไปเพียงชั่วครู่หนึ่งเพื่อขบคิดบางอย่างหากบอกออกไปว่าถังจิวหลงปรุงยาให้แก่เขาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอาจจะไม่เป็นการดีเท่าไหรนักเขาไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนี้จะผิดกฎสำนักหรือไม่ “…อาจารย์ลุงถังจะปรุงยาให้หากข้ารวบรวมแต้มคุณูปการได้มากพอและช่วยเหลืองานท่านสักเล็กน้อย”


                  เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูไป๋เหวินก็พยักหน้าตอบรับ“ข้าเข้าใจละตัวยาที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บทางวิญญาณคิดว่าคงต้องใช้แต้มคุณูปการมากโขอยู่เจ้าก็พยายามเข้าละ อย่าหักโหมให้มากจนเกินไป ว่าแต่..วันนี้เจ้ามาเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนทรัพยากรหรือ?”


                  “ใช่ขอรับอาจารย์ลุงข้าตามหาทรัพยากรธาตุลมเพื่อหวังจะฝึกปราณเจ็ดสำเนียงของสำนัก ตั้งแต่เข้าสำนักมาข้าก็มั่วแต่ทำภารกิจของสำนักเพื่อรวบรวมแต้มคุณูปการจนมิได้เริ่มฝึกวิชาประจำสำนักเลยเรียนถามอาจารย์ลุง ท่านพอมีทรัพยากรที่เหมาะแก่การฝึกปราณเจ็ดสำเนียงหรือไม่?” ถังเฟยหู่กล่าวถามตามตรง


                  “เรื่องนี้ง่ายเป็นอย่างมากศิษย์หลานทรัพยากรที่เจ้าว่าไม่ว่าศิษย์คนไหนที่เข้ามาสำนักต่างก็ต้องแลกเปลี่ยนไว้ใช้กันทั้งนั้นทรัพยากรที่ว่าก็คือยาสัมผัสวายุ หนึ่งเม็ดใช้แต้มคุณูปการในการแลกสิบห้าแต้มเมื่อกินแล้วจะเพิ่มพลังในการสัมผัสถึงธาตุวายุในธรรมชาติมากขึ้นรวมถึงส่งผลคล้ายกับยาบำรุงปราณชีพแต่ยาชนิดนี้จะเพิ่มปริมาณการดูดกลืนพลังวิญญาณธาตุสายลมแทน”


                  ถังเฟยหู่ฟังคำอธิบายสรรพคุณของยาสัมผัสวายุจากอาจารย์ลุงซูไป๋เหวินอย่างตั้งใจสรรพคุณอันดีเลิศของทรัพยากรเขาได้เคยสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่งจากยาบำรุงปราณชีพหากครั้งนี้เขาใช้ยาสัมผัสวายุเพื่อฝึกฝนปราณธาตุลมตั้งแต่เริ่มแรกบางทีอาจทำให้รากฐานของวิชามั่นคงเป็นอย่างมากและยังทำให้ช่วยแรกพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วบางทีเขาอาจสามารถฝึกท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมได้ไวก่อนกำหนดที่ตั้งเอาไว้ก็ได้ซึ่งผลของมันน่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และในตอนนั้นเองที่เขาได้ตัดสินใจแล้ว


                  “อาจารย์ลุงอย่างนั้นข้าขอแลกเปลี่ยนยาสัมผัสวายุสองเม็ดและยาบำรุงปราณชีพหนึ่งเม็ดขอรับ” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็ได้หยิบป้ายยืนยันตัวของตนออกมาก่อนที่จะยืนออกไปให้อาจารย์ลุงซูไป๋เหวิน


                  “ทั้งหมดห้าสิบแต้มคุณูปการ” ซูไป๋เหวินกล่าวพร้อมกับรับแต้มคุณูปการจากป้ายยืนยันตัวของถังเฟยหู่จากนั้นซูไป๋เหวินก็ได้เดินลึกเข้าไปในห้องปรุงยาเพื่อหาตัวยาที่ว่าไม่นานนักเขาก็ได้กลับมาหาถังเฟยหู่พร้อมกับกล่องบรรจุยาสองกล่องจากนั้นเขาก็ได้ยื่นมันให้แก่ถังเฟยหู่


                  “ขอบคุณอาจารย์ลุง” ถังเฟยหู่รับยาทั้งสองชนิดมาโดยไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณตามมารยาทจากนั้นเขาก็ได้ขอตัวลาออกมา เขาเดินตรงกลับไปยังห้องพักของตนเองเพื่อจะเริ่มฝึกฝนปราณเจ็ดสำเนียง


                  หลังจากเขาเดินเข้ามาในห้องแล้วก็ได้นั่งพักอยู่บนเตียงด้วยท่านั่งสมาธิจากนั้นจึงค่อยทบทวนเรื่องราวต่าง“ก่อนอื่น…พิษของค้างคาวปีกม่วงที่ตกค้างในร่าง แม้จะไม่ส่งผลเสียเพราะร่างของข้าไม่หวาดกลัวพิษแต่จะปล่อยไว้ก็จะเสียเปล่าและมันจะสลายไปตามกาลเวลาถ้าอย่างนั้นก็ควรใช้มันในการบ่มเพาะด้วยปราณห้าพิษ”


                  แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินปราณห้าพิษนั้นเองเขาก็คิดบางอย่างออกห้องพักของศิษย์ในสำนักนั้นเก็บเสียงเพื่อไม่ให้การซ้อมดนตรีไปรบกวนผู้อื่น หากเขาทำอะไรในห้องของตัวเองก็คิดว่าคงไม่มีใครทราบและมารบกวนหรอกนะแล้วในตอนนั้นเองที่เขาได้โบกมือออกไปด้านหน้าละอองปราณจำนวนมากปรากฏออกมาจากร่างเขา


                  ละอองปราณเหล่านั้นได้ออกมาจากห้วงวิญญาณของเขามันคือเหล่าค้างคาวปีกม่วงระดับสอง พวกมันหลายร้อยตัวกระจายอยู่เต็มห้องบ้างก็ยืนอยู่บนพื้น บ้างก็ห้อยหัวลงมาจากเพดาน บางตัวก็บินไปบินมาส่วนตัวหนึ่งในนั้นซึ่งเล็กที่สุดกลับนอนอยู่บนเตียงข้างๆเขาโดยนอนหงายหน้าท้องให้เขาดูก่อนที่จะกลิ้งไปกลิ้งมาเจ้าตัวนี้ก็คือค้างคาวปีกม่วงตนแรกที่เขาได้ทำสัญญาณทาสอสูรเป็นตัวที่เล็กที่สุดในหมู่ค้างคาวปีกม่วง แต่ก็เชื่องมากที่สุดตัวหนึ่งเช่นกัน


                  ถังเฟยหู่เมื่อเห็นภาพนั้นก็ถึงกับยิ้มออกมาก่อนที่จะจิ้มนิ้วไปที่ท้องของเจ้าค้างคาวน้อยตัวนั้นเจ้าสัตว์ตัวน้อยร้องออกมาด้วยเสียงเล็กแหลมของมันอย่างมีความสุขจากนั้นมันก็ได้กางปีกและบินขึ้นมาเกาะอยู่บนไหล่ของเขาแทนเขาลูบหัวมันเล็กน้อยก่อนที่จะหันกลับไปมองค้างคาวตนที่เหลือในฝูง


                  นี่ขนาดเขาเรียกพวกมันออกมาด้วยส่วนเล็กของฝูงทั้งหมดยังยุ่งวุ่นวายขนาดนี้เลยและในตอนนั้นเองที่เขาได้สั่งการมันออกไปด้วยจิต หลังจากที่พวกมันกลายเป็นทาสอสูรในอาณัติของเขาแล้วจากสายสัมพันธ์ที่มีระหว่างนายและบ่าวทำให้เขาสามารถสั่งการพวกมันได้อย่างง่ายดาย


                  ค้างคาวปีกม่วงต่างก็มารุมล้อมร่างกายของเขาถังเฟยหู่ยืนแขนออกไปพร้อมกับเดินปราณคราบคลุมเล็บของฝ่ามืออีกข้างจากนั้นเขาก็จึงได้ใช้นิ้วนั้นกรีดไปยังแขนอีกข้างจนเป็นแผลยาวจากนั้นค้างคาวทั้งหลายต่างก็กัดเข้าไปยังแผลนั้นเพื่อแพร่พิษของพวกมันเข้าสู่ร่างของถังเฟยหู่


                  พวกมันสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมากัดเข้าไปยังแผลของเขาจากนั้นเมื่อพวกมันถูกตัวถ่ายทอดพิษให้แก่เขาสำเร็จถังเฟยหู่ก็ได้ให้พวกมันทุกตัวกลับเข้าไปยังห้วงวิญญาณของเขาอีกครั้งจากนั้นจึงค่อยเรียกค้างคาวปีกม่วงอีกหลายร้อยตัวที่ยังไม่ถ่ายพิษให้แก่เขาออกมาอีกและเริ่มทำเหมือนเดิมอีกครั้ง


                  พิษเล็กน้อยเหล่านั้นเมื่อรวมตัวกันมากขึ้นก็เริ่มส่งผลร้ายแรงกับร่างของเขาในตอนนี้ถังเฟยหู่เริ่มรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งตัวเพราะพิษค้างคาวที่หลอมรวมกันจนข้นหนืดภายในร่างหลังจากผ่านไปหลายชั่วยามค้างคาวหลายพันตัวได้ถ่ายทอดพิษทั้งหมดของพวกมันให้แก่เขาจนหมดสิ้น


                  ถังเฟยหู่เริ่มเดินปราณห้าพิษและชักนำพิษทั้งหมดให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรและสะสมเข้าสู่จุดชีพจรพิษทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดการบ่มเพาะด้วยพิษจำนวนมหาศาลของพวกค้างคาวปีกม่วงในคราเดียวอาจจะเจ็บปวดอยู่บ้างแต่การปะทุของพลังปราณที่เขาได้รับก็จะทำให้เขาสามารถบ่มเพาะและก้าวข้ามขอบเขตได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน


                  ในตอนนี้ร่างกายของเขามีพื้นฐานกายเนื้อที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมากหากการข้ามขอบเขตด้วยการปะทุของปราณเช่นนี้คาดว่าไม่ส่งผลอะไรมากมายเท่าไหลนักเขาใช้เวลาเกือบตลอดทั้งคืนในการย่อยสลายปราณพิษที่ได้รับและสะสมเข้าสู่ตันเถียนเพื่อเพิ่มขอบเขตการฝึกตนและในตอนเช้านั้นเขาก็ได้ย่อยสลายพลังพิษทั้งหมดของค้างคาวหลายพันตัวในร่างได้อย่างหมดจด


                  ปราณขั้นเจ็ดระดับสุดยอด!!


                  ถังเฟยหู่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ จากนั้นเขาจึงได้หลับตาลงอีกครั้งและดำดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำของตนเองเพื่อทบทวนวิชาปราณเจ็ดสำเนียงของสำนักเสียงสวรรค์วิชานี้คือวิชาปราณธาตุวายุซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ขั้นวิชานี้เป็นวิชาปราณซึ่งอยู่ในระดับสี่ แม้จะอยู่ในระดับเดียวกันกับปราณห้าพิษหรือปราณเก้าเยือกแข็งแต่จากการวิเคราะห์ของเขาแล้วก็ให้ผลสรุปออกมาว่าวิชาปราณเจ็ดสำเนียงค่อนไปทางขั้นกลางของระดับสี่ส่วนอีกสองวิชาที่เขาเคยฝึกกลับสูงกว่าเล็กน้อย


                  ถ้าจะให้พูดไปวิชาปราณห้าพิษและปราณเก้าเยือกแข็งสามขั้นแรกอาจจะฝึกยากกว่าปราณเจ็ดสำเนียงมากนักนั่นเพราะวิชาที่เขาเคยฝึกมาคือการเน้นเสริมสร้างและเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติรวมถึงฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น


                  แต่วิชาปราณเจ็ดสำเนียงกลับต่างออกไปนี่เป็นวิชาปราณที่เน้นการเสริมสร้างและบ่มเพาะปราณธาตุลมบริสุทธิ์โดยแท้ซึ่งพลังปราณเหล่านั้นมีส่วนช่วยในการหนุนเสริมและเพิ่มพลังโจมตีให้กับวรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีเป็นอย่างมาก


                  ในตอนนั้นเองที่เขาหยิบกล่องไม้ซึ่งบรรจุยาสัมผัสวายุออกมาเขาได้เปิดมันออกและหยิบเม็ดยาสีเขียวมรกตขนาดเล็กประมาณผลของลูกซานจา เขาหยิบออกมาหนึ่งเม็ดจากนั้นจึงได้ปิดกล่องและนำไปวางไว้ข้างเตียงเขาได้มองสำรวจมันและตรวจสอบดูแม้เขาอยากจะทราบถึงวัตถุดิบในการปรุงมันขึ้นมาแต่ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะแกะสูตรยาของผู้เชี่ยวชาญในการปรุงยา


                  แต่ถังเฟยหู่ก็ไล่ความคิดที่ไร้สาระของตนออกไปก่อนที่จะโยนเม็ดยาสัมผัสวายุใส่ปากของตนลงไปเมื่อตัวยาสัมผัสกับน้ำลายของเขาก็ละลายกลายเป็นของเหลวด้วยอัตราที่รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อเขากลืนของเหลวนั้นลงคอไปและสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี่คล้ายกับตอนที่เขาได้กินยาบำรุงปราณชีพแต่ผลของยาสัมผัสวายุน่าอัศจรรย์กว่ากันนักเขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณธาตุลมในอากาศอย่างง่ายดาย


                  พรึบบบบ


                  ราวกับเสื้อผ้าของเขาจะโบกสะบัดไปมาสายลมโดยรอบหมุนวนรอบตัวเขาอย่างรวดเร็วเพราะพลังของยาสัมผัสวายุที่ได้ดึงดูดพลังวิญญาณของสายลมมาไหลเวียนรอบร่างกายของเขาถังเฟยหู่เร่งรีบซึมซับความรู้ที่ได้จากการสัมผัสสายลมและใช้ความเข้าใจเหล่านั้นเป็นส่วนช่วยในการฝึกปราณเจ็ดสำเนียง


                  ลมหายใจของมนุษย์…จมูกโพรงจมูก หลอมลม จนไปถึงปอด สิ่งเหล่านี้คืออวัยวะที่มีไว้ใช้เพื่อหายใจและรับสายลมเข้าสู่ร่างกายขั้นพื้นฐานที่สุดของปราณเจ็ดสำเนียงคือการเรียนรู้สายลมในร่างจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจก่อนที่จะสามารถควบคุมและบังคับได้ นี่คือแนวคิดของวิชานี้


                  ด้วยความช่วยเหลือจากยาสัมผัสวายุจึงทำให้เขาสามารถบรรลุขั้นพื้นฐานนี้ได้อย่างง่ายดายด้วยสรรพคุณเพิ่มความรู้และการสัมผัสถึงพลังธาตุลมและเมื่อขั้นพื้นฐานเสร็จสิ้นก็ถึงขั้นตอนฝึกฝนลมปราณธาตุวายุ


                  เขาได้โคจรวิชาตามตำราปราณเจ็ดสำเนียงไม่นานนักลมปราณบริสุทธิ์ของเขาที่กำลังไหลเวียนไปตามร่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสีเขียวหยกการฝึกปราณเจ็ดสำเนียงเป็นไปอย่างราบรื่นเป็นอย่างมาก ไม่มีความทรมาณไม่ความเจ็บปวด เป็นแนวทางการฝึกยุทธ์ที่เขาไม่ได้สัมผัสมาอย่างยาวนาน


                  นั่นเพราะในช่วงหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมานี้เขาเอาแต่ฝึกฝนแนวทางของลมปราณที่ออกไปทางนอกรีตด้วยการบีบคั้นร่างกายอย่างถึงที่สุดเพื่อเสริมสร้างและทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเหมือนกับการพังทลายอาคารบ้านเรือนและก่อร่างใหม่ด้วยโครงเดิมแต่แน่นหนากว่าเดิมทุกครั้งที่พังและวนไปเรื่อยๆ


                  ปริมาณพลังวิญญาณธาตุลมในอากาศที่หมุนวนรอบร่างกายของเขาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆเขาราวกับเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่ดูดซ้ำน้ำจำนวนมากอย่างตะกละตะกลามเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเขาก้าวข้ามจากขั้นพื้นฐานจนมาอยู่ในขั้นที่หนึ่งของวิชาปราณเจ็ดสำเนียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ


                  เขาเริ่มสามารถสร้างปราณวายุขึ้นมาได้แล้วแต่ผลของยายังไม่สิ้นสุดเขาจึงได้ดึงดูดพลังวิญญาณสายลมเข้าสู่ร่างเพื่อบ่มเพาะต่อไปพลังของเขาค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ความรุนแรงของปราณวายุที่เขาสร้างได้เริ่มมากขึ้น


                  รอบกายของเขาปรากฏรัศมีพลังปราณสีเขียวมรกตอย่างเจือจางรัศมีพลังปราณเหล่านั้นได้ส่งผลกระทบต่อสายลมโดยรอบเล็กน้อย แต่เขายังไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังต้องการสร้างความมั่นคงให้แก่ปราณวายุของเขาการสร้างรากฐานนั้นสำคัญเสมอสำหรับวิถีแห่งการฝึกของผู้ฝึกตน


                  สัมผัสแห่งวายุที่เขาได้รับนั้นได้ดำเนินไปสองวันเต็มๆก่อนที่จะค่อยๆจางหายลงไปในที่สุดแต่เขายังไม่พอใจมากเท่าไหรนัก เขาได้ยกยาสัมผัสวายุที่เหลืออีกหนึ่งเม็ดขึ้นมาก่อนที่จะตัดใจกลืนกินมันเข้าไปในทันทีและในช่วงเวลานั้นเองที่ได้เกิดสายลมโดยรอบหมุนเวียนรอบร่างของเขาอีกครั้ง


                  ถังเฟยหู่เริ่มโคจรวิชาปราณเจ็ดสำเนียงอีกครั้งการบ่มเพาะปราณของเขาเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ และอาจจะเป็นเพราะเขาไม่ค่อยใช้ทรัพยากรทรงคุณค่าก็ได้จึงทำให้มันส่งผลประโยชน์ที่ดีกับร่างของเขาเป็นอย่างมาก


                  เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วสองวันต่อมาผลของยาก็หมดลงพร้อมกับขอบเขตการฝึกตนของเขาได้เข้าสู่ชายขอบของปราณขั้นเจ็ดระดับสุดยอดใกล้จะแตะถึงปราณขั้นแปดอยู่รอมร่อในตอนนั้นเองที่เขาได้หยิบยาบำรุงปราณชีพอีกหนึ่งเม็ดสุดท้ายออกมาก่อนที่คิดเกี่ยวกับผลต่างๆที่จะตามมา“หวังว่ายาบำรุงปราณชีพจะสามารถทำให้ข้าเข้าสู่ขอบเขตปราณขั้นแปดได้นะ…”เขากล่าวด้วยความคาดหวังในใจก่อนที่จะโยนเม็ดยาล้ำค่านั้นเข้าไปในปากของตนในทันที


                  ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของเขาส่งผลทำให้สามารถดูดซับพลังวิญญาณในอากาศได้มากขึ้นถังเฟยหู่เร่งรีบชักนำพลังเหล่านั้นมาโคจรพลังปราณเจ็ดสำเนียงเพื่อเสริมสร้างรากฐานและพัฒนาวิชามากขึ้นกว่าเดิมแม้จะไม่ส่งผลโดยตรงกับธาตุลมเหมือนกับยาสัมผัสวายุแต่ก็นับว่าดีกว่าฝึกเองโดยไม่มีทรัพยากรช่วยมากนัก


                  พลังวิญญาณในอากาศที่ดูดกลืนมามิใช่พลังวิญญาณที่มีพื้นฐานของธาตุลมเป็นส่วนมากเหมือนที่ฝึกก่อนหน้านี้แต่เป็นพลังวิญญาณโดยธรรมชาติที่ผสมปนเปหลายธาตุการฝึกฝนแม้จะเป็นไปได้ด้วยดีแต่ก็ยังช้าเกินไปในความรู้สึกของขา


                  ผลของยาบำรุงปราณชีพเป็นไปด้วยดีก่อนที่จะช้าลงและหยุดในอีกหนึ่งวันต่อมาซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ขอบเขตการฝึกตนของเขาได้ข้ามมายังขอบเขตปราณขั้นแปดอย่างพอดิบพอดีส่วนปราณเจ็ดสำเนียงมีความก้าวหน้าเล็กน้อย แต่ก็ยังคงอยู่ในขั้นหนึ่งอยู่ดีไม่ได้สูงกว่าเดิมมากมายอันใดนัก


                  ถังเฟยหู่หยุดการปิดด่านฝึกตนของเขาและลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนนี้เขาได้ใช้ทรัพยากรที่พึ่งแลกเปลี่ยนมาจนหมดสิ้นเสียแล้ว ในตอนนั้นเองที่เขาได้ลุกขึ้นมาและไปยืนอยู่กลางห้องเขาประเมิณดูแล้วดูเหมือนห้องเขาจะเล็กไปที่จะฝึกวิชาอย่างที่หวัง


                  เขาต้องการจะฝึกท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมของสำนักในตอนนี้เขาได้มีวิชาปราณธาตุลมของสำนักเป็นพื้นฐานแล้วคิดว่าคงพอสำหรับการฝึกวิชาตัวเบา เขาได้เปิดประตูห้องของตนออกไปและเริ่มออกเดินไปยังบริเวณหลังภูเขาของตำหนักที่หกที่แห้งนั้นกว้างขวางพอที่จะใช้ฝึกวิชาตัวเบาได้อย่างสบาย


                  อีกทั้งยังเป็นสนามที่อันเงียบสงบเหมาะแก่การฝึกวิชายิ่ง ในตอนนั้นเองที่เขาได้เดินมาถึงบริเวณหลังเขาที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยแมกไม้ต่างๆอีกทั้งยังมีก่อนหินและแนวภูเขาที่ติดกับเขาของตำหนักที่หกเขาพบเห็นสัตว์ตัวเล็กๆบ้างประปรายอยู่บริเวณนั้น แต่นั้นก็ไม่ค่อยสำคัญเสียเท่าไหรเขาหยุดยืนอยู่บริเวณที่กว้างขขวางที่สุดของบริเวณนั้นเขาสูดหายใจเข้าและรับกลิ่นอายของธรรมชาติเข้าสู่ปอด


                  เขาเริ่มเดินปราณเจ็ดสำเนียงออกมารัศมีสีเขียวหยกปกคลุมไปตามร่างกายของเขาและมีสายลมหมุนเวียนอย่างแผ่วเบาลมเย็นพัดผ่านตามร่างกายของเขาและทำให้เสื้อผ้าของเขาโบกสะบัดเล็กน้อยตามแรงลมเหล่านั้น


                  ถังเฟยหู่ทบทวนเส้นทางการโคจรลมปราณในหัว“ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลม วิชาต่อเนื่องจากปราณเจ็ดสำเนียง ใช้สายลมให้เป็นประโยชน์ลดแรงต้านของลมที่เกิดขึ้นและไหลเวียนไปตามกระแสลม เมื่อไร้ซึ่งแรงต้านก็จะเข้าถึงความเร็วที่เหนือกว่าเดิมซึ่งในขั้นแรกเริ่มคือการปล่อยตัวไปตามกระแสลม….”


                  เขาได้หลับตาลงและชักนำปราณวายุให้ไหลเวียนไปตามเคล็ดวิชาซึ่งดูเหมือนเขาจะสามารถจับเคล็ดความบางอย่างได้เมื่อเทียบกับฝ่ามือมังกรอัสนีนั่นเพราะท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมเป็นการดึงปราณธาตุวายุมาใช้หากไม่มีพื้นฐานของปราณวายุมาก่อนการใช้ในสถานกาณ์จริงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


                  นั่นเพราะจะเป็นเหมือนกับเคล็ดวรยุทธ์ของฝ่ามือมังกรอัสนีจำเป็นต้องโคจรปราณตามแนวทางวิชาเพื่อสร้างปราณธาตุมาทดแทนแต่การที่เขามีปราณวายุอยู่แล้วจึงสามารถดึงมาใช้ได้เลยอย่างง่ายดายหากไม่เช่นนั้นก่อนจะใช้วิชาตัวเบานี้ได้ก็มิต้องโคจรปราณสร้างปราณวายุก่อนหรอกเหรอหากเป็นการต่อสู้จริงคงตายไปหลายรอบแล้ว


                  ถังเฟยหู่ได้เพ่งสมาธิของตนเองในการจับการไหลของกระแสลมหลายชั่วยามได้ผ่านไปภายใต้การเรียนรู้และซึมซับความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์วายุของเขาและในตอนนั้นเองที่เขาได้ลองใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมออกมาเป็นครั้งแรก ปราณวายุไหลเวียนตามร่างและเข้าสู่ฝ่าเท้าตัวเขารู้สึกเบาราวกับจะเหยียบสายลมได้ก็มิปาน


                  เขาได้พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วร่างของเขาที่มีสายลมไหลเวียนได้พยายามหลอมรวมร่างของเขาให้แทรกเข้าไปตามกระแสลมที่ไหลเวียนในอากาศแต่ดูเหมือนขั้นตอนนั้นจะยากเป็นอย่างมาก เพราะทุกครั้งที่เขาได้ลองดูกลับพบว่าสายลมจากร่างของเขาได้ต่อต้านและทำให้กระแสลมในอากาศปั่นป่วนแทนเสียอย่างนั้นเขาพยายามลองอีกหลายต่อหลายครั้งแต่ผลก็เป็นเช่นเดิม


                  เขายังคงพยายามต่อไปอีกทั้งยังใช้เคล็ดหัวใจพิณในการทำให้สมาธิเพิ่มมากขึ้นและจิตใจสงบขึ้นเป็นผลดีต่อการฝึกและการเรียนรู้ยิ่งนักเขาใช้การลองผิดลองถูกและเริ่มเรียนรู้แนวทางของกระแสลมให้มากขึ้นเพื่อสามารถใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมได้อย่างมีประสิทธิภาพเขาได้เรียนรู้ที่จะอ่านกระแสลมอย่างแม่นยำ


                  เขาได้ใช้ตาเหยี่ยวพันลี้เป็นส่วนช่วยในการฝึกเสียด้วยซ้ำไปเขามีพื้นฐานความที่ดีกว่าคนอื่นมีวิชาดวงตาที่สามารถสังเกตรายละเอียดได้แม่นยำมากกว่าคนอื่นเขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะไม่สามารถเรียนรู้วิชานี้ได้


                  มีหลายครั้งที่เขาพยายามพุ่งตัวออกไปตามกระแสลมแต่ก็ผิดพลาดเสียจนตัวเองพุ่งไปชนเข้ากับต้นไม้ก้อนหิน หรือแม้กระทั่งเนินดินของเชิงเขาแห่งนี้แต่เขาก็ยังไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้นี้และโดยไม่รู้ตัวนั้นเองที่ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์ของสายลมได้ถูกเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆภายใต้การฝึกฝนนี้


                  และในตอนนั้นเองที่เข้าสู่วันที่สิบของการฝึกท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมถังเฟยหู่ที่ตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกของดินเขาได้พุ่งทะยานไปตามกระแสลมที่พันผ่านไปตามต้นไม้ ก้อนหินและทุกๆที่แม้เขาจะบังคับทิศทางของความเร็วสูงสุดของการท่องลมนี้ยังไม่ได้แต่ก็นับว่าเขาก้าวหน้าขึ้นมานัก


                  ส่วนสำคัญของการท่องลมขั้นสูงจำเป็นที่จะต้องบรรลุปราณเจ็ดสำเนียงให้อยู่ในขั้นที่สูงกว่านี้เสียก่อนปราณขั้นแรกของเขายังไม่แข็งแกร่งพอ อีกทั้งยังเป็นเพียงสายลมอันแผ่วเบาหากเขาบรรลุขั้นสูงซึ่งอาจสร้างได้แม้แต่พายุลูกหนึ่งไม่อย่างจะคาดคิดว่าความรวดเร็วของเขาจะมากมายปานใดกัน


                  ซึ่งกระบวนท่าอันรุนแรงจากสายลมนั้นเขาเคยพบเห็นจากเฟิงหงหู่แล้วและเขาไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน ความโกรธเกรี้ยวและคามแค้นของเขาสูงเทียมฟ้าเขาไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับคนอย่างเฟิงหงหู่ได้สักวันเขาจะกลับไปยืนอยู่ตรงหน้าขององค์ชายผู้นั้นและกระชากหน้ากากจอมปลอมของมันออกมาแต่ในตอนนี้เขาจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม


                  ในตอนนี้โดยรวมเขาก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นขาดเหลือแต่ทรัพยากรที่มีส่วนช่วยในการบ่มเพาะและรวบรวมลมปราณซึ่งปัจจัยเหล่านั้นเขาก็สามารถหาได้จากการทำภารกิจสำนักเช่นกัน ในตอนนั้นเองที่เขาได้นึกบางอย่างขึ้นมา


            “ภารกิจสำนักระดับสูงที่จำเป็นต้องให้ศิษย์หลายคนมีส่วนช่วยในการบรรลุไม่ทราบว่าหากทำสำเร็จจะได้รับผลตอบแทนมากเพียงใด ถ้าอย่างนั้นข้าก็ควรที่จะไปเยือนยังหอภารกิจใหญ่แห่งตำหนักที่หนึ่งเสียแล้ว….”