“ฉันชื่นชมกลศึกเรือฟางยืมลูกธนูของท่านขงเบ้งเป็นอุบายที่เกิดขึ้นบนแม่น้ำที่หมอกลงหนาทึบส่วนครั้งนี้แผนของฉันต้องอาศัยหิมะตกหนักจึงจะทำสำเร็จ ถ้าเธอยินดีพรุ่งนี้ไปดูฉันลงมือต่อสู้” เขาพูด
ผมยกมือขึ้นปิดหน้าไม่รู้ว่าจะแสดงความคิดของตัวเองออกมาอย่างไร รู้สึกว่าอึดอัดไปหมดทั้งศีรษะทั้งทรวงอกไม่อาจระบายออกมาได้ ผมมองรอดหว่างนิ้ว เห็นเขากำลังแหงนมองกระจกปากั้วบนขื่อ
ผมสังเกตเห็นว่าโครงสร้างของกระจกปากั้วแยกเป็นแปดชั้นแต่ละชั้นสลักตัวอักษรแน่นไปหมด
ตามหลักการสร้างทั่วไปนั้น สามารถใช้กระจกปากั้วที่มีเพียงชั้นเดียวคำนวณตำแหน่งหยินหยางได้ชัดเจนเพราะแม้ว่าปากั้วจะเป็นสัญลักษณ์แปดทิศเท่านั้น แต่สามารถขยายเป็นแปดคูณแปดเท่ากับหกสิบสี่กั้วสามารถครอบคลุมเรื่องราวต่างๆ บนโลกเข้าไว้ได้
ปากั้วเป็นนิยามพื้นฐานทางปรัชญาในวัฒนธรรมจีนมีต้นกำเนิดจากภาพเหอถูและภาพลั่วซู ประกอบจากกั้ว (สัญลักษณ์) ที่ต่างกันแปดตัวได้แก่ เฉียน คุน เจิ้น สวิ้น ขั่น หลี เกิ้นและตุ้ย ตามตำนานว่าไท่เหาฝูซีสื้อเป็นผู้ประดิษฐ์
ฝูซีสื้อวาดภาพปากั้วขึ้นครั้งแรกที่เขากั้วไถเมืองเทียนสุ่ยขีดแรกเป็นการเบิกฟ้า ใช้ “一” แทนหยาง ใช้ “- -” แทนหยิน อาศัยสัญลักษณ์สองแบบนี้เรียงกันตามการเปลี่ยนแปลงของหยินหยางในธรรมชาติประกอบขึ้นเป็นรูปแบบต่างกันแปดชนิด ตั้งชื่อว่าปากั้ว
ในวัฒนธรรมจีนปากั้วก็เช่นเดียวกับหยินหยางและห้าธาตุ ล้วนเป็นเครื่องมือชั้นเลิศที่ใช้ในการทำนายความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในโลกมิติและเวลา
แต่ละกั้วในนี้แทนสิ่งที่แน่นอนเฉียนแทนฟ้า คุนแทนพื้นดิน เจิ้นแทนสายฟ้า สวิ้นแทนลม ขั่นแทนน้ำ หลีแทนไฟเกิ้นแทนภูเขาและตุ้ยแทนบึง ปากั้วเป็นเหมือนถุงปากใหญ่ที่ไร้ขีดจำกัดไร้รูป รวบเอาสรรพสิ่งในจักรวาลทั้งหมดไว้ขณะที่ปากั้วประสานกันขยายออกทำให้เกิดหกสิบสี่กั้วใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติและปรากฏการณ์เกี่ยวกับคน
ในความเข้าใจของคนรุ่นหลัง การที่ผู้มีปัญญาสมัยโบราณใช้แปดและหกสิบสี่มาสร้างกั้วนั้นที่สำคัญเพราะคำนึงถึงขีดจำกัดในสติปัญญาของมนุษย์
ด้วยเหตุผลเดียวกันยังมีหมากล้อมซึ่งสืบทอดมาจากผู้มีปัญญาในสมัยโบราณใช้เส้นแนวตั้งและแนวนอนสิบเก้าเส้นเป็นขีดจำกัด สิบเก้าเส้นไขว้กัน กลายเป็นกระดานหมากที่มีสามร้อยหกสิบเอ็ดตารางนี่คือขีดจำกัดทางความคิดของผู้มีปัญญาระดับสูงของมนุษย์ ถึงจะเป็นเช่นนี้ก็ตามนับตั้งแต่หมากล้อมซึ่งเป็นเครื่องมือประลองปัญญาได้ปรากฏขึ้นบนโลกยังคงมียอดฝีมือด้านหมากล้อมจำนวนมากอาเจียนเป็นเลือดเพราะมัวเมาจนคิดมากเกินไป ทิ้งหมากเจินหลงอันมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ค้างคาไว้หลังจากหมากล้อมเผยแพร่ไปถึงญี่ปุ่น ด้วยสติปัญญาของโจรสลัดญี่ปุ่นก็ยิ่งไม่สามารถมองทะลุความลึกลับของหมากล้อมได้ทุกปีจะมีผู้ที่ลุ่มหลงหมากล้อมเสียชีวิตจากการอาเจียนเป็นเลือดเพราะปะทะฝีมือกัน นี่แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาของชาวจีนเหนือกว่าชาวญี่ปุ่นขั้นหนึ่ง
เมื่อผมเห็นกระจกปากั้วบานนั้น ในสมองมีนิยามของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากพื้นฐานหกสิบสี่ประการผุดขึ้นทันที
การคำนวณของกระจกปากั้วแปดชั้นย่อมแม่นยำชัดเจนกว่ากระจกปากั้วแบบชั้นเดียวแต่คนที่ใช้กระจกต้องใช้สมองในเรื่องเดียวกันมากขึ้นเป็นทวีคูณ คนธรรมดาไม่สามารถทำได้เหมือนคนที่ปกติขี่จักรยาน แล้วจู่ๆ ให้มาขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ ในสภาพที่แล่นไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงเขาคิดแทบไม่ทัน ก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นรถเสียหายและเสียชีวิตได้
สายตาผมดีมากเริ่มด้วยการอ่านตัวอักษรทั่วไปบนกระจกปากั้วชั้นแรก วิเคราะห์ได้ว่าตำแหน่งของ“เฉียน” ชี้ไปทางด้านเหนือ “คุน” ชี้ไปทางด้านใต้ นี่เป็นสองตำแหน่งใหญ่ในปากั้วยังเรียกว่าตำแหน่งพื้นฐาน เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้แผนที่บนโต๊ะก็วาดตามกฎเกณฑ์ที่บนเหนือล่างใต้ซ้ายตะวันตกขวาตะวันออก เวลานี้ด้านบนซึ่งเป็นทิศเหนือของแผนที่ตรงกับตำแหน่งเฉียนของกระจกปากั้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเดาได้ว่าชายชุดยาวสีเทาวางโจรญี่ปุ่นทางฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลืองไว้ที่ตำแหน่ง“เฉียน-หยาง” ส่วนฝั่งใต้ของแม่น้ำเหลืองอยู่ในตำแหน่ง “คุน-หยิน”เท่ากับเพิ่มความฮึกเหิมให้ข้าศึก ทำลายพลังอำนาจของตนเอง
ผมนึกทบทวนดู “ทหารจีนพ่ายแพ้ยับเยินเมืองว่างไร้ทหาร พายุฝนพัดกระหน่ำ หายนะกำลังจะมาถึงยังจะมีความฮึกเหิมหรือพลังอำนาจอะไรให้เอ่ยถึงอีก”
กระจกปากั้วแต่ละชั้นใหญ่เล็กไม่เท่ากันจากล่างขึ้นบนเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผมจึงมองเห็นตัวอักษรที่ชั้นที่สองของกระจกปากั้วได้ชัดเจน
มองดูคร่าวๆตัวอักษรบนชั้นที่สองตรงข้ามกับบนชั้นที่หนึ่งอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “เฉียน” ของชั้นที่สองตรงกับ “คุน”บนชั้นที่หนึ่ง ส่วน “คุน” ของชั้นที่สองตรงกับ“เฉียน” บนชั้นที่หนึ่ง
นั่นหมายความว่ากระจกปากั้วชั้นที่สองเป็นการพลิกหมุนชั้นที่หนึ่งร้อยแปดสิบองศาแสดงถึงการเริ่มที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงยังแสดงถึงจุดจบที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงด้วย
ผมสับสนเล็กน้อย“ถ้ากระจกสองบานตรงข้ามกัน แล้วจะเชื่อชั้นไหน ในเมื่อชั้นที่หนึ่งมีความหมายแล้วแล้วสร้างชั้นที่สองเพื่ออะไร”
เมื่อสายตาผมมาอยู่ที่กระจกปากั้วชั้นสามตำแหน่งที่ระบุบนนั้นก็ถูกทำให้สับสน “เฉียน” ตรงกับตำแหน่ง “ตุ้ย” บนชั้นที่สองตำแหน่ง “คุน” ตรงกับตำแหน่ง “เจิ้น” บนชั้นที่สอง
พอเป็นแบบนี้ผมจึงงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก“การจัดวางอย่างสับสนแบบนี้ไม่ทำให้กระจกปากั้วหมดความหมายหรือ ปากั้วสับสน แสดงถึงตำแหน่งกลับตาลปัตรไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนสูญเสียรากฐานของตัวเอง แบบแผนสูงสุดในการเคลื่อนไหวของฟ้าดินถูกถอนรากถอนโคนถ้าเช่นนั้นโลกนี้ควรจะดำเนินตามกฎเกณฑ์อะไร คนโบราณกล่าวว่าไร้กฎเกณฑ์ย่อมไม่มีแบบแผน เมื่อกฎเกณฑ์ถูกทำลาย แบบแผนจะมาจากไหน เมื่อไร้แบบแผนแล้วจะเดินหน้าได้อย่างไร
เมื่อสายตาผมมาหยุดที่กระจกปากั้วชั้นที่สี่ดูเพียงสองสามวินาทีตัวอักษรที่ดูวุ่นวายมาเต้นอยู่ในสายตาผมส่วนกระจกปากั้วแต่ละบานจากที่อยู่นิ่งก็เริ่มหมุนเหมือนฟันเฟืองแปดอันหมุนในแกนเดียวกัน บานหนึ่งหมุน อีกเจ็ดบานหมุนตาม ส่วนตัวอักษรบนนั้นแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในสายตาผม
ผ่านไปครู่หนึ่งผมจึงพบว่านี่ไม่ใช่กระจกปากั้วแปดบานบนแกนเดียวกันแต่สอดอยู่ในแกนแปดอัน จึงเป็นกระจกปากั้วที่ทิศทางการหมุนและความเร็วไม่เหมือนกันดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งจึงยิ่งซับซ้อน แทบจะมองหาร่องรอยไม่ได้ดูแล้วตาลาย
ในสภาพเช่นนี้ผมจึงมองเห็นไม่ชัดว่าบนกระจกปากั้วบานที่ห้าสลักตัวอักษรอะไรไว้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระจกสัมฤทธิ์บานที่หก เจ็ดและแปด
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมจึงรู้สึกว่าตาตัวเองร้อนผ่าวใบหน้าและจุดไป่ฮุ่ยกลางกระหม่อมพลอยร้อนไปด้วย จุดถานจงที่อกและจุดทงเฉวียนที่ฝ่าเท้าก็ร้อนด้วยแม้แต่ปลายนิ้วมือทั้งสิบและปลายนิ้วเท้าทั้งสิบก็ร้อนอย่างประหลาด กระทั่งร้อนผ่าวร้อนจนผมแทบทนไม่ได้
“อ้า...” ผมควบคุมลำคอตนเองไม่ได้ส่งเสียงคำรามออกมา
สมองผมยังนับว่าแจ่มใส แล้วเตือนตัวเองว่า“ปิดตาซะ อย่าดู” แต่ไม่อาจควบคุมร่างกายได้แล้ว ยังคงเป็นฝ่ายถูกกระทำจ้องกระจกปากั้วแปดบานที่กำลังหมุน
“ขีดจำกัด...ของความคิด ผมเข้ามาในขีดจำกัดของความคิดแล้วสมองใช้ความคิดอย่างบ้าคลั่ง...ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่า...พลังสมองจะเฉาตาย...”ผมนึกถึงผลที่เลวร้ายที่สุด
ตัวผมเองไม่สามารถสลัดให้หลุดออกจากพันธนาการทางความคิดชนิดนี้และเข้าใจดีว่าขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปสมองผมจะถูกเผาเสียหาย เหมือนผู้ป่วยไข้สูงที่พัฒนาไปสุดขีด
ภายใต้สภาพเช่นนี้ผมถึงกับไม่สามารถดึงมือสองข้างออกจากใบหน้ากำลังทั้งหมดในร่างและความคิดทั้งหมดถูกกระจกปากั้วแปดชั้นดูดกลืนเข้าไป
“นี่ หยุดซะ ชิงหง หยุดซะ...”ผมได้ยินเสียงชายชุดยาวสีเทารางๆ
“ที่แท้ยังคงเป็น...แผนตัวแทนของซังชิงหง” ผมนึกถึงข้อนี้ทันที
การเปลี่ยนระหว่างธรณีประตูกับธรณีประตูเป็นเพียงการเปลี่ยนของมิติแม้ผมจะระวังตัวแล้วก็ไม่อาจหนีรอดจากแผนของซังชิงหง
“ครั้งนี้ผมคงจบสิ้นแน่” หัวใจผมจมลงในทะเลน้ำแข็งหมื่นปี
ก่อนหน้านี้ในศาลเจ้าโบราณนั่นผมยังควบคุมตัวเองได้ ไม่ทำตามแผนของซังชิงหง บีบจนหล่อนต้องลงมือเองใช้อาวุธฆ่าจินซูบนขื่อของศาลเจ้า
พูดได้ว่าสองฝ่ายปะทะสติปัญญากันผมชนะก่อน
ในครั้งนี้ผมกลับตกลงไปในหลุมพรางเอง ถูกเล่นงานโดยเตาหลอมความคิดที่ชักนำด้วยกระจกปากั้ว
“หยุดไม่ได้ต้องมีคนช่วยคุณรับภัยครั้งนี้ ชีวิตคุณล้ำค่าทั่วแผ่นดินรอให้คุณไปกอบกู้...คุณไม่ต้องยุ่ง ครั้งนี้ฉันไม่ได้เป็นฝ่ายวางกับดักเขาเองที่กระโจนเข้ามาในเส้นทางแห่งความตาย นี่เป็นโชคชะตาของเขา...คุณอย่ายุ่งเมื่อเทียบกับชีวิตคุณแล้ว ต่อให้ต้องใช้คนทั่วหล้าใส่ลงไปก็ไม่น่าเสียดายคุณได้ยินไหม อย่ายุ่ง อย่ายุ่ง ปล่อยเขาไป...” ซังชิงหงตะโกนบอกทุกคำเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงแก้วหูผม
ในยามชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้ไม่รู้ว่าเพราอะไร จู่ๆ ผมก็นึกถึงบัวที่งอกใหม่หลังวันฝนตกหนักในหน้าร้อนที่ทะเลสาบต้าหมิงผมจำได้ชัดเจนว่าใบบัวใหม่ที่สดอ่อนล้วนมีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่ บางทีมีสองสามหยดบางทีเจ็ดแปดหยด มากที่สุดอาจมีสิบกว่าหยด
ลมอ่อนๆ พัดโชยมา หยดน้ำค้างกลิ้งเบาๆส่วนบนใบบัวไม่มีฝุ่นแม้แต่เม็ดเดียว สะอาดบริสุทธิ์เหมือนหัวใจทารก
นับตั้งแต่ผมจำความได้ก็ชอบดูบัวงอกใหม่เพราะมักรู้สึกว่ามันเป็นแรงบันดาลใจแก่สติปัญญาของผม
หลายปีก่อนมาดามฉุงเหยาถ่ายละครทีวีเรื่อง“องค์หญิงหวนจู” (องค์หญิงกำมะลอ) ทำให้ประโยคที่ว่า “ยังจำบัวหลังฝนในหน้าร้อนที่ทะเลสาบต้าหมิงได้ไหม”แพร่หลายไปทั่วโลกของชาวจีนขณะที่บัวหลังฝนกลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดของทะเลสาบต้าหมิง
หยดน้ำค้างคือดวงวิญญาณของน้ำ มาไร้เงาไปไร้ร่องรอย มีแต่คนที่มีวาสนาจึงจะมองเห็นความน่าอัศจรรย์ของพวกมัน
หน้าร้อนในจี่หนานร้อนอบอ้าวสุดทนแต่หยดน้ำค้างบนใบบัวใหม่ไม่ว่าเวลาใดก็สามารถทำให้ใจผมสงบลงเหมือนน้ำพอผมนึกถึงหยดน้ำค้าง ความร้อนทั่วตัวผมเริ่มกระจายออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วความคิดสับสนในสมองค่อยๆ แจ่มใสขึ้น กระจกปากั้วที่ลอยวนอยู่ในสายตาค่อยๆ หยุดลง
“มองภูเขาเป็นเพียงภูเขามองน้ำเป็นเพียงน้ำ มองภูเขาไม่ใช่ภูเขา มองน้ำไม่ใช่น้ำ มองภูเขายังคงเป็นภูเขามองน้ำยังคงเป็นน้ำ” ผมพูดเตือนตัวเองเงียบๆ จากนั้นจึงหลับตาลงทำลายความสับสนอลหม่านให้แหลกละเอียด จิตใจคืนกลับสู่สภาพดั้งเดิมเหมือนบ่อน้ำที่ไร้คลื่น
ขั้นตอนนี้พูดแล้วดูเหมือนง่ายวิเคราะห์อย่างแม่นยำก็คือการชำระล้างจิตวิญญาณผมอย่างสิ้นเชิงกรองกากทั้งหมดออกไป เหลือเพียงเนื้อแท้ที่ดั้งเดิมที่สุดและบริสุทธิ์ที่สุด
เมื่อผ่านการชำระล้าง ผมจึงรอดตาย เหมือนนกฟินิกซ์ที่เกิดใหม่หลังจากอาบเปลวเพลิงตรงกันข้าม ถ้าผ่านการทดสอบไม่ได้ สมองจะเผาไหม้จนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนจะกลายเป็นตัวแทนตามที่ซังชิงหงต้องการ
“เอ๊ะ” ผมได้ยินเสียงซังชิงหง เป็นเสียงที่เปี่ยมด้วยความผิดหวังและกังขา
ผมลืมตาขึ้นช้าๆ ค่อยๆ ก้มลงแล้วมองดูแผนที่แม่น้ำเหลืองที่คดเคี้ยวอีกครั้ง
เวลานี้ไม่เห็นแม่น้ำสีเงินบนแผนที่แล้วเหลือเพียงเส้นทึบสองสายแบบทั่วไป
ผมชำเลืองมองชายชุดยาวสีเทาด้านตรงข้ามด้วยหางตาเป็นไปตามคาด สีเงินวาวบนเล็บเขาหายไปแล้ว สีเล็บเหมือนคนธรรมดา
“แผนที่ดี ภูเขาแม่น้ำดี ทัศนียภาพดี”ผมพูด
“ใช่ ดี ดี ดี” ชายชุดยาวสีเทาตอบ“อีกทั้งเธอยังกล้าหาญดี โชคดี สติปัญญาก็ดี”
ผมใช้คำว่า “ดี” สามคำเพื่อพูดชมเขาเขาตอบกลับด้วยคำว่า “ดี” หกคำพอที่จะทำให้เห็นว่าเขาตื่นเต้นดีใจมากที่ผมหลุดออกมาได้เอง