หนี่ เหยาที่ได้ยิน ชิว เหวินเจี้ยนพูดเช่นนั้นก็ตกตะลึงไม่น้อย เขาได้แต่มองชายหนุ่มพลางครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่ตนรับรู้มา
“เหมือนกับข้าและดาบของข้ายังไม่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น” หนี่ เหยาบอกกับชายตรงหน้า เขาลุกขึ้นจากเตียงแม้จะยังรู้สึกเจ็บไปทั่วร่างแต่ตนก็ไม่อยากอยู่นิ่งเฉยเช่นนี้อีกแล้ว
“เจ้าพูดถึงอาวุธของเจ้าน่ะหรือ” ชิว เหวินเจี้ยนเลิกคิ้วถาม ชายหนุ่มไพล่มือไปด้านหลัง ไม่ได้ขยับออกห่างจากประตูเท่าใดนักในขณะรอดูว่าชายผู้บาดเจ็บนี้จะทำอย่างไรต่อ
“ใช่” เขาตอบกลับไป “ดาบของข้าอยู่ที่ใด”
ชิว เหวินเจี้ยนเผยรอยยิ้ม หลังจากที่หนี่ เหยาหมดสติไป ชิว เหวินเจี้ยนที่ดูเหมือนเป็นมนุษย์ธรรมดาต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั้นก็ได้นำดาบของหนี่ เหยาไปเก็บรักษาไว้ในชั้นลึกสุดของปราสาทด้วยตนเอง พลังที่เอ่อล้นออกมาจากมันถูกซ่อนไว้ในที่ลึกสุดที่ไม่มีใครสามารถสัมผัสถึงมันได้
“ข้านำไปเก็บไว้ในส่วนลึกสุดของปราสาท จะไม่มีผู้ใดเข้าไปยุ่งย่ามกับอาวุธของเจ้าได้”
หนี่ เหยาพยักหน้ารับ กล่าวขอบคุณชายผู้ช่วยชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อชิว เหวินเจี้ยนเล่าให้ฟังถึงตำนานเทพมาร หนี่ เหยาก็คิดทบทวนไปมา พลังที่มากมายขนาดนั้นแค่เพียงแตะสัมผัสก็ก่อทำให้เจ้าตัวแทบแหลกสลาย พลังอันตรายและทรงพาลานุภาพเช่นนี้จะเป็นอย่างไรอื่นไปได้อีกเล่า
“อาวุธนั่นท่านอย่าบอกนะว่า-”
ชิว เหวินเจี้ยนหัวเราะร่า “เจ้านี่คิดได้ช้าเสียจริง เพียงแค่สัมผัสครั้งแรกเจ้ายังไม่รู้อีกหรือ?”
หนี่ เหยาส่ายหัวปฏิเสธ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากชายตรงหน้า ชิว เหวินเจี้ยนกอดอกพิงกับประตูบานใหญ่ซึ่งหรูหราสมกับฐานะของเจ้าของปราสาท
“มันเป็นดาบที่ผนึกเทพมารไว้เช่นนั้นหรือ”
ชิว เหวินเจี้ยนพยักหน้ารับเชื่องช้า เขาไม่มีทีท่าตกใจหรือประหลาดดังเช่นหนี่ เหยา ชายตัวเล็กกว่าอ้าปากค้าง เพิ่งได้รู้วันนี้เองว่าอาวุธที่ตนได้สัมผัสถือครองนั้นเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น จริงอยู่ที่ว่าจิตของเขาแทบแตกสลายในทีแรกที่ได้พบกับมัน หากแต่ตนไม่รับรู้ถึงเรื่องเทพมารมาก่อนราวกับเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นนานแสนนานแล้ว
เหตุใดเล่า? มนุษย์เช่นชิว เหวินเจี้ยน จึงรู้ได้
“ท่าน...” หนี่ เหยาเอ่ยเสียงแผ่ว แม้จะมิสามารถสัมผัสกับพลังมหาศาลเช่นที่เจอกับกลุ่มโจรหรือใครในดินแดนแห่งนี้ แต่ตนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกรงกลัวชายตรงหน้า ราวกับว่ามีรังสีหรือพลังงานอะไรที่ทำให้เขารู้สึกได้ “ท่านไม่เคยแตะดาบเล่มนั้นเสียด้วยซ้ำไป เหตุใดกันเล่า”
ชิว เหวินเจี้ยนกรอกตา เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนหรือให้ผู้ใดมาวุ่นวายกับอดีตของเขานัก ชายหนุ่มกล่าวเรียบๆ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยแตะดาบเล่มนั้นเสียหน่อย”
“...” หนี่ เหยานิ่ง จนสุดท้ายอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดีก็รุกรานร่างกายของเขาอีกครั้ง เจ้าตัวกุมท้องก่อนจะถอยกลับไปนั่งที่เตียงโดยดี เห็นทีว่าตนจะยังไม่พร้อมที่จะไปจัดการกับใครในตอนนี้ อย่าว่าแต่จัดการเลย แค่เดินลงบันไดมิให้ล้มพับไปจะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
“ข้าเป็นคนนำไปเก็บเองเจ้าคนเขลา ข้าเคยจับมันแล้วครั้งหนึ่ง”
“เหตุใดท่านจึงไม่มีอาการเช่นข้า ท่านไม่รู้สึกถึงพลังงานที่เอ่อล้นและความรู้สึกราวกับจะแตกสลายนั่นเลยหรือ” หนี่ เหยาขมวดคิ้วใส่ เมื่อเสียงของเขาเริ่มดังขึ้นตามอารมณ์ ชิว เหวินเจี้ยนก็มองมาด้วยสายตาคมกริบ และเป็นผล หนี่ เหยา สงบปากสงบคำทันที
“ข้าไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้น”
หนี่ เหยาตกตะลึงกับคำตอบที่ได้รับ เหตุใดมนุษย์เช่นชิว เหวินเจี้ยนจึงดูไม่รู้ร้อนเลยสักนิด คนที่จับดาบของจอมโจรด้วยมือเปล่าคนนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เลยหรือ
“ข้าอยากควบคุมดาบเล่มนั้น”
ชิว เหวินเจี้ยนปรายตามอง “ดาบที่ผนึกเทพมารน่ะหรือ คิดว่าเจ้าคู่ควรแล้วหรือไร อยู่กับมันมาเสียตั้งนานหากแต่ไม่รู้เรื่องราวของมันแม้เพียงนิด”
หนี่ เหยาเม้มปาก เขาทิ้งร่างของตนเองลงไปกับเตียงอย่างเหนื่อยล้า เจ็บใจยิ่งที่ได้ยินแบบนั้น หากแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น
“ข้าอยากจะกลับไปจัดการจอมโจรนั่น” หนี่ เหยากำหมัด มองบาดแผลตามร่างกายตนอย่างเจ็บแค้น “ท่านก็เห็นแล้ว หัวหน้าของมันมีดาบเล่มใหญ่ที่ทรงพลัง ด้วยกำลังของข้าเพียงอย่างเดียวข้า เกรงว่า...”
“เกรงว่าจะสู้มันไม่ได้งั้นหรือ” ชิว เหวินเจี้ยนมองอย่างรู้ทัน เขาคลายมือที่กอดอกอยู่และสาวเท้าเข้ามาหาชายที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียง พ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับเขาที่ไม่รู้กำลังของตนเสียเลย “เจ้าควรจะพักรักษาตัวให้ดีเสียก่อน สภาพเช่นนี้จะใช้ดาบนั่นได้หรือ”
หนี่ เหยามองร่างของตนอย่างสมเพช “ข้าอยากหายในเร็ววัน ข้าจะใช้ดาบเล่มนั้นไปฆ่าพวกมันเสียให้สิ้น”
ชิว เหวินเจี้ยนยกยิ้มอย่างถูกใจ เขารู้สึกได้ถึงแรงปรารถนาอันแรงกล้าจากอีกฝ่าย หากเป็นเช่นนี้แล้วมันค่อยคุ้มค่าเสียหน่อยที่ตนจะยื่นมือช่วยเหลือคนตรงหน้า แม้ชิว เหวินเจี้ยนเองจะยังมิแน่ใจว่าหนี่ เหยาจะสามารถเอาชนะเทพมารและกำราบให้มาเป็นกำลังให้กับเขาได้หรือไม่ก็ตามที
“งั้นเจ้าก็จงรักษาตัว”
“แต่เวลามีไม่มาก” หนี่ เหยารั้งฝีเท้าชายตรงหน้าที่กำลังจะเดินจากไป “พวกมันจะไม่เหิมเกริมทำลายเมืองเสียสิ้นก่อนที่ข้าจะได้พลังของดาบอย่างนั้นหรือ”
ชายที่ช่วยเหลือเขาเอาไว้หันมา แสงสะท้อนจากภายนอกฉายทับพาดเป็นเงา แม้จะอยู่ไกลจากระยะสายตาหากแต่ว่าหนี่ เหยาสามารถเห็นรอยยิ้มจากใบหน้าคมคายนั้นได้ รอยยิ้มมุมปากที่ดูมั่นอกมั่นใจกับดวงตาที่แข็งกล้ากว่าผู้ใดที่เขาเคยพานพบ
“หากมีข้าอยู่ เพียงวันเดียวเจ้าก็จักได้ครอบครองดาบเล่มนั้นสมใจ”
ปึง…
ประตูบานใหญ่ถูกปิดลงหลังจากนั้น ชิว เหวินเจี้ยนมองหญิงสาวที่ยังคงอยู่หน้าห้องแม้จะทำทีเดินออกไปแต่ทีแรกแล้ว เธอยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อรู้สึกถึงเสียงประตูที่ปิดลง ดวงตาแสนงามของเธอก็ปราดมองชิว เหวินเจี้ยน
“เจ้ายืนฟัง”
หญิงสาวยักไหล่ เดินนำชายหนุ่มลงบันไดไปก่อนโดยไม่คิดจะรอ “ข้ายืนอยู่ตรงนี้แต่แรก ไม่เห็นมีเหตุอันใดที่ข้าจะไม่มีสิทธิรับรู้เรื่องของตำนานเทพมารมิใช่หรือ”
ชิว เหวินเจี้ยนเดินตามอีกฝ่ายไป มิได้โกรธหรืออะไร เสียอย่างไรทุกคนคงได้รับรู้ถึงพลังของมันหลังจากที่ หนี่ เหยาแข็งแกร่งพอจะถือครองดาบเล่มนั้นอยู่แล้ว ถึงแม้ซูหยางจะรู้ไปเธอก็มิอาจขัดขวางสิ่งที่เขาคิดจะทำได้หรอก
ไม่มีใครแข็งแกร่งพอจะขวางชิว เหวินเจี้ยนได้สักคน
“ท่านก็น่าจะรู้ อีกหลายวันนักหนี่ เหยาจึงจะมีพละกำลังเช่นเดิม” ซูหยางหยุดฝีเท้าลงในที่สุดเพียงแต่ไม่ได้หันหน้ามาเผชิญกับชิว เหวินเจี้ยน
“ข้าแค่ต้องรีบเร่งรักษาเขาเท่านั้น”
ซูหยางเคารพและให้เกียรติชิว เหวินเจี้ยนมากนัก เขาถือเป็นผู้มีพระคุณสำหรับนาง นางมิเคยเห็นผู้ใดกล้าแกร่งเช่นเขา หากแต่เมื่อรู้ว่าชิว เหวินเจี้ยนจะให้หนี่ เหยาลงมือครองดาบเล่มนั้นด้วยตนเอง เธอก็อดหนักใจไม่ได้
“ท่านพูดเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายสำหรับท่านเสมอ”
ชิว เหวินเจี้ยนเดินนำนางไป หยุดอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวเผ่ามารและจ้องไปในดวงตาของเธอ ใบหน้าของเขามิมีแววลังเลอยู่แม้แต่น้อย เธอรีบก้มหัวให้ รู้สึกผิดที่ต่อปากต่อคำกับคนมีพระคุณของเธอ หญิงสาวเบือนหน้าไม่อยากสบตาดุดันนั่น
“เชื่อใจข้า” ชิว เหวินเจี้ยนยิ้ม ถือดีจับคางของนางให้กลับมามองตนอีกครั้ง “ในอีกไม่กี่วันเจ้าจะเห็นหนี่ เหยาถือดาบเล่มนั้นราวกับเป็นเพียงของชิ้นหนึ่ง”
ซูหยางขยับถอยห่าง ชิว เหวินเจี้ยนละมือจากนางพลางเว้นระยะเช่นกัน
“ข้าจะเชื่อใจท่าน”