ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 160 วางค่ายกลยันต์

      “แย่แล้ว รีบหนีเร็ว!”

          ทันใดนั้นเอง ตู้เซ่าฝู่ก็สีหน้าเปลี่ยนเขารีบดึงไต้ซิงอวี่กับโอวหยังส่วงกระโดดลงมาจากยอดต้นไม้สูง

      “ตึงโครม!”

          ขณะที่ทั้งสามคนกระโดดลงมา จุดที่ทั้งสามคนยืนหลบอยู่เมื่อสักครู่ก็มีลำแสงอักษรยันต์ที่น่าหวาดผวาผ่าโครมลงมาพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งชนอย่างแรง ต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้าหักครึ่งลำท่อนต้นไม้ที่หนาหักลงมากระแทกพื้น มีเสียง ‘ตึงโครม’ ดังขึ้นมาพร้อมกับคลื่นพลังพุ่งกระจาย

      “ตึงๆ!”

          ตู้เซ่าฝู่และอีกสองคนกระโดดลงมาสู่พื้นอย่างรีบร้อนทำให้โซเซเล็กน้อยอีกนิดเดียวไต้ซิงอวี่เกือบจะล้มคะมำยังดีที่ตู้เซ่าฝู่คว้าไว้ทัน

      “ข้าก็ว่าอยู่แล้วเหมือนมีลมปราณอะไรบางอย่างไม่ปกติคิดไม่ถึงว่ามีพวกเด็กแสบซ่อนตัวอยู่เสียดิบดี หลงคิดไปสิว่าผู้อาวุโสจะถูกพวกเจ้าหลอกไปได้กัน”

          หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่และอีกสองคนเหยียบพื้นร่างเงาจำนวนมากก็ลอยลงมาจากฟ้า พวกเขามีด้วยกันทั้งหมดสี่คน และทั้งสี่คนก็เป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณมีชายวัยกลางคนชุดเพ้ายาวสีดำคนหนึ่ง ส่วนสูงเตี้ยมากๆ สูงไม่ถึงครึ่งจั้ง ทว่าแววตาของเขาเป็นประกายมากในความมืดทำให้ดวงตาดูดุดันมากจนน่าหวาดกลัว

      ดูจากคลื่นลมปราณในตัวของทั้งสี่คนน่าจะเป็นคนของสำนักมืดมิดที่เพิ่งผ่านไป

      “น่าจะเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานสองคนขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับหนึ่งคน และนักเวทยันต์สี่ดาวขั้นสร้างรากฐานพวกเราเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว”

          ตู้เซ่าฝู่สีหน้าเคร่งเครียด ชายตัวเตี้ยชุดเพ้ายาวสีดำในบรรดาสี่คนนั้นมีปราณที่แข็งแกร่งพอๆ กับนักเวทยันต์ของจังหวัดหลิวอวิ๋นที่เจอที่เมืองสือเฉิงคนนั้นนักเวทยันต์สี่ดาวขั้นสร้างรากฐาน,ต่อกรด้วยยากมากแถมยังมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณอีกสามคนที่กำลังจ้องมองอย่างดุร้ายเสมือนแววตาของเสือ

      ตู้เซ่าฝู่แอบคาดเดาอยู่ในใจคิดว่าคนที่ค้นพบการซ่อนตัวอยู่ของพวกเขาสามคนได้ต้องเป็นนักเวทยันต์คนนี้แน่นอนเพราะพลังจิตของนักเวทยันต์แข็งแกร่งมาก

          “สมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นอยู่ในมือของสาวน้อยตัวเล็กคนนั้น!”

          เมื่อทั้งสี่คนลงมายืนอยู่บนพื้นก็กวาดสายตามองสำรวจพวกตู้เซ่าฝู่ทั้งสามคนจากนั้นก็จ้องมองนกน้อยสีมรกตที่ไต้ซิงอวี่กอดไว้อยู่ในอ้อมอกอย่างระมัดระวังลมปราณอันน่ากลัวและแววตาแสนดุร้ายที่จ้องมาทำให้นกน้อยสีมรกตกลัวมากจนพิงไต้ซิงอวี่แนบชิดมากขึ้น

          “พวกเราหลายคนตายไปแล้วและเจ้าพวกเด็กแสบพวกนี้เองก็ดูไม่ธรรมดา อย่าประมาทเด็ดขาด แย่งชิงสมบัติกลับมาเริ่มลงมือได้!”

          ทั้งสี่คนไม่รีรอ รีบกระโจนหาพวกตู้เซ่าฝู่ทั้งสามคนพลังลมปราณของทั้งสี่ระเบิดออกมา พวกเขาไม่ประมาทในการลงมือกันเลยสักนิดปล่อยพลังออกมาอย่างท่วมท้น พลังลมรุนแรงราวกับพายุปกคลุมไปบริเวณจนถึงบนฟ้า

      “ทุ่มสุดตัว!”

          โอวหยังส่วงสีหน้าเคร่งเครียดมาก ถูกกลุ่มผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณรุมโจมตีผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นนางไม่กล้าจินตนาการไว้เลย

      ทันใดนั้นเอง ตู้เซ่าฝู่กระโจนออกไปยืนด้านหน้าจู่ ๆ สีหน้าก็ซีดเผือดมาก

          ทันใดนั้นเองรอบๆ ตัวตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มมีอักษรยันต์พรั่งพรูออกมาทั้งสองมือเริ่มมีธงค่ายรวบรวมขึ้นมาทีละเสาจนครบสิบเสา ธงค่ายทุกผืนต่างมีคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา

      “ค่ายกลวายุระเบิดปราณ!”

          ตู้เซ่าฝู่โบกสะบัดแขนด้วยความเร็วสูงส่งธงค่ายทั้งสามเสาพุ่งลอยไปในอากาศล้อมรอบยอดฝีมือสำนักมืดมิดทั้งสี่คนด้วยความเร็วปานสายฟ้า

          “ค่ายกลยันต์สามดาวขั้นสัมผัสพลังลี้ลับระวัง เด็กหนุ่มคนนั้นคือนักเวทค่ายกลยันต์”

          นักเวทยันต์ชุดเพ้ายาวสีดำตัวเตี้ยคนนี้ตกใจเมื่อเห็นรีบตะโกนเตือนพรรคพวกอีกสามคนที่อยู่ข้างๆ ทันที

      “ตึงโครม!”

          เมื่อธงค่ายสิบเสาหายไปในอากาศทันใดนั้นอากาศบริเวณรอบๆ ก็เกิดคลื่นลมซัดกระหน่ำและร้องโครมครามเสียงดังเศษทรายเศษหินปลิวว่อน อักษรยันต์ไหลเวียนทั่วท้องฟ้า จากนั้นก็มีค่ายกลยันต์ที่น่ากลัวที่สุดยอดปรากฏออกมา

      ค่ายกลวายุระเบิดปราณถือว่าเป็นค่ายกลยันต์ขั้นสามดาวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับตู้เซ่าฝู่เรียนมาจากเจินชิงฉุนก่อนหน้า และนี่ก็คือการแสดงพลังค่ายกลวายุระเบิดปราณของตู้เซ่าฝู่เป็นครั้งแรก

      แน่นอนว่าตอนที่ตู้เซ่าฝู่อยู่ในค่ายกลวายุระเบิดปราณของเจินชิงฉุนเขาเคยทรมานอยู่ในนั้นมาไม่น้อย

      ขณะนี้ตู้เซ่าฝู่ทำได้เพียงลองพนันกับมันดูไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสหนีได้เลย

      การวางค่ายกลยันต์สามดาวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับสำหรับทางสายอาชีพนักเวทยันต์ของตู้เซ่าฝู่ถือว่าเขาทุ่มสุดแรงแล้ว

      ทว่าหากมีคนรู้ว่าที่จริงแล้วตู้เซ่าฝู่เป็นเพียงนักเวทยันต์สามดาวในระดับขั้นสร้างรากฐานทว่าสามารถวางค่ายกลยันต์ในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับได้ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรคงจะตะลึงจนตาค้าง

      โดยทั่วไปแล้ว นักเวทค่ายกลสามดาวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับสามารถวางค่ายกลยันต์สามดาวในระดับขั้นสร้างรากฐานได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้วหากสามารถสร้างค่ายกลยันต์ที่เท่ากับระดับเวทของตัวเองก็ถือว่าสุดยอดแล้ว

      ทว่าตู้เซ่าฝู่ที่เป็นนักเวทยันต์สามดาวในระดับขั้นสร้างรากฐานกลับสามารถวางค่ายกลยันต์สามดาวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับได้ ถือว่าเป็นนักเวทค่ายกลที่มีระดับทักษะอันน่าสะพรึงกลัวมากจริงๆ

          ค่ายกลยันต์ที่เกิดขึ้นมีอานุภาพน่าหวาดผวาทำให้เกิดลมพัดไปทั่ว ฝุ่นหินดินทรายถูกพัดปลิวว่อนชั้นบรรยากาศบริเวณหนึ่งถูกห้อมล้อมไว้ อานุภาพของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน

          ภายในบริเวณพื้นที่ของค่ายกลยันต์สภาพอากาศแย่และเกิดความวุ่นวายภายในนั้น พลังงานอันดุดันระเบิดออกมา เกิดเสียงร้องโครมๆอยู่เรื่อยๆ ต้นไม้พุ่มไม้ทั้งหลายถูกพลังซัดใส่จนหักเป็นท่อนๆลมแรงถึงขนาดต้นไม้ใหญ่เอนจนเกือบหัก ลมซัดโชยพัดจนถอนรากต้นไม้ออกมาได้!

      “ค่ายกลยันต์ นี่คือค่ายกลยันต์คิดไม่ถึงว่าเจ้าคือนักเวทยันต์ที่เป็นนักเวทค่ายกล!”

          โอวหยังส่วงตะลึง ดวงตากลมโตสุกใสของนางมองตาไม่กะพริบนางไม่เคยรู้มาก่อนว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นนักเวทยันต์ แถมยังเป็นนักเวทยันต์ที่เป็นนักเวทค่ายกลที่เป็นสายที่น่ากลัวที่สุด

          คนที่ฝึกเป็นทั้งนักเวทยันต์และผู้ฝึกฌานไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอวหยังส่วงรู้ว่าสำนักยุทธสวรรค์เองก็มีคนเช่นนี้อยู่

      ทว่าขนาดฝึกทั้งเวทฝึกทั้งฌานยังมีพลังที่น่ากลัวได้ขนาดนี้หากได้เล่าเรียนศึกษาในสำนักยุทธสวรรค์คงกระตุ้นพรสวรรค์ให้น่าหวาดกลัวยิ่งขึ้นไปอีกเป็นคนที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ที่หายากมากจริงๆ!

          “รีบไป ค่ายกลยันต์ของข้ารั้งพวกเขาไว้และยื้อเวลาได้ไม่นาน!”

          ตู้เซ่าฝู่กล่าวเบาๆ ดึงมือไต้ซิงอวี่รีบวิ่งไปทางป่าลึกอย่างรีบร้อน

      ค่ายกลยันต์สามดาวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับตู้เซ่าฝู่รู้ว่าดูจากพละกำลังและฌานของคนสำนักมืดมิดทั้งสี่คนสามารถทำลายได้ หากนักเวทยันต์สี่ดาวในระดับขั้นสร้างรากฐานคนนั้นเป็นนักเวทค่ายกลอีกด้วยละก็เกรงว่าน่าจะทำลายค่ายกลได้ไม่นาน

      โอวหยังส่วงได้สติกลับมาส่งพลังปราณไปที่เท้าและพุ่งไปทางที่ตู้เซ่าฝู่วิ่งเข้าป่าลึกตามไปอย่างรวดเร็ว

      “ค่ายกลยันต์สามดาวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับทุกคนออกแรงให้เต็มที่ก็ทำลายได้แล้ว!”

      “ร่วมมือกันทำลายค่ายกล!” ……

          ภายในค่ายกลยันต์มีเสียงร้องดังขึ้นมาเรื่อยๆ จากนั้นก็มีพลังงานน่าสยดสยองของคนเหล่านั้นแผ่ออกมา

      “ตึงโครม!”

          ค่ายกลยันต์เขย่าสั่นอย่างรุนแรงในที่สุดยอดฝีมือของสำนักมืดมิดทั้งสี่คนก็โจมตีจนค่ายกลยันต์นี้แตกสลายไปได้

      “ซูมๆ ๆ!”

          พลังงานระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งจนเกิดคลื่นพัดไปถึงบนท้องฟ้าอักษรยันต์แตกสลาย ทำให้บริเวณรอบๆ สั่นไหวอย่างรุนแรงต้นไม้จำนวนมากหักล้มครืนลงมา!

          ค่ายกลยันต์แตกสลาย คนของสำนักมืดมิดทั้งสี่คนกวาดสายตาดูบริเวณรอบๆที่ขณะนี้สภาพเละเทะเต็มไปด้วยซากต้นไม้ล้มหักหินแตกกระจายจำนวนมาก ……

          คลื่นพลังที่ระเบิดออกมาเมื่อสักครู่ซัดจนทำให้พื้นที่ตรงนี้พังเละจนดูไม่ได้ขณะนี้ยากที่จะสะกดรอยตามตู้เซ่าฝู่ทั้งสามคนนั้นแล้ว

          “พละกำลังของเจ้าพวกเด็กแสบก็แค่นี้เองมีแต่อสูรตัวนั้นที่ร้ายกาจ ทว่าอสูรตัวนั้นถูกผู้อาวุโสไล่ตามไปแล้ว พวกเราแยกกันไล่ตามหาเจ้าเด็กแสบสามคนนั้นกับสมบัติชิ้นนั้นก็พอ”

          นักเวทยันต์ชุดเพ้ายาวสีดำตัวเตี้ยทำหน้าเซ็งๆเขาหันไปบอกกับอีกสามคนที่อยู่ข้างๆ ดูจากท่าทางแล้วเขามีตำแหน่งที่สูงกว่าผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับเสียอีก

      “ซู่ๆ!”

          ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณพยักหน้าจากนั้นทั้งสามคนก็พุ่งกระจายไปคนละทิศแยกย้ายกันค้นหา

      ภายในป่าทึบมืดมึบอัดแสงมีเพียงแสงบางๆ จากดวงจันทร์ลอดผ่านมา ในป่ามีพุ่มไม้ที่ขึ้นดกขนาดสูงกว่าผู้ใหญ่คนหนึ่งอีกจำนวนมาก                                                                                                                                                                                                         พวกตู้เซ่าฝู่ทั้งสามคนรีบเร่งฝีเท้าหนีอย่างไวขณะนี้พวกเรากำลังหนีเอาชีวิตรอด ทว่าเพราะต้องดึงไต้ซิงอวี่ไว้ ทำให้ความเร็วของตู้เซ่าฝู่ช้าลงมาก

      “พี่เซ่าฝู่ พี่ส่วง ขอโทษเพราะข้าไร้ประโยชน์เป็นตัวถ่วงให้กับพี่ๆ ไม่อย่างนั้นพี่พาเสี่ยวชิงชิงรีบหนีไปเถิดไม่ต้องสนข้าแล้ว”

          ไต้ซิงอวี่รู้ว่าตัวเองมีผลทำให้ความเร็วในการหนีช้าลงนางพยายามวิ่งแทรกใช้มือแหวกพุ่มไม้ไปด้วย พูดกับตู้เซ่าฝู่และโอวหยังส่วงไปด้วย

          “เด็กโง่เจ้าคิดอะไรของเจ้ามาขี่หลังข้ามา” ตู้เซ่าฝู่กล่าวเบาๆ จากนั้นก็แบกไต้ซิงอวี่ไว้บนหลังทำแบบนี้ความเร็วจะเร็วกว่า

      “ฮึกๆ……”

          ไต้ซิงอวี่หมอบซบหลังของตู้เซ่าฝู่ จู่ๆก็มีเสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้นมา

          “ซิงอวี่ เจ้าเป็นอะไร หรือว่าเมื่อกี้ล้มบาดเจ็บหรือ?” ตู้เซ่าฝู่วิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไปด้วย พูดคุยกับไต้ซิงอวี่ไปด้วย

          ไต้ซิงอวี่ทนไม่ไหวร้องไห้ออกมาพูดอย่างสะอึกสะอื้น “ไม่ใช่ ข้าคิดถึงท่านพ่อของข้าตั้งแต่ที่ท่านพ่อท่านแม่จากไป นอกจากน้าเล็กแล้ว ก็มีแค่พี่เซ่าฝู่นี่แหละที่ดีกับข้ามากๆเหมือนกับน้าเล็ก”

          “วางใจเถิดต่อจากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น”

          ตู้เซ่าฝู่ส่งพลังปราณไปที่ฝ่าเท้าเร่งความเร็วเมื่อได้ยินคำพูดของไต้ซิงอวี่ในสมองของเขาก็เริ่มวาดภาพคิดถึงน้องสาวที่ยังไม่เคยพบไม่รู้ว่านางจะคิดถึงเขากับบิดาติดสุราที่ยังไม่เคยพบบ้างหรือไหมตอนนี้นางจะอยู่แห่งหนใด มีชีวิตอย่างไร เคยต้องประสบอันตรายบ้างหรือไม่…………

          เวลาค่อยๆ ผ่านไปการวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งคืนทำให้ทั้งสามเริ่มหลงทิศทางอยู่กลางป่าทึบอันกว้างขวางเสมือนไร้ขอบเขตจากนั้นท้องฟ้าก็เริ่มค่อยๆ สว่างขึ้น

      “เจ้าเด็กแสบพวกนั้นวิ่งหนีกันเร็วจริงๆ ทว่าหนีไม่พ้นหรอก!”

          มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาทำให้ทั้งสามที่กำลังหนีอย่างเอาเป็นเอาตายตกใจสะดุ้งมีลมกระโชกแรงพัดมาจากด้านหลังทั้งสามคน ลมปราณคุกรุ่นยิ่งขึ้นและใกล้ขึ้นจากนั้นหลังจากที่เสียงนั้นพูดจบ ก็มีพลังงานสีดำพุ่งแวบเข้ามาใส่จากฟ้ากลิ่นอายความมืดมิดน่ากลัวแผ่ซ่าน พลังอาฆาตท่วมท้น จนน่าหวาดผวา

      โอวหยังส่วงชะงักรีบหมุนตัวไปรับพลังโจมตี มีพลังปราณโถมกระหน่ำออกมาจากภายในร่างมือเรียวงามกวาดไปมารวบรวมพลัง จากนั้นก็มีเงากระบี่พลังงานหล่อหลอมขึ้นมานางใช้พลังกระบี่นี้พร้อมกับพลังอักษรยันต์ที่ท่วมท้นมารับการโจมตี

      “ซูมๆ ๆ!”

           ทั้งสองปะทะกัน เงากระบี่ยาวพลังงานของโอวหยังส่วงที่เพิ่งหลอมขึ้นมาถูกทำลายพลังงานสีดำยังคงไม่หยุด และพุ่งเข้ามากระแทกใส่ร่างของโอวหยังส่วงจนกระเด็นลอยไปไกล

      “ตึงๆ!”

      ร่างของโอวหยังส่วงกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ร่างถึงจะหยุดลอยมีโลหิตสีแดงฉานไหลออกมาหยดเปรอะเสื้อตรงบริเวณเนินหน้าอกใบหน้าอันงดงามของนางแต้มด้วยกลิ่นคาวเลือด