***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]
"และนั่นคือเรื่องเล่าของดินแดนทะเลสาปไข่มุขที่ปู่ได้ทิ้งเอาไว้ให้นะ"
"ปู่? นี่แกมีปู่ด้วยเรอะ? "
"ก็ต้องมีอยู่แล้วสิฟะ! เห็นพ่อตรูเป็นเด็กถูกเก็บมาเลี้ยงหรือยังไง? --- พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว… เรื่องเกี่ยวกับตระกูลมันออกจะซับซ้อนหน่อย อยากฟังไหมละซุนไกท์? "
"เอาสิ! "
"รู้แล้วเหยียบเอาไว้นะ เพราะเรื่องนี้ไม่มีคนทราบเลยสักคน นอกจากตระกูลผมกับผู้อาวุโสโกลเด็นเท่านั้น”
“เลิกพิรีพิไร เริ่มเล่ามาได้แล้ว! ”
“ [แอมเบอร์] ผู้กล้าเผ่าสิงโตรุ่นที่ 110 คือปู่ ท่านเสียชีวิตก่อนที่ผมจะลืมตาดูโลกนะ ส่วนคุณพ่อ [ไพไรต์] คือผู้กล้ารุ่นที่ 111 โดยมีผู้อาวุโสโกลเด็น ผู้กล้าสิงโตรุ่นที่ 109 เป็นอาจารย์ของปู่กับพ่ออีกที"
“ตกลงคุณปู่โกลเด็นเป็นทวดของแก? หรือว่าญาติลับ ๆ? ”
“เปล่า ไม่ใช่หรอก แกไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดกันเลยสักนิด เป็นแค่อาจารย์ของปู่กับพ่อเท่านั้นเอง”
“ไม่เห็นสนุกเลย นึกว่าจะซับซ้อนมากกว่านี้ซักอีก”
“มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก… แกรู้เรื่องที่ชนเผ่าสิงโตถูกสั่งยกเลิกธรรมเนียมหนึ่งชายหลายหญิงโดยผู้อาวุโสโกลเด็นอยู่ใช่หรือเปล่า? ”
“เคยได้ยินมาบ้าง ทำไมนะหรือ? ”
“สาเหตุที่ถูกสั่งห้าม มันเกิดจากพ่อกับปู่ตรูนี่แหละ ปู่นะมีภรรยาเกือบยี่สิบคน ส่วนพ่อ... ด้วยนิสัยประเภทเห็นผู้หญิงร้องไห้แล้วทนไม่ได้ จะต้องเข้าไปช่วยทุกครั้ง เลยทำให้มีภรรยามากถึงสามสิบคนนะ”
“...”
“แล้วทีนี้ ประเด็นคือพอมีภรรยาหลายคน ปู่แกดันทะลึ่งมอบความรักให้ทุกคนไม่ได้ แล้วมีลูกออกมาแค่ [ไพไรต์] หรือก็คือพ่อตรูคนเดียวนี่ละ เลยทำให้พวกภรรยาของแกที่เหลือหึงหวงขั้นรุนแรง จนเอามีดมาแทงกันยับตายคาบ้านกันทุกคน ตายพร้อมกับปู่เลยนี่ละ”
“…ฮืมมมมม!? ”
“ส่วนพ่อของตรูเองก็ไม่ต่างกัน เพราะดันทะลึ่งคลอดผมออกมาเป็นคนแรก ภรรยาที่เหลือเลยโกรธจัด คิดว่าตัวเองถูกทิ้งไปแล้ว และหวังจะมาลอบฆ่าแม่กับตรูตอนที่ยังไม่รู้ความ แต่ผิดคาด ที่แม่ตรูนะโหดสุด ๆ ผิดกับสภาพร่างกายที่เจ็บไข้อ่อนแอ เลยกลายเป็นพวกนั้นโดนสวนกลับฆ่าทิ้งแทน ก่อนจะไปตายจริง ๆ หลังจากนั้นในอีกไม่กี่ปีต่อมาตามสภาพร่างกายนะ”
“... ฮืมมมมมมมมมมมม!?! ”
“ทีนี้ เพราะเกิดเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ขึ้นมาติดกันถึงสองรุ่น ผู้อาวุธสโกลเด็นเลยสั่งยกเลิกธรรมเนียมบ้า ๆ ของชนเผ่าสิงโตในการถือครองภรรยาหลายคนไปซะ ก่อนที่จะเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นมาในครอบครัวอื่น เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แหละ”
“... ชนเผ่าสิงโตแม่มน่ากลัวชิบหายเลยวะ”
***วันที่ 34 เอนมูว์ทัวร์
ตัวผม เจ้าลิงสมองกล้ามซุนไกท์ เจ้าหมีวานาดิไนต์ โนอาร์เมดแมวน้อยผู้น่ารัก และไพรด์พ่อบ้านสุดเนียบผู้เงียบขรึม
พวกเราทั้งห้าคนกำลังมุ่งหน้าไปที่ดินแดน [ทะเลสาปไข่มุข] ด้วยการบินไปบนท้องฟ้ายามราตรี
ม่านพลังงานลึกลับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กำลังห่อหุ้มร่างกายพวกผมที่สวมชุดรัดรูปประหลาดสีเงิน
เห็นโนอาร์บอกว่ามันคือชุดที่ตอบสนองต่อปรากฏการสนามแม่เหล็ก และจะทำให้เธอสามารถควบคุมการบินของพวกผมได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น
เนื่องจากมันเข้าใจยาก ผมเลยมองให้เป็นหนึ่งในพลังปาฏิหาริย์ เหมือนกับที่มองว่า [วิทยศาสตร์] ของเผ่าอสูรกายคือพลังปาฏิหาริย์เช่นนั้นไปก่อน
“ทางด้านลิลลี่เองก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงสินะ? ”
ผมหันไปมองป่าที่ตั้งอยู่ช่วงแถวใจกลางทวีป ค่อนออกไปทางตะวันออก
เหนือผืนป่าสีดำตรงนั้น กำลังเต็มไปด้วยเสียงร้องสัตว์ร้ายดังโหยหวน
แมกไม้สั่นไหวรุนแรง ฝูงนกบินหนีกระจัดกระจายดั่งมดแตกรัง
ในขณะเดียวกัน ฝุ่นควันที่เกิดจากกองทัพของชนเผ่ามนุษย์สัตว์จากทิศตะวันตก ก็กำลังเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้น
ถ้าเป็นไปตามแผนการ พวกเขาคงจะต้องหยุดเคลื่อนทัพเพื่อรอให้ฝูงสัตว์ร้ายกระจายตัวไปเอง ดีกว่ามาเสียกำลังพลเข้าตีอย่างใช่เหตุ
คิดว่าน่าจะถ่วงเวลาได้ราวหนึ่งถึงสองวันกระมั้ง?
“ขอทบทวนแผนการอีกครั้งนะทุกคน”
“อืม”
ผมหันกลับไปมองพรรคพวกสมองกล้ามอีกสองคนที่บินไล่ตามหลัง โดยมีพ่อบ้านสุดเนียบเป็นคนนำ
แผนการของพวกเรานั้นเรียบง่าย
มุ่งหน้าไปดินแดนทะเลสาปไข่มุข ซึ่งเป็นที่ตั้งหนึ่งใน [เตาสุริยะ] ของระบบ [โนอาร์]
จากที่โนอาร์บอก ทำให้ผมทราบว่าหอคอยโนอาร์ไม่ใช่เป็นที่พำนักของเทพเจ้า
มันเป็นเสาสัญญาณติดอาวุธสำหรับรับส่งข้อมูลเท่านั้น
ถึงเสาหลักจะถูกทำลายไป แต่เส้นสายพลังงาน กับการรับส่งข้อมูลก็ได้กลับมาถูกเชื่อมต่อกันไปแล้ว
ถึงประสิทธิภาพจะแย่กว่า แต่เห็นว่ามันมีระบบส่งถ่ายพลังงานให้แก่กันในรูปแบบของคลื่น ผ่านทางใต้ผิวดินอะไรทำนองนี้เป็นระบบสำรองอยู่
ถ้าจะทำลาย มันต้องทำลายที่ตัว [เตาสุริยะ] โดยตรงเท่านั้น
ซึ่งมันพังยากมาก
พังยากชนิดที่ว่าต่อให้มันทำงานผิดพลาดจนระเบิดตัวเอง มันก็ยังเหลือสภาพโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูตัวเองจนกลับมาใช้งานใหม่ได้อีกครั้ง
แน่นอนว่าไอที่พูดมาทั้งหมดนี้ แทบจะไม่เข้าหัวผมเลยสักนิดว่ามันคือเรื่องบ้าอะไรกันแน่…
“แต่นั่นละ เป้าหมายหลักมีสองอย่าง หนึ่งคือเปิดเตาพลังงานเพื่อเพิ่มพลังให้โนอาร์ มาเป็นหนึ่งในพลังอำนาจต่อรอง กับบุกฐานที่มั่นของกลุ่มกอบกู้ เพื่อช่วยตัวประกันทั้งหมดออกมาซะ”
อีกหนึ่งกุญแจของการบีบให้สงครามครั้งนี้จบลง คือการช่วย [แฟต] บุคคลที่เผ่าอสูรกายแมลงที่ถูกตีตราว่าเป็นว่าที่ราชินีรุ่นต่อไป
ถ้าช่วยออกมาได้สำเร็จ พวกเราจะทำทฤษฏีสมคบคิด สร้างสงครามจอมปลอม แล้วจบลงที่ให้ฝ่ายเผ่ามนุษย์สัตว์ชนะสงครามไปซะ
ปัญหาคือแฟตจะยอมทำตามหรือเปล่า?
แล้วจะทำยังไง ถึงจะปั้นให้แฟตขึ้นมาเป็นราชินีแทนที่คนเก่าในตอนนี้ได้?
เรื่องนั้น… เอาไว้ค่อยคิดหาทางตอนช่วยออกมาได้ก่อนก็แล้วกัน...
“ฟังกี่ทีก็รู้สึกว่าเป็นแผนการที่หยาบชะมัด”
เจ้าหมีประท้วงออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด
ความจริงเจ้าหมอนี่มันอยากไปกับดิวซ์ เพื่อกลับไปเมืองของเผ่าอสูรกาย ไปหาพรุนมากกว่าจะมากับผม
แต่ว่าทางนี้กำลังขาดกำลังคนอยู่นะเฟ้ย
“แล้วมีแผนที่ดีกว่านี้ไหมละ? ”
“ไม่มี…”
ใช่ไหมละ?
แต่เป็นโชคดีในโชคร้าย ที่บังเอิญเป้าหมายทั้งสองอย่างดันอยู่ที่เดียวกัน
ที่รู้ว่าฐานทัพลับของกลุ่มกอบกู้อยู่ในดินแดนทะเลสาปไข่มุข มันเป็นเพราะเจ้าหมาป่าคนนั้นดันหลุดพูดออกมาเองตอนที่มาชวนผมเข้าไปเป็นพวก
ถึงจะไม่รู้ว่าฐานทัพของมันตั้งอยู่ส่วนไหนของดินแดนแถบนั้น แต่ก็พอจะเดาได้ลาง ๆ อยู่บ้าง
ในบันทึกของปู่ เห็นว่ามันมีพื้นที่ปลอดภัยอยู่ที่หนึ่ง
นั่นคือถ้ำลึกลับที่ปู่ไปพบยาของเทพเจ้า
เห็นว่ามันตั้งอยู่ใกล้ปากทางเข้าดินแดนพอดี
แถมหนังสือบันทึกของปู่นั้น ใช่ว่าจะถูกเก็บเอาไว้อ่านแค่ในตระกูลของผมอย่างเดียว
มันถูกนำไปคัดลอกเขียนมือซ้ำ แล้วถูกกระจายวางขายเป็นวงกว้างเลยละ
ดังนั้นจึงไม่แปลก ถ้าพวกกลุ่มผู้กอบกู้จะได้ข้อมูลหลาย ๆ อย่างในการตั้งฐานทัพในที่แห่งนั้น โดยอิงจากข้อมูลของปู่
ถ้าจะตั้งฐานทัพลับ ก็คงมีแต่ต้องไปสร้างอยู่ใน [ถ้ำ] ลึกลับที่ปู่ค้นพบเท่านั้น
"แล้วยัยโทแพซละ? ไม่พูดถึงเลย ไม่อยู่ในแผนการช่วยเหลือของพวกเราหรอกหรือ? "
"... ยัยนั่นแข็งแกร่ง แน่นอนว่าต้องช่วย แต่เป้าหมายต้องมาก่อน เพื่อเผ่าของพวกเรา"
เสียสละความต้องการของตัวเองเพื่อส่วนรวม
นั่นคือสิ่งที่ผมซึ่งเป็นลูกชายของผู้กล้าควรพึงกระทำ
แต่ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น… มันก็รู้สึกเจ็บปวดใจอยู่ดี
ใช่… ผมยอมรับว่าตัดทิ้งเธอไปไม่ได้หรอก
เพราะว่าเธอคือสตรีที่ผมมีความรู้สึกดี ๆ มอบให้
ถึงจะรู้สึกผิดต่อโนอาร์ แต่ผมก็รักยัยนั่นมาเสมอตั้งแต่เด็กแล้ว
แต่จะให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้ภารกิจพังไม่ได้
การช่วยเหลือแฟตจะต้องมาก่อน
"..."
ไม่สิ
เอาเป็นว่าไปถึงรังศัตรูก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีตามสถานการณ์ก็แล้วกัน
"ใกล้ถึงแล้วค่ะท่านไพไรต์~"
เสียงที่แสนหวานประดุจน้ำผึ้งของโนอาร์ได้ดึงสติของผมกลับสู่โลกปัจจุบัน
ดินแดนลี้ลับของทะเลสาปไข่มุขกำลังปรากฏขึ้นตรงหน้า
เสียงของโลหะที่ดังกระทบก้องกังวาล เสาทะเลสาปที่ไหลจากล่างขึ้นบน ณ ใจกลางทวีป รุ้งกินน้ำทรงกลด และแผ่นดินลอยได้ที่ถูกหมอกสีขาวปกคลุม
ทุกอย่างล้วนแต่ตรงตามคำบรรยายในบันทึกที่ปู่เคยทิ้งเอาไว้ให้กับชนเผ่าของพวกเรา
"พื้นที่นี้มีกระแสแม่เหล็กรุนแรงมาก จึงทำให้ควบคุมการบินไม่ได้ ขออนุญาตปิดการทำงานของชุดพวกท่านค่ะ"
"หืม? อืม? จัดการเลยสิ"
ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่โนอาร์พูดซักเท่าไหร แต่คงหมายถึงว่าต้องลงเดินเท้าในหลังจากนี้สินะ?
ว่าแล้วชุดรัดรูปของพวกเราก็เปลี่ยนจากสีเงิน กลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ไป
รู้สึกได้ถึงแรงกระชากรุนแรงเหมือนกับเชือกที่แขวนร่างกายเอาไว้ถูกตัดขาดชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ร่างกายจะกลับมาลอยตัวอ่อน ๆ แล้วร่อนลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างช้า ๆ
พวกเราร่อนลงมาจอดตรงพื้นดินหน้าปากทางเข้าของดินแดนพอดี
"วิ่งไหลย้อนกลับจริง ๆ ด้วย…"
สิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากที่กำลังไหลย้อยกลับสู่ท้องฟ้า
ไม่มีก้นแม่น้ำ ไม่มีบนล่าง มีแต่เพียงสายธารอันรุนแรงที่วิ่งขึ้นข้างบน ประหนึ่งเป็นเสาน้ำพุที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
แต่มันไม่ใช่น้ำพุ เพราะมันไหลขึ้นอย่างไม่มีวันย้อนกลับ เป็นแม่น้ำที่ลากยาวตัดผ่านใจกลางอากาศ เหมือนดั่งแม่น้ำที่ไหลตัดผ่านผืนทวีปแห่งนี้
เคยนึกสงสัยในบันทึกว่าแม่น้ำบ้าอะไร ที่สามารถไหลย้อนกลับขึ้นท้องฟ้าได้
แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ภาพที่น่าอัศจรรย์นี้ มันกำลังทำให้หัวใจรัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
ธรรมชาติมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก!
"ทุกคน พร้อมว่ายน้ำกันหรือยัง! "
"พร้อม! "
นี่คือเส้นทางเดียวที่ใช้เชื่อมสู่ดินแดนลี้ลับลอยฟ้า
ขางบนนี้มีจ้าวเวหา กับไข่มุกยักษ์ที่ร่วงหล่นรอคอยอยู่
ต้องผ่านสองสิ่งนี้ไป เพื่อมุ่งสู่จุดหมายของพวกเรา
ว่าแล้วเลือดในกายเริ่มเดือดพล่านต่อความรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังเร้าอารมณ์อยู่ภายในใจ---
"เดียวฉันพาปีนขึ้นไปให้ค่ะนายท่าน"
"เฮ้ย? "
จู่ ๆ ภาพตรงหน้าของผมก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ด้านบนด้านล่างคือสิ่งใด ไม่อาจรู้แน่ชัดเจนได้
เลือดไหลเวียนกลับหัว ไม่อาจรู้เหนือ มิอาจรู้ใต้
โสตประสาท การรับรู้ทิศทาง ทุกสิ่งล้วนฉับพลันสับสน
"เหวออออ! "
เพราะว่าผม กำลังถูกเมดแมวโนอาร์อุ้มขึ้นหลัง แล้วพาวิ่งไต่แม่น้ำขึ้นมาอยู่…
ถูกพาอุ้มวิ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
วิ่งไต่กระแสน้ำที่คดเคี้ยวตีลังกาอย่างโหดร้ายทารุณ
ตีลังกาสิบตลบ เข้าโค้งหักศอกยี่สิบครั้ง หลบเลี่ยงก้อนไข่มุขยักษ์ที่ร่วงหล่น แล้วกระโจนขึ้นสู่ผิวดินที่ลอยอยู่เหนือขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึก ณ ยามนี้ คือความละอายที่มีต่อบรรพบุรุษ
การไต่แม่น้ำจากล่างขึ้นบนของแผ่นดินลอยฟ้าชั้นแรก มันต้องใช้เวลามากถึงครึ่งวัน
ต้องฝั่นฝ่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกราก อีกทั้งยังต้องคอยระวังภัยไข่มุขยักษ์ที่ร่วงลงมาตามกระแสน้ำ
แม้แต่ปู่ ยังต้องทำเวลามากถึงสี่ชั่วโมงกับการว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นมาจากพื้นข้างล่าง
แต่นี่กลับใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
แถมยังไม่ใช่ด้วยพลังของตัวเองอีกต่างหาก
"เออ ไม่สิ… ใช่แล้ว! จะมาเผลอประมาทไม่ได้! ถ้าตามบันทึกของปู่ หลังจากนี้จะต้องเจอกับเจ้าแห่งเวหา [เอลิโดโค-เอส] ! "
ถึงจะเป็นยามราตรี แต่ยังคงมีแสงจันทร์นวลตาส่องสว่างให้กับแผ่นดิน
แสงสว่างนวลตาจากดาวบริวารทั้งสาม กำลังทำให้ป่าที่เต็มไปด้วยใบไม้กับดอกไม้หลากสีตรงปรากฏเห็นชัดขึ้นตรงหน้า
ซึ่งป่าที่ว่านั้น กำลังเต็มไปด้วยหมอกหนาสีชมพู
นั่นเป็นหลักฐานชั้นดี ว่าพวกจระเข้เวหากำลังเริ่มวางไข่บนร่างของเหยื่อกันอยู่
หลังจากผ่านฝูงจ้าวเวหา สิ่งที่รออยู่คือถ้ำลึกลับ
ที่นั่น น่าจะมีฐานทัพลับของพวกกลุ่มกอบกู้ทวีปสร้างทับเอาไว้อยู่
หลังจากช่วยยัยโทแพซกับพวกแฟตสำเร็จ ก็จะต้องปีนกระแสน้ำของทะเลสาปตรงใจกลางดินแดนเพื่อขึ้นไป ณ ยอดสุดของดินแดนทะเลสาปไข่มุข
ต้องผ่านด่านจ่าฝูงที่มีขนาดตัวถึงห้าสิบเมตรแสนน่ากลัว
ใช่แล้ว ตรงนี้ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ผมหยิบผ้าผืนยาวออกมาจากกระเป๋ากางเกง---
ชิบหาย
โดนชุดรัดรูปสวมทับเอาไว้จนหยิบออกมาไม่ได้…
ไม่สิ เวลาแบบนี้ต้องรู้จักใช้สิ่งของรอบตัวให้เป็นประโยชน์!
ผมรีบฉีกใบพืชสีดำแผ่นใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายรอบตัวขึ้นมากำหนึ่ง
นำมันมากางออก แล้วใช้อีกส่วนม้วนให้เป็นเชือก ก่อนจะร้อยเข้าด้วยกันเอาไว้
เสร็จแล้ว ผ้าสำหรับใช้ปิดจมูกชั่วคราว!
ที่เหลือก็แค่เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอาวุธรับมือกับสัตว์ร้ายเท่านั้น!
"ทุกคน ใช้สิ่งนี้---"
"ถ้ากดตรงนี้ จะมีเส้นทางที่เชื่อมไปถึงห้องโถงใหญ่ปรากฏขึ้นมาค่ะ"
"นี้---นี---นิ---..."
โนอาร์กำลังเดินตรงไปที่ลานหินโล่งแห่งหนึ่ง
ลานหินนั้นมีลักษณะเป็นทรงกลมที่คุ้นตา
ไม่สิ เออ… เอาเป็นว่า มันคงไม่ใช่อย่างคิดหรอกมั้ง?
แต่พริบตาที่โนอาร์ขึ้นไปยืนบนแท่นวงกลม ฉับพลันนั้นก็มีเสียงของสตรีคนหนึ่งกล่าวยินดีต้อนรับดังขึ้น พร้อมกับมีแสงสีแดงสุกสว่างขึ้นมารอบแท่นหิน
อืม เป็นอย่างคิดจริง ๆ ด้วยสินะ…
"ท่านไพไรต์ค่ะ เส้นทางถูกเปิดออกแล้ว รีบมาตรงนี้สิค่ะ~"
โนอาร์พูดด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
หางของเธอส่ายไปมาช้า ๆ อย่างอารมณ์ดี ราวกับลูกแมวที่กำลังรอคำชม
ไม่ต้องฝ่าดงตีนจ้าวเวหา
ไม่ต้องต่อเรือผจญภัยบนทะเลสาปที่เต็มไปด้วยไข่มุขยักษ์กับจระเข้จ้าวเวหา
ไม่จำเป็นต้องท้าสู้กับจ่าฝูงขนาดห้าสิบเมตรที่น่ากลัว
ถ้ารู้ว่ามันจะง่ายขนาดนี้ ตรูมาสองคนกับโนอาร์ก็ได้ละมั้ง?
พอคิดแบบนี้แล้ว…
อ๊า…
เรียนท่านปู่ผู้ล่วงลับ
ดูเหมือนว่าการผจญภัยของท่านปู่ จะกลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระไปเสียแล้วละครับ…
***ในเวลาเดียวกัน
ณ ฐานทัพลับของกลุ่มผู้กอบกู้
"… ที่นี่คือ? "
สตรีเผ่ามนุษย์มดผู้มีผิวกายสีแดงสดราวกับหยาดโลหิตคนหนึ่งกำลังลืมตาตื่นขึ้นมา
ร่างกายของเธอถูกจับมัดขึงเอาไว้บนกำแพง
ถูกพันธนาการด้วยโซ่หนาจนไร้ซึ่งหนทางดิ้นรนหลบหนี
" คุก... ใต้ดินอย่างงั้นหรือ? "
สตรีมนุษย์มดเอยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ตื่นตระหนกเท่าไหรนัก
“ก่อนหน้านี้กำลังอยู่ในงานแข่งประลอง… แล้วจำได้ว่าตัวเองถูกช็อตจนสลบ… รู้ตัวอีกทีก็… ถูกลักพาตัวมาอย่างงั้นสินะ…”
เธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาอยู่ภายในหัวของตัวเอง
"โซ่ล่าม… กรงเหล็ก...และผู้คนจำนวนมากที่ถูกจับขังรวม... ด้วยยามเฝ้าเผ่าหมาป่าแค่สองคน…"
แล้วเริ่มวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญหน้า ณ ปัจุบันอย่างใจเย็น
"ของแค่นี้… ไม่พอกักขังฉันหรอกนะ"
ก่อนจะเริ่มยิ้มเยาะออกมาอย่างชั่วร้าย