Pioneer Era

    ตอนที่ 106 การผจญภัยที่ยากลำบากของไพไรต์... ละมั้ง ?

    ***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]

    "และนั่นคือเรื่องเล่าของดินแดนทะเลสาปไข่มุขที่ปู่ได้ทิ้งเอาไว้ให้นะ"

    "ปู่? นี่แกมีปู่ด้วยเรอะ? "

    "ก็ต้องมีอยู่แล้วสิฟะ! เห็นพ่อตรูเป็นเด็กถูกเก็บมาเลี้ยงหรือยังไง? --- พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว… เรื่องเกี่ยวกับตระกูลมันออกจะซับซ้อนหน่อย อยากฟังไหมละซุนไกท์? "

    "เอาสิ! "

    "รู้แล้วเหยียบเอาไว้นะ เพราะเรื่องนี้ไม่มีคนทราบเลยสักคน นอกจากตระกูลผมกับผู้อาวุโสโกลเด็นเท่านั้น”

    “เลิกพิรีพิไร เริ่มเล่ามาได้แล้ว! ”

    “ [แอมเบอร์] ผู้กล้าเผ่าสิงโตรุ่นที่ 110 คือปู่ ท่านเสียชีวิตก่อนที่ผมจะลืมตาดูโลกนะ ส่วนคุณพ่อ [ไพไรต์] คือผู้กล้ารุ่นที่ 111 โดยมีผู้อาวุโสโกลเด็น ผู้กล้าสิงโตรุ่นที่ 109 เป็นอาจารย์ของปู่กับพ่ออีกที"

    “ตกลงคุณปู่โกลเด็นเป็นทวดของแก? หรือว่าญาติลับ ๆ? ”

    “เปล่า ไม่ใช่หรอก แกไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดกันเลยสักนิด เป็นแค่อาจารย์ของปู่กับพ่อเท่านั้นเอง”

    “ไม่เห็นสนุกเลย นึกว่าจะซับซ้อนมากกว่านี้ซักอีก”

    “มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก… แกรู้เรื่องที่ชนเผ่าสิงโตถูกสั่งยกเลิกธรรมเนียมหนึ่งชายหลายหญิงโดยผู้อาวุโสโกลเด็นอยู่ใช่หรือเปล่า? ”

    “เคยได้ยินมาบ้าง ทำไมนะหรือ? ”

    “สาเหตุที่ถูกสั่งห้าม มันเกิดจากพ่อกับปู่ตรูนี่แหละ ปู่นะมีภรรยาเกือบยี่สิบคน ส่วนพ่อ... ด้วยนิสัยประเภทเห็นผู้หญิงร้องไห้แล้วทนไม่ได้ จะต้องเข้าไปช่วยทุกครั้ง เลยทำให้มีภรรยามากถึงสามสิบคนนะ”

    “...”

    “แล้วทีนี้ ประเด็นคือพอมีภรรยาหลายคน ปู่แกดันทะลึ่งมอบความรักให้ทุกคนไม่ได้ แล้วมีลูกออกมาแค่ [ไพไรต์] หรือก็คือพ่อตรูคนเดียวนี่ละ เลยทำให้พวกภรรยาของแกที่เหลือหึงหวงขั้นรุนแรง จนเอามีดมาแทงกันยับตายคาบ้านกันทุกคน ตายพร้อมกับปู่เลยนี่ละ”

    “…ฮืมมมมม!? ”

    “ส่วนพ่อของตรูเองก็ไม่ต่างกัน เพราะดันทะลึ่งคลอดผมออกมาเป็นคนแรก ภรรยาที่เหลือเลยโกรธจัด คิดว่าตัวเองถูกทิ้งไปแล้ว และหวังจะมาลอบฆ่าแม่กับตรูตอนที่ยังไม่รู้ความ แต่ผิดคาด ที่แม่ตรูนะโหดสุด ๆ ผิดกับสภาพร่างกายที่เจ็บไข้อ่อนแอ เลยกลายเป็นพวกนั้นโดนสวนกลับฆ่าทิ้งแทน ก่อนจะไปตายจริง ๆ หลังจากนั้นในอีกไม่กี่ปีต่อมาตามสภาพร่างกายนะ”

    “... ฮืมมมมมมมมมมมม!?! ”

    “ทีนี้ เพราะเกิดเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ขึ้นมาติดกันถึงสองรุ่น ผู้อาวุธสโกลเด็นเลยสั่งยกเลิกธรรมเนียมบ้า ๆ ของชนเผ่าสิงโตในการถือครองภรรยาหลายคนไปซะ ก่อนที่จะเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นมาในครอบครัวอื่น เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แหละ”

    “... ชนเผ่าสิงโตแม่มน่ากลัวชิบหายเลยวะ”



    ***วันที่ 34 เอนมูว์ทัวร์

    ตัวผม เจ้าลิงสมองกล้ามซุนไกท์ เจ้าหมีวานาดิไนต์ โนอาร์เมดแมวน้อยผู้น่ารัก และไพรด์พ่อบ้านสุดเนียบผู้เงียบขรึม

    พวกเราทั้งห้าคนกำลังมุ่งหน้าไปที่ดินแดน [ทะเลสาปไข่มุข] ด้วยการบินไปบนท้องฟ้ายามราตรี

    ม่านพลังงานลึกลับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กำลังห่อหุ้มร่างกายพวกผมที่สวมชุดรัดรูปประหลาดสีเงิน

    เห็นโนอาร์บอกว่ามันคือชุดที่ตอบสนองต่อปรากฏการสนามแม่เหล็ก และจะทำให้เธอสามารถควบคุมการบินของพวกผมได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    เนื่องจากมันเข้าใจยาก ผมเลยมองให้เป็นหนึ่งในพลังปาฏิหาริย์ เหมือนกับที่มองว่า [วิทยศาสตร์] ของเผ่าอสูรกายคือพลังปาฏิหาริย์เช่นนั้นไปก่อน



    “ทางด้านลิลลี่เองก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงสินะ? ”

    ผมหันไปมองป่าที่ตั้งอยู่ช่วงแถวใจกลางทวีป ค่อนออกไปทางตะวันออก

    เหนือผืนป่าสีดำตรงนั้น กำลังเต็มไปด้วยเสียงร้องสัตว์ร้ายดังโหยหวน

    แมกไม้สั่นไหวรุนแรง ฝูงนกบินหนีกระจัดกระจายดั่งมดแตกรัง

    ในขณะเดียวกัน ฝุ่นควันที่เกิดจากกองทัพของชนเผ่ามนุษย์สัตว์จากทิศตะวันตก ก็กำลังเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้น

    ถ้าเป็นไปตามแผนการ พวกเขาคงจะต้องหยุดเคลื่อนทัพเพื่อรอให้ฝูงสัตว์ร้ายกระจายตัวไปเอง ดีกว่ามาเสียกำลังพลเข้าตีอย่างใช่เหตุ

    คิดว่าน่าจะถ่วงเวลาได้ราวหนึ่งถึงสองวันกระมั้ง?



    “ขอทบทวนแผนการอีกครั้งนะทุกคน”

    “อืม”

    ผมหันกลับไปมองพรรคพวกสมองกล้ามอีกสองคนที่บินไล่ตามหลัง โดยมีพ่อบ้านสุดเนียบเป็นคนนำ

    แผนการของพวกเรานั้นเรียบง่าย

    มุ่งหน้าไปดินแดนทะเลสาปไข่มุข ซึ่งเป็นที่ตั้งหนึ่งใน [เตาสุริยะ] ของระบบ [โนอาร์]

    จากที่โนอาร์บอก ทำให้ผมทราบว่าหอคอยโนอาร์ไม่ใช่เป็นที่พำนักของเทพเจ้า

    มันเป็นเสาสัญญาณติดอาวุธสำหรับรับส่งข้อมูลเท่านั้น

    ถึงเสาหลักจะถูกทำลายไป แต่เส้นสายพลังงาน กับการรับส่งข้อมูลก็ได้กลับมาถูกเชื่อมต่อกันไปแล้ว

    ถึงประสิทธิภาพจะแย่กว่า แต่เห็นว่ามันมีระบบส่งถ่ายพลังงานให้แก่กันในรูปแบบของคลื่น ผ่านทางใต้ผิวดินอะไรทำนองนี้เป็นระบบสำรองอยู่

    ถ้าจะทำลาย มันต้องทำลายที่ตัว [เตาสุริยะ] โดยตรงเท่านั้น

    ซึ่งมันพังยากมาก

    พังยากชนิดที่ว่าต่อให้มันทำงานผิดพลาดจนระเบิดตัวเอง มันก็ยังเหลือสภาพโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูตัวเองจนกลับมาใช้งานใหม่ได้อีกครั้ง

    แน่นอนว่าไอที่พูดมาทั้งหมดนี้ แทบจะไม่เข้าหัวผมเลยสักนิดว่ามันคือเรื่องบ้าอะไรกันแน่…



    “แต่นั่นละ เป้าหมายหลักมีสองอย่าง หนึ่งคือเปิดเตาพลังงานเพื่อเพิ่มพลังให้โนอาร์ มาเป็นหนึ่งในพลังอำนาจต่อรอง กับบุกฐานที่มั่นของกลุ่มกอบกู้ เพื่อช่วยตัวประกันทั้งหมดออกมาซะ”

    อีกหนึ่งกุญแจของการบีบให้สงครามครั้งนี้จบลง คือการช่วย [แฟต] บุคคลที่เผ่าอสูรกายแมลงที่ถูกตีตราว่าเป็นว่าที่ราชินีรุ่นต่อไป

    ถ้าช่วยออกมาได้สำเร็จ พวกเราจะทำทฤษฏีสมคบคิด สร้างสงครามจอมปลอม แล้วจบลงที่ให้ฝ่ายเผ่ามนุษย์สัตว์ชนะสงครามไปซะ

    ปัญหาคือแฟตจะยอมทำตามหรือเปล่า?

    แล้วจะทำยังไง ถึงจะปั้นให้แฟตขึ้นมาเป็นราชินีแทนที่คนเก่าในตอนนี้ได้?

    เรื่องนั้น… เอาไว้ค่อยคิดหาทางตอนช่วยออกมาได้ก่อนก็แล้วกัน...



    “ฟังกี่ทีก็รู้สึกว่าเป็นแผนการที่หยาบชะมัด”

    เจ้าหมีประท้วงออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด

    ความจริงเจ้าหมอนี่มันอยากไปกับดิวซ์ เพื่อกลับไปเมืองของเผ่าอสูรกาย ไปหาพรุนมากกว่าจะมากับผม

    แต่ว่าทางนี้กำลังขาดกำลังคนอยู่นะเฟ้ย

    “แล้วมีแผนที่ดีกว่านี้ไหมละ? ”

    “ไม่มี…”

    ใช่ไหมละ?



    แต่เป็นโชคดีในโชคร้าย ที่บังเอิญเป้าหมายทั้งสองอย่างดันอยู่ที่เดียวกัน

    ที่รู้ว่าฐานทัพลับของกลุ่มกอบกู้อยู่ในดินแดนทะเลสาปไข่มุข มันเป็นเพราะเจ้าหมาป่าคนนั้นดันหลุดพูดออกมาเองตอนที่มาชวนผมเข้าไปเป็นพวก

    ถึงจะไม่รู้ว่าฐานทัพของมันตั้งอยู่ส่วนไหนของดินแดนแถบนั้น แต่ก็พอจะเดาได้ลาง ๆ อยู่บ้าง

    ในบันทึกของปู่ เห็นว่ามันมีพื้นที่ปลอดภัยอยู่ที่หนึ่ง

    นั่นคือถ้ำลึกลับที่ปู่ไปพบยาของเทพเจ้า

    เห็นว่ามันตั้งอยู่ใกล้ปากทางเข้าดินแดนพอดี

    แถมหนังสือบันทึกของปู่นั้น ใช่ว่าจะถูกเก็บเอาไว้อ่านแค่ในตระกูลของผมอย่างเดียว

    มันถูกนำไปคัดลอกเขียนมือซ้ำ แล้วถูกกระจายวางขายเป็นวงกว้างเลยละ

    ดังนั้นจึงไม่แปลก ถ้าพวกกลุ่มผู้กอบกู้จะได้ข้อมูลหลาย ๆ อย่างในการตั้งฐานทัพในที่แห่งนั้น โดยอิงจากข้อมูลของปู่

    ถ้าจะตั้งฐานทัพลับ ก็คงมีแต่ต้องไปสร้างอยู่ใน [ถ้ำ] ลึกลับที่ปู่ค้นพบเท่านั้น



    "แล้วยัยโทแพซละ? ไม่พูดถึงเลย ไม่อยู่ในแผนการช่วยเหลือของพวกเราหรอกหรือ? "

    "... ยัยนั่นแข็งแกร่ง แน่นอนว่าต้องช่วย แต่เป้าหมายต้องมาก่อน เพื่อเผ่าของพวกเรา"

    เสียสละความต้องการของตัวเองเพื่อส่วนรวม

    นั่นคือสิ่งที่ผมซึ่งเป็นลูกชายของผู้กล้าควรพึงกระทำ

    แต่ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น… มันก็รู้สึกเจ็บปวดใจอยู่ดี

    ใช่… ผมยอมรับว่าตัดทิ้งเธอไปไม่ได้หรอก

    เพราะว่าเธอคือสตรีที่ผมมีความรู้สึกดี ๆ มอบให้

    ถึงจะรู้สึกผิดต่อโนอาร์ แต่ผมก็รักยัยนั่นมาเสมอตั้งแต่เด็กแล้ว

    แต่จะให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้ภารกิจพังไม่ได้

    การช่วยเหลือแฟตจะต้องมาก่อน

    "..."

    ไม่สิ

    เอาเป็นว่าไปถึงรังศัตรูก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีตามสถานการณ์ก็แล้วกัน



    "ใกล้ถึงแล้วค่ะท่านไพไรต์~"

    เสียงที่แสนหวานประดุจน้ำผึ้งของโนอาร์ได้ดึงสติของผมกลับสู่โลกปัจจุบัน

    ดินแดนลี้ลับของทะเลสาปไข่มุขกำลังปรากฏขึ้นตรงหน้า

    เสียงของโลหะที่ดังกระทบก้องกังวาล เสาทะเลสาปที่ไหลจากล่างขึ้นบน ณ ใจกลางทวีป รุ้งกินน้ำทรงกลด และแผ่นดินลอยได้ที่ถูกหมอกสีขาวปกคลุม

    ทุกอย่างล้วนแต่ตรงตามคำบรรยายในบันทึกที่ปู่เคยทิ้งเอาไว้ให้กับชนเผ่าของพวกเรา



    "พื้นที่นี้มีกระแสแม่เหล็กรุนแรงมาก จึงทำให้ควบคุมการบินไม่ได้ ขออนุญาตปิดการทำงานของชุดพวกท่านค่ะ"

    "หืม? อืม? จัดการเลยสิ"

    ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่โนอาร์พูดซักเท่าไหร แต่คงหมายถึงว่าต้องลงเดินเท้าในหลังจากนี้สินะ?

    ว่าแล้วชุดรัดรูปของพวกเราก็เปลี่ยนจากสีเงิน กลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ไป

    รู้สึกได้ถึงแรงกระชากรุนแรงเหมือนกับเชือกที่แขวนร่างกายเอาไว้ถูกตัดขาดชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ร่างกายจะกลับมาลอยตัวอ่อน ๆ แล้วร่อนลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างช้า ๆ

    พวกเราร่อนลงมาจอดตรงพื้นดินหน้าปากทางเข้าของดินแดนพอดี



    "วิ่งไหลย้อนกลับจริง ๆ ด้วย…"

    สิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากที่กำลังไหลย้อยกลับสู่ท้องฟ้า

    ไม่มีก้นแม่น้ำ ไม่มีบนล่าง มีแต่เพียงสายธารอันรุนแรงที่วิ่งขึ้นข้างบน ประหนึ่งเป็นเสาน้ำพุที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

    แต่มันไม่ใช่น้ำพุ เพราะมันไหลขึ้นอย่างไม่มีวันย้อนกลับ เป็นแม่น้ำที่ลากยาวตัดผ่านใจกลางอากาศ เหมือนดั่งแม่น้ำที่ไหลตัดผ่านผืนทวีปแห่งนี้

    เคยนึกสงสัยในบันทึกว่าแม่น้ำบ้าอะไร ที่สามารถไหลย้อนกลับขึ้นท้องฟ้าได้

    แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

    ภาพที่น่าอัศจรรย์นี้ มันกำลังทำให้หัวใจรัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

    ธรรมชาติมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก!



    "ทุกคน พร้อมว่ายน้ำกันหรือยัง! "

    "พร้อม! "

    นี่คือเส้นทางเดียวที่ใช้เชื่อมสู่ดินแดนลี้ลับลอยฟ้า

    ขางบนนี้มีจ้าวเวหา กับไข่มุกยักษ์ที่ร่วงหล่นรอคอยอยู่

    ต้องผ่านสองสิ่งนี้ไป เพื่อมุ่งสู่จุดหมายของพวกเรา

    ว่าแล้วเลือดในกายเริ่มเดือดพล่านต่อความรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังเร้าอารมณ์อยู่ภายในใจ---



    "เดียวฉันพาปีนขึ้นไปให้ค่ะนายท่าน"

    "เฮ้ย? "

    จู่ ๆ ภาพตรงหน้าของผมก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

    ด้านบนด้านล่างคือสิ่งใด ไม่อาจรู้แน่ชัดเจนได้

    เลือดไหลเวียนกลับหัว ไม่อาจรู้เหนือ มิอาจรู้ใต้

    โสตประสาท การรับรู้ทิศทาง ทุกสิ่งล้วนฉับพลันสับสน

    "เหวออออ! "

    เพราะว่าผม กำลังถูกเมดแมวโนอาร์อุ้มขึ้นหลัง แล้วพาวิ่งไต่แม่น้ำขึ้นมาอยู่…

    ถูกพาอุ้มวิ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    วิ่งไต่กระแสน้ำที่คดเคี้ยวตีลังกาอย่างโหดร้ายทารุณ

    ตีลังกาสิบตลบ เข้าโค้งหักศอกยี่สิบครั้ง หลบเลี่ยงก้อนไข่มุขยักษ์ที่ร่วงหล่น แล้วกระโจนขึ้นสู่ผิวดินที่ลอยอยู่เหนือขึ้นไปอย่างรวดเร็ว


    ความรู้สึก ณ ยามนี้ คือความละอายที่มีต่อบรรพบุรุษ

    การไต่แม่น้ำจากล่างขึ้นบนของแผ่นดินลอยฟ้าชั้นแรก มันต้องใช้เวลามากถึงครึ่งวัน

    ต้องฝั่นฝ่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกราก อีกทั้งยังต้องคอยระวังภัยไข่มุขยักษ์ที่ร่วงลงมาตามกระแสน้ำ

    แม้แต่ปู่ ยังต้องทำเวลามากถึงสี่ชั่วโมงกับการว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นมาจากพื้นข้างล่าง

    แต่นี่กลับใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

    แถมยังไม่ใช่ด้วยพลังของตัวเองอีกต่างหาก



    "เออ ไม่สิ… ใช่แล้ว! จะมาเผลอประมาทไม่ได้! ถ้าตามบันทึกของปู่ หลังจากนี้จะต้องเจอกับเจ้าแห่งเวหา [เอลิโดโค-เอส] ! "

    ถึงจะเป็นยามราตรี แต่ยังคงมีแสงจันทร์นวลตาส่องสว่างให้กับแผ่นดิน

    แสงสว่างนวลตาจากดาวบริวารทั้งสาม กำลังทำให้ป่าที่เต็มไปด้วยใบไม้กับดอกไม้หลากสีตรงปรากฏเห็นชัดขึ้นตรงหน้า

    ซึ่งป่าที่ว่านั้น กำลังเต็มไปด้วยหมอกหนาสีชมพู

    นั่นเป็นหลักฐานชั้นดี ว่าพวกจระเข้เวหากำลังเริ่มวางไข่บนร่างของเหยื่อกันอยู่

    หลังจากผ่านฝูงจ้าวเวหา สิ่งที่รออยู่คือถ้ำลึกลับ

    ที่นั่น น่าจะมีฐานทัพลับของพวกกลุ่มกอบกู้ทวีปสร้างทับเอาไว้อยู่

    หลังจากช่วยยัยโทแพซกับพวกแฟตสำเร็จ ก็จะต้องปีนกระแสน้ำของทะเลสาปตรงใจกลางดินแดนเพื่อขึ้นไป ณ ยอดสุดของดินแดนทะเลสาปไข่มุข

    ต้องผ่านด่านจ่าฝูงที่มีขนาดตัวถึงห้าสิบเมตรแสนน่ากลัว

    ใช่แล้ว ตรงนี้ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น



    ผมหยิบผ้าผืนยาวออกมาจากกระเป๋ากางเกง---

    ชิบหาย

    โดนชุดรัดรูปสวมทับเอาไว้จนหยิบออกมาไม่ได้…

    ไม่สิ เวลาแบบนี้ต้องรู้จักใช้สิ่งของรอบตัวให้เป็นประโยชน์!

    ผมรีบฉีกใบพืชสีดำแผ่นใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายรอบตัวขึ้นมากำหนึ่ง

    นำมันมากางออก แล้วใช้อีกส่วนม้วนให้เป็นเชือก ก่อนจะร้อยเข้าด้วยกันเอาไว้

    เสร็จแล้ว ผ้าสำหรับใช้ปิดจมูกชั่วคราว!

    ที่เหลือก็แค่เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอาวุธรับมือกับสัตว์ร้ายเท่านั้น!



    "ทุกคน ใช้สิ่งนี้---"

    "ถ้ากดตรงนี้ จะมีเส้นทางที่เชื่อมไปถึงห้องโถงใหญ่ปรากฏขึ้นมาค่ะ"

    "นี้---นี---นิ---..."

    โนอาร์กำลังเดินตรงไปที่ลานหินโล่งแห่งหนึ่ง

    ลานหินนั้นมีลักษณะเป็นทรงกลมที่คุ้นตา

    ไม่สิ เออ… เอาเป็นว่า มันคงไม่ใช่อย่างคิดหรอกมั้ง?

    แต่พริบตาที่โนอาร์ขึ้นไปยืนบนแท่นวงกลม ฉับพลันนั้นก็มีเสียงของสตรีคนหนึ่งกล่าวยินดีต้อนรับดังขึ้น พร้อมกับมีแสงสีแดงสุกสว่างขึ้นมารอบแท่นหิน

    อืม เป็นอย่างคิดจริง ๆ ด้วยสินะ…



    "ท่านไพไรต์ค่ะ เส้นทางถูกเปิดออกแล้ว รีบมาตรงนี้สิค่ะ~"

    โนอาร์พูดด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง

    หางของเธอส่ายไปมาช้า ๆ อย่างอารมณ์ดี ราวกับลูกแมวที่กำลังรอคำชม

    ไม่ต้องฝ่าดงตีนจ้าวเวหา

    ไม่ต้องต่อเรือผจญภัยบนทะเลสาปที่เต็มไปด้วยไข่มุขยักษ์กับจระเข้จ้าวเวหา

    ไม่จำเป็นต้องท้าสู้กับจ่าฝูงขนาดห้าสิบเมตรที่น่ากลัว

    ถ้ารู้ว่ามันจะง่ายขนาดนี้ ตรูมาสองคนกับโนอาร์ก็ได้ละมั้ง?

    พอคิดแบบนี้แล้ว…

    อ๊า…

    เรียนท่านปู่ผู้ล่วงลับ

    ดูเหมือนว่าการผจญภัยของท่านปู่ จะกลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระไปเสียแล้วละครับ…



    ***ในเวลาเดียวกัน

    ณ ฐานทัพลับของกลุ่มผู้กอบกู้

    "… ที่นี่คือ? "

    สตรีเผ่ามนุษย์มดผู้มีผิวกายสีแดงสดราวกับหยาดโลหิตคนหนึ่งกำลังลืมตาตื่นขึ้นมา

    ร่างกายของเธอถูกจับมัดขึงเอาไว้บนกำแพง

    ถูกพันธนาการด้วยโซ่หนาจนไร้ซึ่งหนทางดิ้นรนหลบหนี

    " คุก... ใต้ดินอย่างงั้นหรือ? "

    สตรีมนุษย์มดเอยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ตื่นตระหนกเท่าไหรนัก

    “ก่อนหน้านี้กำลังอยู่ในงานแข่งประลอง… แล้วจำได้ว่าตัวเองถูกช็อตจนสลบ… รู้ตัวอีกทีก็… ถูกลักพาตัวมาอย่างงั้นสินะ…”

    เธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาอยู่ภายในหัวของตัวเอง

    "โซ่ล่าม… กรงเหล็ก...และผู้คนจำนวนมากที่ถูกจับขังรวม... ด้วยยามเฝ้าเผ่าหมาป่าแค่สองคน…"

    แล้วเริ่มวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญหน้า ณ ปัจุบันอย่างใจเย็น

    "ของแค่นี้… ไม่พอกักขังฉันหรอกนะ"

    ก่อนจะเริ่มยิ้มเยาะออกมาอย่างชั่วร้าย