บทที่ 41 พี่สี่ตกอยู่ในอันตราย!
เพชฌฆาตวางมีดลงพลางหรี่ตาอย่างเย็นชา “ไสหัวไป ภายในสิบนาทีถ้ายังไม่ไปให้พ้นจากสายตาฉัน นายจะต้องกลายเป็นปุ๋ยในสวนของฉัน”
น้ำเสียงของเสิ่นเฉินโจวแฝงไปด้วยแววขบขันจาง ๆ
แม้จะเป็นเพราะความสงสัยและความสนใจเล็กน้อยที่ทำให้เกิดความเมตตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เขาก็ยังมีความโหดเหี้ยมในการเล่นกับเหยื่อที่ใกล้ตาย
ความจริงมันแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขามากเกินไป
ชายที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดตัวกระตุก บาดเจ็บสาหัสมากขนาดนี้หากเป็นคนทั่วไปเกรงว่าคงสิ้นใจไปแล้ว
หลินอี้กลับต้องตะเกียกตะกายออกไปจากห้องใต้ดิน ออกไปให้พ้นจากสายตาของเสิ่นเฉินโจวภายในสิบนาที
นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้สำเร็จได้
แต่ภายใต้สายตาหยอกล้อของเสิ่นเฉินโจว หลินอี้ก็ลากขาข้างหนึ่งที่หักพยายามยืนขึ้นมาอย่างโซเซ
เสิ่นเฉินโจวเลิกคิ้ว
ซิงซิงดึงมือของเสิ่นเฉินโจว ใบหน้าเล็ก ๆ พิงที่ต้นขาของพ่อและหันหน้าไปมองเขาอย่างเงียบ ๆ
ดีมากเลย คุณอาคนนี้รอดแล้ว
การกระพือปีกของผีเสื้ออาจทำให้เกิดพายุเฮอริเคนครั้งใหญ่ขึ้น การกระทำของซิงซิงก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน
เด็กน้อยอายุสามขวบครึ่งในตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าชะตาชีวิตของคนเหล่านี้จะเคลื่อนไปในทิศทางไหน ทั้งยังจะส่งผลต่อคนรอบข้างและตัวเองอย่างไร
เธอเพียงแค่อาศัยสัญชาตญาณในการเลือกเท่านั้น
หลินอี้ยืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเฉินโจวโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขายืนโซเซอย่างไม่มั่นคง ความคิดอันแรงกล้าในจิตใจทำให้เขารักษาความสุขุมเยือกเย็นเอาไว้ได้
เขาเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้มากนักจึงทำได้เพียงค้อมตัวให้เสิ่นเฉินโจวและก้มศีรษะลง หลังจากนั้นจึงลากร่างที่เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผล ทั้งยังมีขาที่หักข้างหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ
นึกไม่ถึงว่าจะออกไปจากห้องของเขาภายในสิบนาทีได้ เสิ่นเฉินโจวคิด
เป็นไปอย่างที่คิดว่าเขาคือลูกน้องที่น่าชื่นชมทีเดียว
ซิงซิงเห็นว่าในที่สุดคุณอาคนนั้นก็เดินออกไปแล้วจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองมาหาพ่อทำไม
“พ่อคะ...” เธอจับมือของเสิ่นเฉินโจวไว้ “พ่อคะ พรุ่งนี้ไปหาพี่สาวเถอะนะคะ...”
เสิ่นเฉินโจวหรี่ตาลงมองสัตว์เลี้ยงตัวน้อย
เดิมทียังสงสัยว่าหลินอี้ทรยศ มาตอนนี้ก็ยิ่งอยากถามเด็กน้อยมากขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาปล่อยตัวลูกน้องที่มีเรื่องปิดบังตนเองไป
การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่...แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยให้คนนอกมามีผลกระทบจนเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ
เขาไม่ได้ปล่อยมือซิงซิง ทั้งยังพาเธอกลับไปที่ห้องนั่งเล่นและนั่งลงบนโซฟา
“พี่สาวเหรอ?” เสิ่นเฉินโจวจ้องมองดวงตาทั้งสองข้างของซิงซิง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนและน่าฟังมากทีเดียว
ตอนที่เขาแสดงสีหน้าอ่อนโยนก็ราวกับเจ้าพ่อที่สามารถกอบกุมทุกสิ่งได้
ซิงซิงออกแรงพยักหน้าและจับนิ้วมือไว้ก่อนจะพยายามเรียบเรียงคำพูด
“ค่ะ พี่สาว พี่สาวคนที่สี่ พี่สาวคนที่เป็นดาราดัง!”
เสิ่นเฉินโจวค่อย ๆ กะพริบตา นิ้วมือทั้งสิบวางไว้บนเอวและเอนตัวลงไปบนโซฟาอย่างเกียจคร้าน
“อา มู่จือ”
มู่จือคือลูกสาวบุญธรรมของเขา ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากพวกลูกชายบุญธรรมของเขา แล้วเด็กคนนี้รู้ได้อย่างไร?
ซิงซิงเห็นพ่อพูดชื่อพี่สาวคนที่สี่ออกมาก็รู้สึกคาดหวังเป็นอย่างมาก!
“ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ! พี่สี่...”
มืออวบเล็กทำท่าทาง เด็กน้อยมีท่าทีพยายามอธิบายอย่างจริงจังยิ่ง
“พี่สี่ตกอยู่ในอันตรายค่ะ มีคนไม่ดี คนไม่ดีจะมาทำร้ายพี่สี่!”
เพราะกลัวว่าพ่อจะไม่รู้ว่าอันตรายนี้ใหญ่หลวงแค่ไหน ซิงซิงจึงยกมืออวบเล็กวาดเป็นวงกลมขนาดใหญ่
“มีอันตราย...ใหญ่เท่านี้เลยค่ะ!”
พูดจบดวงตากลมโตของซิงซิงก็จ้องมองเสิ่นเฉินโจวอย่างคาดหวัง แต่เสิ่นเฉินโจวไม่เปลี่ยนแปลงท่านั่งแม้แต่น้อย น้ำเสียงยังคงราบเรียบทั้งยังไม่รีบไม่ร้อน
“อันตราย? ถึงตายไหม?”
ซิงซิงชะงักไปก่อนส่ายศีรษะ
เสิ่นเฉินโจว “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร”
ซิงซิงตกตะลึง
นี่พ่อหมายความว่าอย่างไร?
พ่อไม่เข้าใจความหมายของซิงซิงหรือ?
ซิงซิงร้อนรนพยายามอธิบาย “พ่อไปปกป้องพี่สาวเถอะค่ะ!”
เสิ่นเฉินโจวหัวเราะเสียงแผ่ว
“ปกป้องเหรอ? ถ้าเธอเป็นคนไร้ค่าขนาดนั้นตายไปจะดีกว่า”
“แต่ไม่ถึงตายไม่ใช่เหรอ แล้วเธอจะกังวลไปทำไม?”
คนเราต้องเดินผ่านนรกสักครั้งและตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแอ่งเลือดจึงจะนับว่าเป็นคมมีดที่ดี ดังนั้นแต่ไหนแต่ไรเขาจึงยืนมองพวกลูกบุญธรรมเจ็บปวดและดิ้นรนเพียงเท่านั้น
ซิงซิงสำลักน้ำลาย หลังจากตระหนักได้ว่าพ่อไม่ยอมช่วยพี่สาว ดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “พ่อคะ...”
เสียงสะอื้นของเธอถูกเสียงเย็นชาขัดจังหวะไว้
“พอแล้ว”
เสิ่นเฉินโจวเอ่ยปากและหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย มองเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของซิงซิงอย่างพิจารณา
“วันนี้เธอพูดมากพอแล้ว ตอนนี้ฉันจะถามหนึ่งประโยค ส่วนเธอก็ตอบมาหนึ่งประโยค”
ซิงซิงรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายทั่วทั้งร่างของเสิ่นเฉินโจวแต่ไม่ได้หวาดกลัว กลับยืดหลังตรงตามสัญชาตญาณ
เสิ่นเฉินโจว “เรื่องอาการบาดเจ็บของชิงฮวน เรื่องที่หลินอี้ไม่ได้ทรยศฉัน และเรื่องที่มู่จือเป็นลูกบุญธรรมของฉัน ทั้งสามเรื่องนี้เธอรู้ได้ยังไง?”
คำพูดนี้ยาวอยู่บ้างและมีข้อมูลจำนวนมากเช่นกัน ซิงซิงพยายามทำความเข้าใจด้วยสมองเล็ก ๆ จับนิ้วเอาไว้ก่อนจะพึมพำทวนคำพูดของเสิ่นเฉินโจวอีกครั้ง
“พี่สาวชิงฮวน...ซิงซิงเห็น” ซิงซิงเกาศีรษะ เธอก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร
ภาพฮวงจุ้ยและเส้นดวงชะตา ถ้าให้พูดก็เหมือนกับการหายใจสำหรับซิงซิง เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ด้วยสัญชาตญาณเหมือนกับการดื่มน้ำที่เป็นไปตามธรรมชาติ
แน่นอนว่าเธอเห็นข้อมูลเหล่านั้นจึงรู้ว่าบนตัวของพี่สาวชิงฮวนมีแผลอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นหากยังไม่รีบรักษาแล้วปล่อยทิ้งไว้จะมีผลร้ายแรงตามมาอีกด้วย
“คุณอาเมื่อกี้ซิงซิงก็เห็นเหมือนกัน”
“และพี่สี่ ซิงซิงก็รู้จักด้วยค่ะ”
เด็กน้อยพูดจบก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความจริงใจ ดูท่าทางเหมือนจะพยายามอธิบายอย่างเต็มที่แล้ว
เสิ่นเฉินโจวมองซิงซิงด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
เห็นซิงซิงมีท่าทีสับสนอยู่บ้างเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด ทั้งยังไม่รู้ว่าตัวเองควรจะตอบสนองอย่างไร
ใบหน้าเล็ก ๆ ตึงเครียดขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะจับบางอย่างเอาไว้
มือเล็กคว้าหมาป่าด้านข้างที่นอนคว่ำอยู่
ขนบนหัวของหมาป่าถูกคว้าไว้ทำให้ติ๋งติ่งไม่พอใจเป็นอย่างมาก ส่วนซิงซิงเพื่อบรรเทาความตึงเครียดภายใต้การจ้องมองของเสิ่นเฉินโจว จึงก้มหัวลงไปพูดกับติ๋งติ่งอย่างตะกุกตะกัก
“ติ๋งติ่ง พ่อเป็นอะไรน่ะ? ทำไมพ่อถึงจ้องซิงซิงเขม็งเลย...”
ติ๋งติ่ง “...”
สวัสดี ฉันเป็นแค่หมาป่าตัวหนึ่งเท่านั้นเองนะ
ในตอนนั้นเองโทรศัพท์ก็สั่นขึ้น สายเรียกเข้านี้ช่วยทำลายบรรยากาศที่ชวนหายใจไม่ออก
เสิ่นเฉินโจวมองโทรศัพท์แล้วรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
พวกลูกชายบุญธรรมและลูกสาวบุญธรรมของเขาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยติดต่อมาหาเขาก่อน
เพราะ…พวกเขาไม่กล้า
นี่เป็นครั้งแรกที่อินเสินโทรมา เสิ่นเฉินโจวมองโทรศัพท์ ก่อนจะมองไปทางซิงซิงและได้เห็นดวงตาทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเด็กน้อยอย่างที่คาดไว้
ช่างใจกล้าจริง ๆ
เสิ่นเฉินโจวเปิดลำโพง และเป็นไปตามที่เขาคาดไว้
หลังจากอินเสินกล่าวทักทายเขาอย่างสุภาพ สิ่งที่ถามออกมาประโยคแรกคือ “ซิงซิง...ปรับตัวได้ไหมครับ?”
ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงว่าอินเสินผู้สง่าผ่าเผยจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงระมัดระวังแบบนี้
เสิ่นเฉินโจวยังไม่เปิดปากพูด ซิงซิงที่ได้ยินเสียงอินเสินก็โผเข้าไปด้วยความดีใจ แม้แต่ความเกรงกลัวที่มีต่อสายตาของเสิ่นเฉินโจวเมื่อครู่ก็ล้วนลืมไปจนหมด
“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่คะ!”
เสียงนุ่มนวลเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ปากจ่อไปที่ตัวรับเสียง ร่างเล็ก ๆ เจ้าเนื้อนั่งอยู่บนตักของเสิ่นเฉินโจวอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากอินเสินเงียบไปครู่หนึ่งก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก
หินที่อยู่ในใจเขามาโดยตลอดถูกวางลง แม้แต่มุมปากที่กดลงของเขาเองก็ยังเปลี่ยนเป็นโค้งขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เขาไม่กล้าแสดงความรู้สึกมากเกินไปต่อหน้าพ่อ จึงทำเพียงแค่ส่งเสียง ‘อืม’ เบา ๆ เสียงหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“คุณพ่อ ขอบคุณครับ”
เสิ่นเฉินโจวไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองไปที่เด็กน้อยซึ่งฟุบอยู่บนตักของตัวเองและอยากจะเตะเธอออกไป ซิงซิงไม่รู้ความคิดของผู้เป็นพ่อแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันสมองเล็ก ๆ ของเธอทำงานอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยถามเสียงหวาน
“พี่ใหญ่ ซิงซิงคิดถึงพี่ใหญ่! จะกลับมาเมื่อไหร่เหรอคะ!”
เธอนึกขึ้นมาได้อย่างกะทันหันว่าถ้าพี่ใหญ่รีบกลับมา ถึงพ่อไม่ไปช่วยพี่สี่แต่พี่ใหญ่ก็ยังไปช่วยได้!
อินเสินรู้สึกว่าหัวใจตัวเองราวกับถูกของนุ่มนิ่มบางอย่างกระแทกเข้ามา ความคิดถึงนั้นทั้งบริสุทธิ์และไร้เดียงสาอย่างที่ไม่มีสิ่งใดเจือปน
“พรุ่งนี้ก่อนสี่ทุ่ม” เสียงของเขาผ่อนคลาย ทั้งยังตอบกลับมาอย่างมีน้ำอดน้ำทน
ซิงซิงที่ได้ยินก็กังวลขึ้นมา...
นี่มันหลังจากที่พี่สาวตกอยู่ในอันตรายแล้ว!