สามัญสำนึกของดยุกหมูอ้วน

    ตอนที่หนึ่งร้อยสิบเอ็ด การบริหารที่ยากลำบาก

    ตอนที่หนึ่งร้อยสิบเอ็ด การบริหารที่ยากลำบาก

    มั่นใจก็ดี แต่สำหรับผมแล้วมันต้องอาศัยการพิสูจน์และการเตรียมการอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    และผมก็ได้เข้าใจแล้วว่าคนอื่นกลัวดยุกอูลริกเพราะว่าอะไร

    พี่กล้ามนั้นเป็นพวกที่สามารถรับประกันได้ว่ากองทัพที่ต่อสู้ด้วยนั้นจะไม่มีวันรอดจากการต่อสู้ไปได้โดยไม่บาดเจ็บอย่างเด็ดขาด

    แต่การเลี้ยงดูพวกเขาที่กินอยู่ด้วยอาหารและเหล้าปริมาณมหาศาลนั้น

    แม้แต่ขุนนางที่ร่ำรวยคนอื่นๆก็ต้องคิดหนักเป็นแน่แต่ไม่ใช่ดยุกอูลริก

    การซ้ำแผนเดิมของผม

    “เพิ่มจำนวนพี่กล้ามเข้าไปอีก”

    คือแผนการคร่าวๆของผม

    ว่าการมีอยู่ของพี่กล้ามนั้นไม่ต้องคิดอะไรมาก

    แค่เอาพี่กล้ามไปไว้ข้างๆเป้าหมายที่เราต้องการฆ่าก็คือแผนการที่ถือว่าดีเพียงพอแล้วในการวางแผนการใช้พี่กล้าม

    แน่นอนจุดอ่อนของพี่กล้ามคืออาวุธระยะไกลคาถาต่างๆที่จะสามารถโจมตีได้ก่อนที่พี่กล้ามจะเข้าประชิดตัวพวกนั้นเอง

    แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะมองว่าพี่กล้ามไม่มีประโยชน์ในแบบของพวกเขา

    เราต้องป้องกันคนที่โจมตีพี่กล้ามเราอย่างนั้นได้ด้วยทหารกองอื่นๆต่างหาก

    และเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนอาหารหรือสุรา

    “เพิ่มพื้นที่ทางการเกษตรโรงตีอาวุธและโรงกลั่นสุรา สำนักเล่นแร่แปรธาตุให้มากขึ้นไปอีก”

    จะมีอะไรดีไปกว่าการผลิตด้วยตนเอง?

    แม้จะลงทุนตอนแรกมากกว่าการซื้อจากชาวบ้าน

    แต่ท้ายที่สุดเงินก็ไหลเวียนกลับมาที่กระเป๋าของดยุกอีกครั้งหนึ่ง

    พื้นที่การผลิตอาหารได้รับการดูแลและการผลิตมากขึ้น

    โรงเพาะชำที่ต้องใช้เงินนับสามหมื่นเหรียญทองจึงจะสร้างขึ้นมาได้ก็ได้มีการปลูกสร้างขึ้นมานับร้อยแห่งด้วยพลังเงินตราของดยุกอูลริก

    ต่อไปนี้แคว้นของเขาก็จะไม่ขาดแคลนอาหารหรือแม้แต่ของแพงอย่างสัปปะรดแม้แต่ในฤดูหนาวอีกต่อไปสามารถปลูกพืชได้ทุกฤดูกาล

    ด้วยผลของเรือนเพาะชำแม้แต่พืชหายากจากแดนไกลก็ยังสามารถปลูกได้

    ด้วยการเพิ่มปริมาณที่ดินและประสิทธิภาพของเรือนเพาะชำราคาแพง

    ทำให้แคว้นของเขาปลูกพืชหายากที่ทำการปลูกยากได้มากขึ้นและพืชอาหารก็จะไม่มีวันขาดแคลนแล้ว

    คำสั่งคำเดียวของดยุกและเงินตรามหาศาลก็เนรมิตดินแดนที่จะไม่มีการขาดแคลนอาหารและสุราขึ้นมาได้

    ต่อให้ต้องทำสงครามยาวนานแคว้นของผมก็ยังทำสงครามได้ไม่มีการขาดแคลนเสบียงหรืออาวุธและน้ำยาเวทมนตร์

    ทรัพยากรอย่างม้วนคาถาและน้ำยาเวทมนตร์อาจจะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะในการต่อสู้กับพวกเนโครแมนเชอร์ว่าจะประหยัดพลังและเวลาของจอมเวทย์ฝ่ายเราได้มากกว่าหากพี่กล้ามก็สามารถใช้ม้วนคาถาได้

    ข้อเสียของม้วนคาถาคือหายากและมีราคาแพง

    เป็นข้อเสียที่แก้ไขได้ด้วยพลังเงินตราของดยุกหมูอ้วน

    หากพี่กล้ามแต่ละคนพกม้วนคาถาได้

    คนที่จะพยายามหยุดพี่กล้ามก็ทำได้แค่ต้องพุ่งเข้ามาฆ่าพี่กล้ามก่อนที่จะใช้ม้วนคาถาเท่านั้น

    ซึ่งหากใครคิดจะบุกเข้ามา

    ก็ต้องเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องแลกเลือดกับพี่กล้ามแล้วจะรอดกลับไปได้เท่านั้น

    เมื่อรวมกับบรรดาบัณฑิตและนักเวทย์ที่ดยุกอย่างผมพยายามจะสร้างขึ้นแล้ว

    กองทัพที่ผมคาดหวังไว้ก็ค่อยๆเป็นรูปร่างทีละนิด

    เป็นการค่อยดัดแปลงแก้ไขไปตามสภาพความเป็นจริงผสมกับความรู้ในเกมส์

    แน่นอนนี่เป็นเพียงแค่สิ่งที่สามารถผลิตได้แบบเดียวกับในเกมส์เท่านั้นของพื้นๆอย่างโรงเพาะชำ โรงผลิตม้วนคาถา โรงสุราต่างๆ

    โดยโรงสุราเพิ่มความสุข Happiness และรายได้ Income  แต่ลดค่าความสงบ Public Order ของอาณาจักรลงไป และจะมีคัทซีนฉากคนตีกันมากขึ้นวิธีแก้ไขคือการสร้างคุกหรือเรือนจำมากขึ้นตามแบบมาตรฐานการเล่นเกมส์ที่ควรจะทำ  หรืออีกวิธีหนึ่งคือสร้างสนามประลองที่เราสามารถลากคนที่ตีกันไปฆ่ากันในสนามประลองได้ เป็นการจัดการปัญหาคนตีกันและเพิ่มค่าความสุขและค่าชื่อเสียงPrestige ได้อีกทางหนึ่ง

    แน่นอน สนามประลองมีข้อเสียคือจะทำให้คนของเราได้รับบาดเจ็บและอาจจะตายหรือพิการ

    แต่ก็อาจจะทำให้เรามีโอกาสได้ฮีโร่ยูนิทสายต่อสู้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

    ยูนิทบาทหลวงบางตัวก็อาจจะส่งจดหมายมาหาเราอย่างเป็นทางการว่าทางโบสถ์ไม่สนับสนุนการดื่มเหล้าทำให้คนมึนเมาห่างไกลจากพระเจ้าเทพแห่งแสงสว่างแต่จะส่งจดหมายมาอย่างปกปิดตัวตนอีกฉบับว่าอย่าได้แบนการดื่มเหล้าเป็นอันขาดไม่อย่างนั้นบรรดาบาทหลวงและลูกศิษย์เด็กวัดต่างๆจะไม่สามารถทำงานได้หากขาดเหล้า

    เป็นการกล่าวอย่างเป็นทางการอย่างหนึ่งอย่างไม่เป็นทางการปกปิดตัวตนอีกทางหนึ่ง

    ซึ่งผมต้องขอชมเชยว่าผู้ผลิตเกมส์ทำเกมส์ได้สมจริงมากๆในแง่นี้

    มันมีการทำให้เกมส์ที่สามารถทำให้โบสถ์มองเราเป็นซูเปอร์ซาตานได้หากเราจัดงานประลองมากเกินไปจนกระทั่งเจอทางโบสถ์ประกาศสงครามด้วย

    แต่เราสามารถใช้สงครามหล่อเลี้ยงสงครามได้โดยการจับทาสสงครามมาใส่สนามประลองแบบไร้ขีดจำกัด

    ...ซึ่งเป็นเกมส์ก็สนุกดีแต่เมื่อมาเป็นโลกความจริงของผมแล้ว ผมไม่กล้าทำอย่างนั้น

    ตอนเป็นเกมส์เราสามารถเล่นแบบบริหารให้เมืองกลายเป็นดิสโทเปียแต่ยังครองอำนาจอยู่ได้ก็จริง

    แต่โลกความจริงทำอย่างนั้นผมก็รู้สึกผิดพอสมควร

    ทางเทคนิค การบริหารแบบดิสเปียแต่ยังไม่เกมส์โอเวอร์ไปก่อนก็เรียกว่าแสดงฝีมืออีกอย่างหนึ่งด้วยรู้สึกในเกมส์จะบอกว่าเป็นแกจบ True End หรืออะไรนี่ล่ะ

    ที่มาเรียโดนสิงด้วยวิญญาณหรืออะไรสักอย่าง

    ผมจ้องผิวที่ขาวนวลสะท้อนแสงของมาเรียผมทองที่สวยงามราวกับมีภูตลมคอยพัดอยู่ตลอดเวลา และเสียงเพลงของเธอที่สะกดสัตว์ในป่าและพลังแสงเสน่ห์ Charm สีขาวที่สามารถทำให้แม้แต่คนเอ๊ยตัวที่หวงที่ไม่ชอบให้ใครเข้ามาใกล้อย่างมูมักไพร์มยังหลงรักเธอ

    ก็คิดว่าคนอย่างเธอไม่น่าจะ...

    โอเค ผมคิดว่าเธอมีดวงวิญญาณบางอย่างสิงอยู่แน่ๆแต่ในโลกใบนี้เราต้องเปิดใจให้กว้างเข้าไว้

    เพราะผมเองก็เป็นที่สถิตสัตว์หาง เอ๊ยสัตว์เทพเก็นบุไว้แล้วเหมือนกัน

    มาเรียยังคงสามารถทำหน้าเขินอายหน้าแดงได้ตอนที่มือผมลูบไล้ไปมาอยู่ใต้ร่มผ้าของเธอท่ามกลางสายตาของสาธารณชน

    “อ๊าย อย่าค่ะ นายท่านยังไม่กลางคืนเลยนะ คิกคิก”

    มาเรียได้คลอเคลียไปมาบนร่างกายของผม

    “ไม่ได้หรอกเราต้องไปบุกเหมืองร้างกันตอนกลางคืน”

    ผมกล่าว