คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    เพื่อเหล่าสหาย

    เมื่อร่างของอสูรต้นไม้ค่อยๆ สลายกลายเป็นธุลี

    อคินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง เขาหอบหายใจ...

    แต่เป็นการหอบที่เกิดจากความเคยชินของสมอง ไม่ใช่เพราะปอดต้องการออกซิเจนจริงๆ

    เขามองมือที่สั่นเทาของตัวเองที่ยังคงเย็นเฉียบ

    เขายื่นมือไปหยิบ 'เนื้อไม้เงาจันทร์' ขึ้นมาสัมผัส ความรู้สึกอบอุ่นจางๆ จากเนื้อไม้ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างกายที่ตายด้านของเขา

    "ได้มาแล้ว..." เขายิ้มออกมา "อีกนิดเดียวเท่านั้นนะแต้ม..."

    อคินเก็บเนื้อไม้อย่างทะนุถนอมลงในกระเป๋ามิติใหม่ที่มามาเลดให้มา

    สายตาของเขาจ้องมองไปยังขอบฟ้าของดันเจี้ยนที่กำลังจะรีเซ็ตตัว

    ความหวังที่เขาจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งพร้อมกับสหายรักเริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมาจากซากศพของอสูรเหล่านี้

    ทุกทรัพยากรที่ดรอปได้ ทั้งผลึกวิญญาณสีหม่นหรือชิ้นส่วนเปลือกไม้แข็ง อคินเก็บสะสมมันอย่างทะนุถนอมในกระเป๋าข้างเอว

    เขากวาดล้างมอนสเตอร์รอบด้านด้วยความฮึกเหิมที่ต่างจากทุกวัน

    ทุกการฟาดฟันคือการเตรียมความพร้อม... เพื่อสร้างสิ่งที่ดียิ่งกว่าไว้ต้อนรับ 'การกลับมา' ของสหายที่เขารักที่สุด

    ...

    [01:30 น.]

    ลมหนาวจากทิศเหนือพัดผ่านประตูเมืองปราจีนบุรีที่พังทลายไปครึ่งหนึ่ง

    อคินเดินแบกเป้วัตถุดิบหนักอึ้งกลับจากดันเจี้ยนในสภาพที่โชกไปด้วยเลือดอสูร

    สายตาของเขาเหลือบไปเห็นกลุ่มเงาสีขาวบริสุทธิ์ท่ามกลางผู้รอดชีวิตที่ดูหิวโหยและอ่อนแรง

    คนเหล่านั้นสวมชุดคลุมยาวสะอาดตาจนดูผิดที่ผิดทาง

    พวกเขาแจกจ่ายกระดาษที่มีตราสัญลักษณ์ 'ต้นไม้เหี่ยวเฉา' พร้อมกับป่าวประกาศด้วยเสียงที่ก้องกังวานแต่เย็นเยียบ

    "ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด... เรามีกุญแจสู่การคืนชีพคนที่คุณรัก!"

    เท้าของอคินหยุดกะทันหันราวกับถูกตอกตะปู หัวใจเต้นรัวแรงขึ้นมาทันที

    'ถ้าโบ้โกหกฉันล่ะ? ถ้ามันแค่พูดเพื่อให้ฉันเลิกเศร้า?'

    ความระแวงเริ่มกัดกินจิตใจเหมือนหนอนที่ชอนไชในไม้ผุ

    'ถ้าแต้มตายไปแล้วจริงๆ และสิ่งที่คุยกับฉันคือวิญญาณที่แตกสลาย... สภาพที่ไม่พร้อมที่โบ้บอก... หรือเขาจะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวไปแล้ว?'

    ความคิดเรื่อง 'วิญญาณเร่ร่อน' หรือ 'ซอมบี้' ทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบที่สันหลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    'บางที... ฉันอาจต้องการความช่วยเหลือจากคนพวกนี้ ลัทธิที่กล้าประกาศเรื่องการฝืนกฎของโลก'

    แต่อคินยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปใกล้

    กลุ่มคนชุดขาวเหล่านั้นก็ไหวตัวทัน พวกเขาสังเกตเห็นทหารสันติบาลในชุดเกราะเข้มที่ลาดตระเวนมาแต่ไกล

    เพียงพริบตาเดียว ร่างในชุดขาวเหล่านั้นก็สลายตัวหายไปในตรอกซอกซอยที่มืดมิด ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาจากความเหนื่อยล้า

    อคินทำได้เพียงกำใบปลิวที่ถูกทิ้งไว้ในมือจนยับย่น

    ความคิดถึงที่มีต่อแต้มทำให้เขามองข้ามกลิ่นอายอันตรายที่แฝงมากับคำโฆษณาเหล่านั้นไปจนสิ้น

     

     

    [10 กรกฎาคม | 19:00 น.]

    เมื่อแสงตะวันสุดท้ายลับขอบฟ้า อคินลืมตาขึ้นบนเตียงเดิม ความรู้สึกหนักอึ้งในร่างยังคงอยู่

    มามาเลดในเกราะสีทองคำอร่ามเดินเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้มที่ดูฝืนธรรมชาติ ราวกับกำลังปกปิดความกังวลบางอย่าง

    "ได้ยินว่าช่วงนี้นายลุยดันเจี้ยนเป็นบ้าเป็นหลังเลยนะคิน"

    มามาเลดเอ่ยถามพลางหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงประท้วง

    "หาวัตถุดิบทำชุดใหม่เหรอ? หรือกะจะไปเปิดศึกกับใคร?"

    "ใช่ ฉันอยากได้ชุดเซตดีๆ ให้พวกเราทุกคน"

    อคินตอบขณะตรวจเช็กความทนทานของถุงมือที่เริ่มมีรอยฉีกขาด

    "ชุดที่เรามีตอนนี้มันแทบจะกลายเป็นเศษผ้าอยู่แล้ว และฉันต้องการความแข็งแกร่ง... ที่มากกว่านี้"

    มามาเลดส่งถุงหนังใบใหม่ที่มีตราประทับรอยนิ้วมือของ 'ท่านปกป้อง' ให้กับเขา

    "นี่... กระเป๋ามิติรุ่นใหม่ เก็บของได้เยอะขึ้นและรักษาคุณภาพวัตถุดิบได้ดีกว่าเดิม ฉันขอมาจากท่านปกป้องโดยเฉพาะ เห็นว่านายกำลังลำบากหาของ หวังว่าจะช่วยลดภาระนายได้บ้างนะ"

    อคินรับมาด้วยความขอบคุณ แต่ในใจเขายังคงวนเวียนอยู่กับภาพของคนชุดขาว

    "มามาเลด... เมื่อวันก่อนฉันเจอคนแปลกๆ พวกเขาพูดเรื่องการชุบชีวิตคนตายได้ ลัทธิอมตะน่ะ นายเคยได้ยินไหม?"

    มามาเลดแค่นเสียงขึงขัง แววตาที่สดใสพลันมืดลง

    "อ้อ... พวกต้มตุ๋นน่ะคิน พวกนั้นหากินกับความทุกข์ของคนอื่น หลอกเอาเหรียญ และผลึกเวทไปเปล่าๆ สันติบาลกำลังกวาดล้างอยู่ อย่าไปยุ่งกับพวกนั้นเชียว มันอันตรายกว่าอสูรในดันเจี้ยนเสียอีก"

    ชายในเกราะทองเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

    "แต่ถ้าเรื่อง 'ชุบชีวิต' ... ข้าเคยได้ยินว่าพวกอาณาจักรล้านนา มีพิธีกรรมที่เรียกว่าการ 'เรียกขวัญและต่ออายุขัย' มันทรงพลังมากพอจะดึงวิญญาณทหารที่ตายในสงครามรุ่งอรุณให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง แต่มันไม่มีใครทำได้จริงหรอกคิน พิธีกรรมนั้นต้องการค่าตอบแทนที่มหาศาลเกินกว่ามนุษย์จะจ่ายไหว"

    มามาเลดพูดเพื่อหวังให้คินตัดใจ

    แต่สำหรับอคิน... คำพูดนั้นกลับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เขาตามหามาตลอดชีวิต

    'ลัทธิอมตะ... วิชาล้านนา... ถ้าพวกนั้นรู้เคล็ดลับจริงๆ ฉันอาจจะช่วยให้แต้มไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป และเราทั้งคู่... อาจจะได้กลับมาอยู่พร้อมกันได้จริงๆ'

    แววตาของอคินที่เคยเต็มไปด้วยความสับสน

    บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่น่ากลัว เป้าหมายของเขาไม่ใช่เพียงการเป็นอัศวินของระบบเพื่อเอาตัวรอดอีกต่อไป

    แต่มันคือการท้าทายกฎแห่งความตายที่พระเจ้าเบื้องบนกำหนดไว้

    "ไปหาป้าแย้มกันเถอะ"

    อคินบอกกับสหายสี่ขาที่มองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

    "เราจะไปเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด"

    ...

    ขณะที่กำลังเดินทางไปยังของลุงเกริกและป้าแย้ม

    อคินบังเอิญพบกับ 'ปลาเผา' ที่กำลังนั่งโซ้ยบะหมี่น้ำตกอยู่ที่ร้านข้างๆ

    เมื่อรู้ว่าอคินจะทำชุดใหม่ ปลาเผาก็ไม่รอช้าที่จะวางชามบะหมี่แล้วตามมาด้วยความตื่นเต้น

    ...

    ณ ร้านเตาหลอมพฤกษา ห้องทอผ้าของป้าแย้ม

    บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรอบแห้ง ผสมกับกลิ่นอายเวทมนตร์จากเครื่องมือช่างที่ทันสมัย

    "โอ้โฮ... พ่อหนุ่ม นี่กะจะตัดเกราะไปรบกับเทพเจ้าหรือไง?"

    ป้าแย้มอุทานเมื่อเห็นอคินขนวัตถุดิบระดับหายากออกมาวางกองจนล้นโต๊ะไม้ตัวหนา

    "วัตถุดิบที่หามาน่ะเกรดเอทั้งนั้น แต่นี่..."

    ป้าแย้มใช้แว่นขยายส่องดูผลึกเวท และวัตถุดิบต่างๆ

    "ถ้าจะเอาชุดเซต 'วิญญาณพฤกษา' ที่มีคุณสมบัติผสานพลังงานระหว่างผู้สวมใส่ ของที่มียังขาด 'ไหมผีเสื้อทะเล' กับ 'เกล็ดม้านิลมังกร' นะ"

    ลุงเกริกเดินเข้ามาพร้อมยาสมานแผลระดับสูงส่งให้อคิน

    "พยายามเข้านะลูกค้ารายแรกของร้านเราที่กล้าขอทำชุดเซตระดับนี้ วัตถุดิบพื้นฐานน่ะไม่ต้องห่วง ลุงกับป้าจะจัดหาให้เอง แต่ไอ้ของพิเศษจาก 'ดันเจี้ยนรังผีเสื้อทะเล' กับ 'ป่าหิมพานต์จำลอง' น่ะ... ต้องฝากเธอแล้วล่ะ"

    "ได้ครับป้า ผมจะหามาให้ครบทุกชิ้น"

    อคินรับคำอย่างหนักแน่น

    หลังจากมามาเลดและปลาเผาขอตัวกลับค่ายฝึก

    อคินก็หันไปหาโบ้และบัวลอยด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัยและความลับที่เขาไม่ได้บอกใคร

    "ไปกันเถอะ... เป้าหมายต่อไป ดันเจี้ยนเกาะแก้วพิสดาร"

    เขาก้าวเดินนำออกไปในความมืดที่คุ้นเคย

    โดยหารู้ไม่ว่าทุกก้าวที่เขาเดินเข้าหาความหวังเรื่องการคืนชีพ

    มันกำลังนำพาเขาไปสู่ความจริงที่อาจสั่นคลอนตัวตนที่เขาเชื่อถือมาตลอด

     

     

    [11 กรกฎาคม]

    คมดาบพฤกษาตวัดผ่านอากาศ ธาตุไม้ในตัวดาบสั่นพ้องกับพลังเวทในชั้นบรรยากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวที่บาดแก้วหู

    แรงเหวี่ยงส่งคลื่นพลังสีเขียวมรกตเข้าฉีกกระชากร่างของ 'พรายทะเล' จนขาดสะบั้นในพริบตา

    อคินยืนหอบหายใจท่ามกลางซากอสูรในดันเจี้ยนที่ค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีหม่น

    เขามองดูชุดอัศวินสีขาวของตัวเองที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีเขียวคล้ำและเศษดิน

    แขนซ้ายของเขาสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าทางกาย... แต่เป็น 'ความรู้สึก' ที่หน้าต่างระบบแจ้งเตือนว่า

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 02:59:59]

     

    ‘ต้องรีบกว่านี้’

    อคินคิด พลางใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตา ‘

    เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามชั่วโมง ก่อนที่ฉันจะถูกบังคับให้ล็อกเอาต์’

    ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้เพียงแค่กวัดแกว่งดาบเพื่อเก็บเลเวลเหมือนพวกนักผจญภัยทั่วไป

    ทุกย่างก้าวในป่าคอนกรีตที่ถูกเถาวัลย์ยักษ์เข้าปกคลุมคือการเดิมพัน

    อคินมองเห็น 'ค่าประสบการณ์' ในหน้าต่างระบบเป็นดั่งลมหายใจ ยิ่งเขาฆ่ามอนสเตอร์ได้มากเท่าไหร่

    ตัวเลขที่ขยับขึ้นก็ดูเหมือนจะเป็นหลักประกันว่า 'ความมีตัวตน' ของเขาจะไม่เลือนหายไป

    และบางที... ถ้าเขาแข็งแกร่งได้มากพอ เขาอาจจะไปท้าประลองกับศรีนิล

    หากชนะก็อาจจะบังคับให้ศรีนิลบอกเบาะแสเกี่ยวกับ 'แต้ม' แมวสีส้มที่หายไปของเขา

    เขาสะบัดดาบไล่หยดเลือด ท่ามกลางสายตาของเหล่า 'สหายสัตว์ร่วมรบ' หรือกลุ่มนักผจญภัยปาร์ตี้อื่นที่ลงดันเจี้ยนพร้อมๆ กับเขา

    อคินไม่ได้ยินเสียงกระซิบของพวกเขา แต่เขาสัมผัสได้ถึงสายตาเหล่านั้น...

    สายตาที่มองดู 'อัศวินชุดขาว' ผู้ไม่เคยหยุดพัก ราวกับเขามีขุมพลังมหาศาลที่ไม่มีวันหมดสิ้น

     

     

    [15 กรกฎาคม]

    กลิ่นกำมะถันปนกับกลิ่นไหม้ของถ่านหินหอมอบอวลอยู่ในตรอกแคบๆ ท้ายซอย

    ที่ถูกขนานนามว่า 'ร้านเตาหลอมพฤกษา' เสียงค้อนกระแทกทั่งเหล็กดังกังวานเป็นจังหวะหนักแน่น เคร้ง! เคร้ง!

    ราวกับหัวใจของเครื่องจักรยักษ์ที่กำลังเต้นอยู่ใต้ดิน

    อคินเดินแบกห่อผ้าผืนใหญ่ที่ส่งกลิ่นคาวจางๆ ของสัตว์อสูรระดับสูงเข้าไปในห้องแถวที่ดูซบเซา

    แสงไฟจากเตาหลอมสะท้อนใบหน้าซีกหนึ่งของเขาให้ดูคมเข้มและอ่อนล้าในเวลาเดียวกัน

    "มาแล้วเหรอ..."

    เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงาหลังเคาน์เตอร์

    ลุงเกริกขยับกายออกมาจากเงาของชั้นวางขายยาวิเศษที่ถูกปรุงโดยลูกสาวของเขา

    เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ผู้ดูแลร้านนี้ มือขวาที่ควรจะมีอยู่หายไปเหลือเพียงผ้าพันแผลสะอาดสะอ้านที่พันทับไว้อย่างแน่นหนา

    อคินมองดูมือซ้ายเพียงข้างเดียวของลุงที่กำลังลูบไล้แบบร่างชุดเกราะบนแผ่นกระดาษหนังอย่างทะนุถนอม

    "ได้มาครบตามที่ลุงขอครับ"

    อคินวางห่อผ้าลงบนโต๊ะไม้หนา เสียงกระแทกของมันบอกถึงน้ำหนักที่มหาศาล

    เขากางผ้าออก เผยให้เห็น 'เกล็ดม้านิลมังกร' ที่วางเรียงซ้อนกัน

    แสงจากเตาไฟตกกระทบผิวเกล็ดสีนิลจนเกิดประกายแวววาวเหมือนอัญมณีสีดำ

    แต่มันไม่ใช่แค่ของสวยงาม อคินสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากพวกมัน...

    ความเย็นที่ดูเหมือนจะดูดกลืนพลังเวทรอบๆ เข้าไป

    ข้างๆ กันนั้นคือ 'แร่เหล็กเวทเกรดบี' สองก้อนโตที่สั่นสะเทือนเบาๆ ส่งกลิ่นอายพลังเวทเข้มข้นจนอากาศรอบโต๊ะดูบิดเบี้ยว

    ลุงเกริกใช้มือซ้ายหยิบเกล็ดม้านิลมังกรขึ้นมาส่องกับแสง แววตาของเขาหม่นลงชั่ววูบหนึ่ง

    มันเป็นแววตาที่อคินไม่เข้าใจ... มันดูเหมือนคนที่กำลังมองดูเศษซากของบางสิ่งที่เคยมีชีวิตรอดอย่างปาฏิหาริย์

    "ลุงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?"

    อคินถามพลางขมวดคิ้ว

    "เปล่า..."

    ลุงเกริกรีบวางเกล็ดลง

    "ข้าแค่คิดว่า... ของพวกนี้มันได้มายากนะ เจ้าต้องเสี่ยงในดันเจี้ยนมากแค่ไหน ถึงได้มันมาเยอะขนาดนี้?"

    "เพื่อโบ้กับบัวลอย ผมเสี่ยงได้ครับ"

    อคินตอบน้ำเสียงจริงจัง

    "ผมอยากให้ลุงเน้นสร้าง 'เซตเกราะสายแท๊งค์ให้โบ้' กับ 'เกราะหนังป้องกันอาคมให้บัวลอย' ผมไม่อยากเห็นพวกเขามีบาดแผลเหมือนคราวก่อนอีก"

    ลุงเกริกชะงักมือที่กำลังจะหยิบสมุดจด เขาเงยหน้าขึ้นมองอคินตรงๆ

    สายตาของลุงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อคินตีความว่าเป็นความซาบซึ้งใจในมิตรภาพระหว่างมนุษย์กับสัตว์

    แต่ลุงกลับเม้มริมฝีปากแน่นราวกับกำลังสะกดกั้นคำพูดบางอย่างที่หนักอึ้งพอๆ กับแร่เหล็กบนโต๊ะ

    "แล้วตัวเจ้าเองล่ะ อคิน?"

    ลุงถามเสียงแผ่ว

    "เจ้าใส่แค่ชุดเกราะหนังเก่าๆ มานานแล้วนะ ไม่คิดจะเสริมแรงป้องกันให้ตัวเองบ้างร้อย?"

    "ผมไม่เป็นไรครับลุง ของผลใช้ของเหลือจากของที่ทำให้สองคนนั้นมาประกอบเอาก็ได้ครับ"

    อคินคลี่ยิ้มบางๆ

    ลุงเกริกถอนหายใจก่อนเอ่ยขึ้น

    "งั้น... วันที่ 19 มารับของได้เลย แต่ถ้าล่ามาได้เพิ่มก็เอามาวัตถุดิบมาให้ลุงอีกนะ"

    ลุงเกริกพูดโดยไม่หันมามอง

    "ข้าจะทำให้ดีที่สุด... ให้สมกับ 'ความเหนื่อย' ของพวกเจ้าทุกคน"

    "งั้น... ผมจะหามาเผื่อให้ทำชุดให้มามาเลดกับปลาเผาด้วยนะครับ"

    อคินเอ่ยตอบก็จะเร่งก้าวเดินออกจากร้านไป ส่งหน้าสู่ดันเจี้ยนพร้อมโบ้และบัวลอย

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน