บทที่ 144 ต้นตอของสงคราม
ชิว เหวินเจี้ยนเมื่อได้อ่านข้อความที่ซูหยางทิ้งเอาไว้ก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ตนเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดและเหนือสิ่งอื่นใดก็คงเป็นการที่ซูหยางรู้ชื่อจริงของเขา
ชิว เหวินเจี้ยนพลิกหน้ากระดาษถัดไป มันว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเขียนอยู่อีกแล้ว แต่ฉับพลันแสงสว่างสีม่วงก็ฉายออกมาจากกระดาษทำมือนั้น เขารู้เลยว่าเป็นเวทย์ที่ซูหยางตั้งใจร่ายอาบหนังสือบันทึกเล่มนี้เอาไว้
แสงนั้นกระจายออกไปเบื้องหน้าก่อนจะรวมตัวกันสูงเท่ามนุษย์ ใบหน้าอันคุ้นเคยและรูปร่างอรชรของอีกฝ่ายทำให้ชิว เหวินเจี้ยนรู้ดีเลยว่าร่างที่สร้างขึ้นนี้เป็นของซูหยางไม่ผิดเพี้ยน นางคิดไว้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างจึงสร้างเวทย์นี้เอาไว้ เป็นวิชาลับที่ใช้พลังเวทย์สูงและหาได้ยาก
วิชาร่างมรณา
"บอกกันตอนยังมีชีวิตอยู่ก็ได้แท้ๆ" ชิว เหวินเจี้ยนรำพึงกับตนเองแต่สายตาก็ยังจดจ้องไปยังร่างของซูหยาง ร่างโปร่งแสงนี้ไม่ใช่วิญญาณแต่เป็นเหมือนการบันทึกข้อความโดยใช้พลังเวทย์กักเก็บเอาไว้
"ไม่มีเวลาเลย เจ้าน่ะเอาแต่ไปนู่นไปนี่อยู่เรื่อย" ร่างของซูหยางเอ่ย น่าแปลกที่เห็นรอยยิ้มจากซูหยาง และนี่ก็เป็นความพิเศษของเวทย์นี้ สามารถโต้ตอบกับบุคคลได้ แต่มันจะใช้ได้ต่อเมื่อเจ้าของเวทย์ตายไปแล้ว
"ข้าก็มีงานที่ต้องสะสางรู้ไหม" ชิว เหวินเจี้ยนยกยิ้ม รู้สึกแปลกๆ ที่เห็นเจ้าของร่างนอนนิ่งอยู่ในโลงแก้วแต่เขากำลังพูดอยู่กับซูหยางที่ไม่ใช่ซูหยางอีกต่อไป ดูเหมือนนางคิดอยู่แล้วว่าตัวเองจะตกตาย
"เจ้าอยากรู้อะไรเล่าชิว เหวินเจี้ยน หรือจะให้ข้าต้องเรียกนามที่แท้จริงกัน" ร่างโปร่งแสงของนางเดินวนไปทั่วห้อง ยืนมองหนังสือมากมายนั้นอย่างสบายใจทั้งที่ตัวจริงของนางไม่เคยเป็นแบบนี้สักเท่าไหร่ ซูหยางมักจะบึ้งตึงทั้งยังพูดจาดุร้ายทำให้คนต่างหวั่นเกรง
แต่นั่นใช้ไม่ได้กับเขา
"ข้าแค่ไม่เห็นเหตุผลที่พี่น้องของเจ้าต่างอยากแย่งชิงดินแดนแห่งนี้ พ่อของเจ้าก็แบ่งพื้นที่ให้โดยเท่าเทียม"
ซูหยางหันมามอง "ข้าเป็นถึงลำดับที่หกแต่ได้ขึ้นเป็นผู้นำลำดับที่สองถึงห้า ปกครองดินแดนส่วนกลางที่มั่งคั่งและใหญ่ที่สุด ลูกคนไหนก็ต้องมีข้อกังขาบ้างล่ะ"
"แล้วทำไมพ่อเจ้าถึงทำเช่นนั้น"
ชิว เหวินเจี้ยนเฝ้ารอคำตอบ
"เพราะท่านรักข้า" ซูหยางยิ้มบางเบา เดินเข้ามาหาชายหนุ่มเชื่องช้า ลูบไล้หนังสือบันทึกอย่างคิดถึง ดูเหมือนว่าจิตใจของนางยังคงสถิตย์อยู่ที่นี่ โหยหาในสิ่งที่โลกแห่งความตายให้กับนางไม่ได้ "ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ข้าเป็นคนที่พลังด้อยที่สุด พ่อของข้าสอนเวทย์ให้มากมายแต่ใช้เวลานานกว่าข้าจะจดจำได้ ผู้หญิงเพียงคนเดียวในหมู่จอมมารย่อมเป็นธรรมดาที่ท่านจะหวงแหน"
"อิจฉางั้นหรือ" ชิว เหวินเจี้ยนส่ายหน้า "จอมมารเองก็ไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์เลย แต่แค่ความรักคงไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาคิดการรวมหัวกันมาถล่มที่นี่หรอก"
ซูหยางยิ้มอย่างรู้ทัน "ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านมิใช่คนเขลา นับแต่วันที่ท่านเข้ามาสร้างความวุ่นวายในย่านการค้า แวบแรกที่ข้าเจอท่านก็คิดถึงตำนานการผนึกเทพมารที่ท่านพ่อเคยพูดถึง ท่านมีความรู้สึกของชายคนนั้น"
"ปิดปากเงียบมานานเกินไปแล้วซูหยาง" เขาถอนหายใจ "หากเจ้ากับข้าคุยกันไวกว่านี้ตอนนี้เจ้าอาจจะยังมีชีวิตอยู่"
"ดาบนั่น" ซูหยางชี้ไปยังดาบสีดำที่เอวของชิว เหวินเจี้ยน บัดนี้แสงสีแดงสว่างอับแสงลงเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก้มลงมองมัน เจ้าเคยฝากเอาไว้กับพ่อของข้า"
ชิว เหวินเจี้ยนยักไหล่ ในตอนสงครามครั้งนั้นเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้มัน จึงให้กับจอมมารเอาไว้ พูดทิ้งท้ายว่าอยากเอาไปทำอะไรก็เชิญ
"ข้าในอดีตต่างหากเล่า"
"พ่อของข้ามอบให้ข้า แต่ตอนนั้นข้ายังเด็กนักทั้งยังไม่มีความสามารถเรื่องดาบเลยแม้แต่น้อย ข้าเลยมอบให้สหายคนสนิทอย่างหนี่เหยา"
ชิว เหวินเจี้ยนหัวเราะ "เจ้ามอบของสำคัญขนาดนั้นให้หนี่เหยาน่ะหรือ"
"ถึงจะดูถูกตนเองไปบ้างแต่หนี่เหยาก็เป็นคนดี" ซูหยางยิ้มอย่างถูกใจ ส่ายหัวเนือยๆ กับเพื่อนชายตน "เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ จนสุดท้ายดาบเล่มนี้ก็เป็นของท่าน เจ้านั่นปกป้องมันไม่เคยคิดมอบให้ใคร แต่พอเห็นมันอยู่ในมือท่านแล้วข้าก็สบายใจ"
"จะบอกข้าว่าดาบเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่จะเกิดขึ้นงั้นหรือ" ชิว เหวินเจี้ยนเอ่ยถาม และคำตอบที่ได้ก็ไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจนัก
"ใช่แล้ว ในกาลก่อนท่านพ่อของข้ายังแข็งแรง มิมีใครกล้าออกปากเสียง สิทธิในดาบจึงตกเป็นของข้า แต่ยามเมื่อท่านอ่อนแรงลงแล้ว ก็ง่ายนักที่จะแย่งมัน"
"แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวกับข้าอย่างไร"
ซูหยางจ้องมองดวงตาของชิว เหวินเจี้ยน รอยยิ้มจางหายไป นางขยับเข้ามาใกล้จนเขาเห็นแสงสว่างรอบๆ ตัวนาง
"เจ้าเป็นคนเดียว เป็นคนเดียวที่ใช้พลังที่แท้จริงได้ อันตัวข้านั้นไม่ได้มีความสำคัญเลย ทุกคนต่างต้องการดาบเล่มนี้ทั้งนั้น"
"ไม่มีใครทำลายผนึกได้หากผู้ใช้ทำการลงผนึกไปแล้ว"
"ปัญหาคือไม่มีใครผนึกมันได้ มีเพียงเจ้าเท่านั้น"
ชิว เหวินเจี้ยนขมวดคิ้ว เขาเข้าใจแล้วว่าที่ทุกคนอยากยึดครองบัลลังก์นี้ก็เพื่อค้นหาดาบของซูหยางที่มอบให้หนี่เหยา และในตอนนี้พ่อของนางก็อ่อนแอจึงง่ายนักที่จะทำเช่นนั้น แล้วเหตุใดจึงต้องรวมตัวกันมากมายในเมื่อซูหยางอ่อนแอกว่า
"แล้วทำไมทุกคนต้องรวมหัวกัน"
ซูหยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เพราะเจ้าอย่างไรเล่า หรือให้ข้าต้องเรียกท่านว่า หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ"
ชิว เหวินเจี้ยนชี้มาที่ตัวเขา ก่อนหน้านี้ทำไมไม่รีบชิงดาบไปก่อนและช่วยกันออกแรงผนึกกัน ดูเหมือนทุกอย่างจะยังมีเงื่อนงำอยู่ แผนการเบื้องหลังนั้นยังลึกลงไปอีกมาก
"ตั้งแต่ท่านผนึกดาบนั้นได้ข้าว่าคงมีคนล่วงรู้ไปบ้าง และขนาดที่ผนึกได้เพียงตัวคนเดียวคิดว่าน่ากลัวขนาดไหนกัน"
"ไม่เห็นจำเป็นจะต้องฆ่าเจ้าด้วยเลย"
ซูหยางยิ้มบางเบา มองตัวเองในโลงใสแล้วก็ได้แต่ลูบผ่านมัน "ความอิจฉาในหมู่จอมมารนั้นมีมาช้านาน ข้าคงสมควรตายแล้ว พวกพี่น้องคนอื่นคิดว่าข้ามีคนมือดีไว้ใช้งาน เพราะงั้นพวกเขาจึงรวมตัวกันเพื่อควบคุมเจ้า หากได้เจ้าไปอยู่ในกำมือ คงทำอะไรได้ง่ายขึ้น"
"สรุปทุกอย่างก็เพื่อแค่ได้ครองดาบและดินแดนจอมมารแค่นี้น่ะหรือ" ชิว เหวินเจี้ยนเลิกคิ้ว หญิงสาวในร่างโปร่งแสงส่ายหัว
"เพื่อจักครองเอกภพนี้ต่างหากเล่า ครอบครองมันแทนท่านที่ลงมาเกิดในร่างนี้"
"เจ้ารู้ได้อย่างไร"
ซูหยางถอนหายใจ
"พลังของท่านเหมือนกับเขาคนนั้นเสียขนาดนั้น"
ชิว เหวินเจี้ยนหายใจไม่ทั่วท้อง เขาจำคำของทหารในปราสาทสีทองได้ ทุกอย่างดูวุ่นวายไปเสียหมด และนั่นทำให้เขาตระหนักว่าผู้อยู่เบื้องหลังจอมมารลำดับที่สามคงเป็นจอมมารลำดับไหนสักตน และคนที่สั่งการ...ก็คงเป็นคนใกล้ตัวเขาในชาติก่อนเป็นแน่
ซูหยางมองมือของนาง แย้มยิ้มออกมาเหมือนยอมรับชะตากรรมของตนเอง จอมมารลำดับที่สามจ้องมองร่างตนเองและชิว เหวินเจี้ยนสลับกัน
"หมดเวลาของข้าแล้ว" นางเอื้อนเอ่ย มือของหญิงสาวค่อยๆ บุบสลายจนสุดท้ายกลายเป็นเถ้าถ่าน ซูหยางรีบเดินเข้ามาหา ชี้ไปที่ใต้ลิ้นชักซึ่งมีกล่องใบงามตั้งอยู่ "ถือตรานั่นเอาไว้ นับจากนี้ไป บัลลังก์นี้เป็นของท่านแล้ว"