หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง อสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน ตึกแถว นั้นราคาตกลงอย่างมาก
เพราะคนซื้อหายไปแทบหมดจากการโดนวิกฤตต้มยำกุ้ง คนที่มีเงินพอมีกำลังซื้อและไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้งก็ไม่มีใครกล้าใช้เงิน ต่างเก็บเงินสด เก็บทองไว้กับตัวอย่างเหนียวแน่น
ในขณะที่ดอกเบี้ยเดินทุกวัน แต่เ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลับขายบ้าน ขายตึกแถวไม่ได้ เมื่อดอกเบี้ยจากเงินกู้พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วก็เหมือนกับเ้าของธุรกิจอื่นๆ
หลายเ้าที่เริ่มเอาบ้าน เอาที่ดิน หรือตึกแถว สินทรัพย์ต่างๆ ที่ตัวเองมี ออกมาขายเพื่อเอาเงินไปพยุงธุรกิจหรือจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร ส่วนธุรกิจเ้าไหนไม่ไหวก็ล้มละลายไป โดนยึดทรัพย์สินกันไป บางเ้าก็เปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมทุนเพื่อความอยู่รอดอย่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์และธนาคารหลายเ้าในตลาดหุ้น
ดังนั้นทุกที่จึงล้วนเต็มไปด้วยที่ดิน บ้าน ตึกแถว ที่นำออกมาขายเลหลังกันมากมาย
แต่เมื่อคนซื้อมีน้อย หรือไม่มีคนซื้อ คนขายจึงยิ่งต้องลดราคาลงอีก เพื่อจูงใจ จึงทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ทุกอย่างจึงลดราคาลงต่ำกว่า่เวลาปกติกว่าครึ่ง บางที่ราคาเหลือเพียงยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยอมขาย เพราะ้านำเงินไปโปะหนี้ หรือหมุนเวียนในธุรกิจ
่เวลานี้ จึงเป็์ของคนมีเงินสด และเห็นโอกาส และได้สร้างเศรษฐีใหม่ขึ้นมามากมายในภายหลัง
"นอกจากเซ้ง ถ้าจะขายเลย คุณสนใจไหมครับ"เสียงเ้าของตึกแถวคูหาที่สองกล่าว
"ราคาเท่าไหร่ครับ" เขาถาม
"เงินสดห้าแสน โอนเลยทันทีครับ" เสียงปลายสายตอบอย่างกระตือรือร้น
"อืม น่าสนใจครับ " ณรัชต์ฟังเสียงจากปลายสายน่าจะอายุไม่มาก เขาจึงชวนคุยเื่ทั่วไป เื่อื่นต่อไปเรื่อย ๆ ก่อนวกเข้าเื่สาเหตุที่คิดขายตึกแถว
เ้าของตึกแถวคูหาที่สอง ที่กำลังคุยอย่างติดพันกับเขาจึงเผลอเล่าสาเหตุที่อยากขายออกมาให้ฟังว่า
เขากู้เงินมาซื้อตึกแถวนี้เมื่อสองสามปีก่อน เพราะคิดว่าจะเก็บไว้เก็งกำไรหรือขายต่อ แต่เมื่อเจอกับความซบเซาหลังต้มยำกุ้ง คนซื้อต่อก็เลยไม่มี หายไปหมด จึงจำเป็ต้องเอามาปล่อยเช่า
พอเอามาปล่อยเช่า คนเช่าก็ไม่ค่อยสม่ำเสมอ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ตอนกู้มาซื้อสูงมาก จนต้องควักเงินออกมาเพิ่มเพื่อผ่อนจ่ายธนาคาร ดังนั้นตอนนี้ถ้าเป็ไปได้ก็อยากจะขาย นำเงินไปปิดหนี้ธนาคารที่เหลือให้หมด
ณรัชต์ได้ฟังแล้วก็ชวนคุยต่อ ส่วนเื่จะซื้อหรือไม่ เขายังตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ว่าขอเวลาไปคิดอีกสักวันก่อน แล้วจะติดต่อกลับอีกที
ตอนแรกณรัชต์ไม่คิดสนใจลงทุนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เท่าไหร่ แม้เขาจะรู้ว่าการลงทุนด้านนี้ใน่เวลานี้เป็โอกาสทอง ที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้มากก็ตาม
แต่เพราะนี่ไม่ใช่เป้าหมายที่เขาวางไว้ั้แ่แรก เป้าหมายของเขาตอนแรกมีเพียงทำเงินจากตลาดหุ้นเพื่อจะได้มีต้นทุนในการช่วยเหลือคนอื่นในอนาคต และเื่นี้เบื้องต้นเขาเพียงคิดอยากจะออกทุนช่วยเซ้งตึกให้เด็กหนุ่มที่ขยันขันแข็งอย่างเล้งเท่านั้น
แต่พอได้รู้ราคาของตึกแถว นิสัยวีไอ (Value Investor=นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า) ของเขาก็กำเริบขึ้นมา
การได้เห็นราคาของตึกแถวที่ปกติ ราคาราวๆ แปดแสน ขายด้วยราคาเพียงห้าแสน นั่นทำให้เขาอดสนใจไม่ได้ เพราะเขารู้ว่าอีกเพียงไม่กี่ปี ราคาของตึกแถวติดถนนเหล่านี้จะขึ้นอีกอย่างน้อยสามเท่า จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ณรัชต์รออีกสองวัน พอให้อีกฝั่งกระวนกระวายเล็กน้อย ก่อนโทรศัพท์กลับไป
เสียเวลาต่อรองอยู่พักใหญ่ อีกฝั่งจึงกัดฟันลดราคาให้เหลือ สี่แสน แต่มีข้อแม้ว่าณรัชต์ต้องเป็ฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งหมด
เขาตอบตกลง
สุดสัปดาห์ที่บ้านของณรัชต์
เช้านี้เขาไม่ได้ไปวัดกับแม่ แต่ตามพ่อออกไปดูไร่อ้อย ถือจอบไปคนเล่ม ดายหญ้าไปคุยกันไป
่ชีวิตที่แล้ว เขาก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่มักไม่ค่อยสนิทกับพ่อ ยิ่งพ่อเขาเป็คนดุ และปกครองบ้านด้วยระบอบบิดาธิปไตยที่เข้มงวด จึงทำให้ณรัชต์ออกจะเกรง ๆ พ่อของเขา ไม่ค่อยกล้าพูดคุยด้วย
แต่ั้แ่เขากลับมาที่่เวลานี้อีกครั้ง เขาก็หันมาให้เวลากับครอบครัวและพูดคุยกันมากขึ้น ทำให้ตอนนี้เขาเริ่มคุยกับพ่อได้มากขึ้นแล้ว ส่วนแม่ เขาสนิทกันมากแล้วตอนนี้
คิดถึง่ชีวิตที่แล้วของเขาแล้วก็ถอนหายใจ ตอนวัยรุ่นทำไมเขาถึงเบื่อ รำคาญที่แม่ขี้บ่น และกลัว เกรง ที่พ่อเป็คนดุกันนะ ทั้งที่ในความจริงแล้ว เมื่อมองด้วยสายตาของเขาตอนนี้ แม่เขาที่บ่น ที่พูดมากนั้น ส่วนมากเป็เพราะห่วง และหวังดีกับเขาเท่านั้น ถ้ามองข้ามคำพูดที่แม่บ่นไป ความหมายคือการที่กังวลเกี่ยวกับเขาในเื่ต่าง ๆ เท่านั้น
ส่วนพ่อของเขายิ่งแล้วใหญ่ แม้จะดูเหมือนดุ แต่ในความจริงั้แ่เล็กจนโตมา เขาได้รับการตามใจมาตลอด เพราะมัวแต่กลัวความดุ จนทำให้เขามองข้ามการแสดงออกอย่างอื่นไป
"พ่อ ถ้าพ่อรวยขึ้นมา พ่อจะเอาเงินไปทำอะไร " ณรัชต์ถามพ่อของเขาที่ดายหญ้าอยู่ที่ร่องอ้อยข้าง ๆ ด้วยคำถามมโนยอดฮิต
"แล้วตอนนี้จนเหรอ " พ่อเขาเงยหน้าขึ้นมาถามกลับ
นั่นสิ บ้านเขาก็ไม่จนนี่นะ ณรัชต์คิดย้อนหลัง
ตอนเด็กเขากับพี่สาวไม่เคยน้อยหน้าเด็กคนไหนในตำบลเลย ขนม ของเล่นอะไรก็มีหมด สมัยเขาปอสี่ พอพี่สาวเขาเข้าเรียนมัธยมในจังหวัด เขาอิจฉางอแงอยากเรียนในเมืองด้วยบ้าง เขาก็ได้เข้าเรียนประถมชื่อดังในจังหวัดได้ สมัยมัธยมเขาอยากเรียนพิเศษอะไรก็ได้เรียน อยากอยู่หอพักก็ได้อยู่
พอเห็นพี่สาวสอบเทียบจนได้เข้าเรียนอุดมศึกษาั้แ่จบมอห้า เขาก็อิจฉาอยากไปสอบเตรียมทหารบ้าง พ่อเขาก็มีเงินให้เรียนพิเศษและติวเพื่อสอบถึงในกรุงเทพฯ ดูเหมือนบ้านเขาจะไม่จนจริง ๆ นั่นล่ะ
"แล้วทำไมเราไม่จ้างคนมาดายหญ้าล่ะพ่อ" เขาถาม
"เช้า ๆ ออกมาดายหญ้าพอเหงื่อซึมแล้วกลับบ้านไปกินข้าวเช้า กินข้าวอร่อยดี" พ่อเขาบอกถึงเหตุผล
คิดถึง่ชีวิตที่แล้วของณรัชต์ต้องเสียตังค์ค่าสมาชิกฟิตเนสเพื่อไปออกกำลังกาย เทียบกันแล้วของพ่อเขา ทั้งได้ออกกำลังกาย ทั้งไม่เสียตังค์ แถมยังมีประโยชน์อีก ดีกว่ากันเห็นๆ จริงๆ
ณรัชต์จึงชวนพ่อของเขาคุยไปดายหญ้าไป เขาได้ข้อมูลมากมายที่่ชีวิตที่แล้วที่เขาไม่รู้ (เพราะไม่เคยสนใจ) ว่าพ่อเขาทำไร่อ้อยส่งโรงงานน้ำตาลที่มีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอด้วยปริมาณที่สูงมากต่อปี
"โควตาส่งอ้อยให้โรงงานของพ่อปีละเท่าไหร่" เขาถามด้วยความสงสัยสัย
"ราว ๆ ห้าพันตัน แล้วแต่ปี บางปีก็มากกว่า" พ่อเขาตอบ
"........"
"เอาอ้อยมาจากไหนพ่อ เฉพาะที่ปลูกไม่น่าพอ " เขาเงยหน้าขึ้นดูไร่อ้อยของพ่อเขาที่ไม่ถึงร้อยไร่ ไม่พอทำผลผลิตได้ถึงห้าพันตันแน่นอน
"เคยรู้เหรอ ว่ามีกี่ไร่ กี่แปลง ที่คนเอามาจำนองไว้ มีอีกเยอะ" พ่อเขาย้อนถามลูกชายที่ไม่เคยสนใจอาชีพของทางบ้าน
ดูท่าตอนนี้ พ่อเขาจะรวยกว่าเขาเยอะ..
พอแดดเริ่มแรงพวกเขาก็กลับเข้าบ้าน
หลังกินข้าวเช้าเสร็จ พ่อเขาก็ไปทำธุระกับกำนัน แม่เขาหายไปกับเพื่อน ๆ กลุ่มชมรมแม่บ้านรำพัด (เล่นไพ่)
ขณะที่นั่งอืดอยู่ในบ้านเพราะฤทธิ์ข้าวเหนียวที่หนักท้อง เขาก็ชวนพี่สาวที่นั่งกระดิกเท้าดูนักร้องหนุ่มคนโปรดที่กำลังร้องเพลงอยู่ในโทรทัศน์
"เจ๊ เปลี่ยนไปกรี๊ดนักร้องคนอื่นดีกว่านะ คิดว่า " เขาชวนคุย
"ไม่ ฉันชอบพี่ดัง พี่ดังน่ะ ทั้งหล่อ ทั้งเท่" นางสาวนันทรัตน์ค้านเสียงแข็ง
"อืม ตามใจละกัน"
"อ้อ เจ๊ มาช่วยเป็นอมินีให้หน่อยสิ " ณรัชต์ส่งคำถามเข้าประเด็น