เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เล่มที่5 ตอนที่ 145 : ผู้รับช่วงต่อ

            อู๋เยวี่ยอยู่ในชุดสูทแฟชั่นรุ่นเก่าเธอเดินเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็วพร้อมกระเป๋าเอกสารและมือถือของเธอเธอไม่แม้แต่จะเหลียวมองหยางเฉินหรือจ้าวหงเยี่ยนเลยแม้แต่น้อยและโค้งตัวทำความเคารพหลินรั่วซีทันที

            “บอสหลิน มีอะไรหรือคะ?”

            “ช่วยฉันคำนวณบางอย่างหน่อยประวัติการทำงานสามปีย้อนหลังของจ้าวหงเยี่ยนและเงินเดือนของเธอสามปีย้อนหลังเทียบกับแผนกประชาสัมพันธ์ทั้งหมด”

            อู๋เยวี่ยเปิดแล็ปท็อปของเธอขึ้นมาทันทีและหลังจากกดแป้นพิมพ์ด้วยความเร็ว 16 ครั้งต่อวินาทีแล้ว เธอก็เอ่ยขึ้นว่า “ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจ้าวหงเยี่ยนได้รับเงินไปทั้งสิ้น 1.56 ล้าน 1.73 ล้าน และ 2.1 ล้านตามลำดับเงินเดือนรวมโบนัสของเธอเฉลี่ยแล้วประมาณ 200,000 ต่อปีและเมื่อพิจารณาแล้ว เธอได้รับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของแผนกประชาสัมพันธ์ค่ะ”

            หลินรั่วซีพยักหน้า “ช่วยฉันร่างสัญญา สำหรับค่าจ้างของจ้าวหงเยี่ยนในอีก10 ปีข้างหน้า ตัดส่วนของโบนัสของเธอออกครึ่งหนึ่งบริษัทจะจ่าย 1.5 ล้านโอนตรงเข้าบัญชีของเธอเหมือนเป็นเงินพิเศษ”

            อู๋เยวี่ยขมวดคิ้ว “บอสคะ ขอฉันพูดอะไรหน่อยได้มั้ยคะ”

            “หืม? เธอไม่เห็นด้วยอย่างนั้นหรือ?”หลินรั่วซีถาม

            “ใช่ค่ะสำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของแผนกประชาสัมพันธ์ 10 ปีถือว่านานเกินไปค่ะเป็นการยากที่เราจะสามารถร่างข้อตกลงทางธุรกิจระยะยาวเช่นนี้ได้โดยเฉพาะผู้หญิงที่ยังสาว อายุของพวกเธอที่เพิ่มขึ้นนั้นทำให้ยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด สัญญาลักษณะอย่างนี้มีความเสี่ยงมากเกินไปค่ะ”อู๋เยวี่ยตอบอย่างไร้ความรู้สึก

            ก่อนหลินรั่วซีจะตอบ หยางเฉินก็หัวเราะแทรกขึ้นมาก่อนจะกล่าวว่า

            “เฮ้ ยัยลานบินสมองของเธอทำด้วยแผงวงจรไฟฟ้าหรือไง? ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าเธอแค่มีรูปร่างต่ำกว่ามาตรฐานแต่ปรากฏว่าสมองของเธอก็บกพร่องไปด้วยหรือไง? บริษัทนี้ไม่ใช่ของเธอเงินที่จ่ายไปก็ไม่ใช่ของเธอ 1.5 ล้านมากไปสำหรับบริษัทนี้เหรอ?ถ้าเธอไม่มีเหตุฉุกเฉิน เธอจะเซ็นสัญญาทาส 10 ปีเช่นนี้งั้นหรือ?”

            “หยางเฉินเงียบนะสิ่งที่เลขาอู๋พูดเป็นความจริง” จ้าวหงเยี่ยนรีบพูดแทรกหยางเฉินขึ้นอย่างรวดเร็วแม้ว่าคำพูดของเขาจะกินใจเธอก็ตามแต่เธอไม่ต้องการทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับหลินรั่วซี

            อู๋เยวี่ยมองหยางเฉินอย่างเย็นชา

            “ฉันพิจารณาเรื่องนี้ในจุดยืนของฉันและฉันแค่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทและผู้บริหารค่ะ”

            “พอแล้ว...” หลินรั่วซีรู้สึกปวดหัวเมื่อเธอมองสองคนนี้เธอถอนหายใจออกมา แล้วกล่าวว่า “อู๋เยวี่ย ทำอย่างที่ฉันบอกฉันเชื่อใจในตัวหงเยี่ยน”

            อู๋เยวี่ยไม่พูดอะไรมากเธอพยักหน้าตอบรับคำสั่งของหลินรั่วซี จากนั้นเดินออกจากห้องไปทันที

            จ้าวหงเยี่ยนลุกขึ้นยืนพร้อมดวงตาสองข้างบวมแดงระเรื่อและโค้งเคารพอย่างเต็มพิธีการให้หลินรั่วซีพร้อมพูดออกไปด้วยความซาบซึ้งว่า “ขอบคุณค่ะ”

            “เธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณฉัน ฉันแค่หวังว่าฉันจะสามารถทานขนมข้าวปั้นฝีมือคุณจ้าวได้อีกในอนาคต”หลินรั่วซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยังมีอีกหลายอย่างที่เธอจะต้องรับมือในวันนี้ไม่ต้องกลับไปทำงานแล้ว ถ้าตระกูลหยูไม่ปล่อยเรื่องนี้หรือพยายามตอแยเธออีกก็มาบอกฉันได้ ฉันจะให้ทนายจบเรื่องนี้ให้เธอเอง”

            ความเมตตาที่ยิ่งใหญ่คือการให้ความช่วยเหลือในยามคับขันเมื่อจ้าวหงเยี่ยนเดินออกจากออฟฟิศของหลินรั่วซีเธอได้พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่ และเมื่อเธอหันกลับไปมองหลินรั่วซีในจังหวะนั้นเอง เธอสามารถเข้าใจได้แค่อารมณ์ความรู้สึกภายในตัวเธอเท่านั้น

            หลินรั่วซีมองหยางเฉินที่ยังยืนอ้อยอิ่งอยู่ในออฟฟิศของเธอขณะที่เขามองมาที่เธอพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นั่นทำให้เธอรู้สึกหนาวสันหลังแปลกๆแต่เธอก็ปกปิดมันไว้อย่างมิดชิด พร้อมเอ่ยถามเขาว่า

            “มีเรื่องสำคัญอะไรหรือเปล่า?”

            “ผมคิดไม่ถึงเลยว่ารั่วซีน้อยของเราจะมีมุมดีๆ แบบนี้กับเขาด้วย การแสดงออกของคุณวันนี้น่ารักมากและควรได้รับการสรรเสริญ”

            “ถ้าจะพูดอะไรไร้สาระก็กรุณาออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่ารบกวนการทำงานของฉันจะได้ไหม?” หลินรั่วซีไม่มีอารมณ์โต้เถียงกับหยางเฉินในเวลานี้เธอหันกลับไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองต่อทันที

            หยางเฉินไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่เธอพูดเขาเพียงยักไหล่น้อยๆ และเดินจากไป หลังจากที่เขาเดินออกไปได้แค่ 2-3 ก้าวหลินรั่วซีก็ตะโกนเรียกตามหลังเขามา...

            “หยางเฉิน”

            "ว่าไงไม่อยากให้ผมไปใช่มั้ยครับ?” หยางเฉินหันกลับมาและพูด

            “งานแต่งงานหลอกๆ ของเรา จะจบลงเหมือนพวกเขามั้ย?”หลินรั่วซีก้มศีรษะลง และถามเหมือนกับเธอกำลังถามตัวเอง

            หยางเฉินมึนงงไปชั่วขณะเขานึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาและพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “มันไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอนอย่างน้อยพวกเราจะไม่เป็นแบบนั้น รั่วซีที่รักถ้าคุณต้องการไปคลับหรือบาร์คุณแค่บอกผม ผมเป็นคนใจกว้างมาก เราสามารถไปสนุกด้วยกันได้...”

            “ไปให้พ้น!!”

            ...

            หลังจากออกมาจากออฟฟิศของซีอีโอหยางเฉินไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปทำงานในทันทีมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ถ้าเขากลับไปที่แผนกประชาสัมพันธ์เขาก็ต้องมานั่งตอบคำถามมากมาย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจกลับไปวันพรุ่งนี้เมื่อทุกคนในแผนกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยลง

            หยางเฉินต้องออกจากจงไห่เพื่อไปทำธุระหลายวันเริ่มตั้งแต่วันพุธ ดังนั้นเขาคิดว่าเขาควรแวะไปไปเยี่ยมเฉียงเวยเขาไม่ได้เจอเธอมาหลายวันแล้ว ถึงแม้เขาจะรู้ว่าช่วงนี้เฉียงเวยยุ่งอยู่ตลอด การจัดการกับความยุ่งเหยิงของพันธมิตรตะวันตกนั้นใช้เวลามากเหตุผลหลักเป็นเพราะเขามีเวลาให้เธอน้อยมากความผิดของเขาที่มีต่อเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่เคยลดลงเลย

            หยางเฉินขับรถไปที่บาร์โรสพนักงานเสิร์ฟท่าทางอ่อนแรงหลายคนหลับคาโต๊ะ เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นหยางเฉินเข้ามาพวกเขาเด้งตัวขึ้นและกล่าวต้อนรับเขาในทันที หยางเฉินโบกมือให้พวกเขา จากนั้นเดินตรงไปตามทางเดินเขาสังเกตเห็นบอดี้การ์ดของแก๊งหนามแดงยืนเฝ้าอยู่

            ผนังบริเวณทางเดินมีประตูอีกบานหนึ่งปรากฏขึ้นประตูบานนั้นกลืนไปกับพื้นหลังและสังเกตเห็นได้ยาก นี้เป็นครั้งแรกที่หยางเฉินสังเกตเห็นด้วยตนเอง

            บอดี้การ์ดสังเกตเห็นหยางเฉินเดินเข้ามาและตะโกนทักทันที “สวัสดีครับพี่หยาง”

            หยางเฉินชี้ไปที่ความมืดด้านหลังประตู “มีอะไรตรงนั้นเหรอ?”

            บอดี้การ์ดตอบ ”มันเป็นชั้นใต้ดินที่บอสสั่งให้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับพี่น้องหรือศัตรูที่ทรยศครับ”

            อันที่จริงแล้วที่นี่สมควรเป็นสถานที่ที่เอาไว้ฆ่าและทรมานคน

            หยางเฉินไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเขาแค่ไม่ค่อยพอใจกับสถานที่ตั้งของมันแค่นั้น เนื่องจากมันใกล้ห้องนอนของเฉียงเวยการฆ่าคนเป็นประจำในบริเวณนี้ทำให้บรรยากาศมืดครึ้ม และหม่นหมอง

            “พี่หยาง อยากเข้าไปข้างในมั้ย?พี่สามารถเข้าพบท่านบอสได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้านี่เป็นคำสั่งของบอสครับ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งตอบอย่างสุภาพ

            หยางเฉินโบกมือ “ช่างมัน การฆ่าคนมันน่าเบื่อ”

            หยางเฉินกลัวว่าความคิดของเขาจะคลุ้มคลั่งหลังจากที่เห็นฉากนองเลือด

            บอดี้การ์ดไม่ได้คิดอะไรมากเพราะการฆ่าคนก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนใจจริงๆดังนั้นพวกเขาจึงแค่พยักหน้าให้หยางเฉิน

            แต่แล้วในเวลานี้ปรากฏร่างเล็กในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์วิ่งออกมาจากทางเดินมือข้างหนึ่งปิดหน้าตัวเองและก้มศีรษะลงต่ำเธอเลื่อนประตูออกและวิ่งออกไปบริเวณทางเดิน ขณะเดียวกันร้องไห้ไปด้วย แม้ว่าเขาเห็นแค่เพียงแวบเดียวหยางเฉินก็ยังคงสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเด็กสาวคนนั้นคือใครเธอคือเฉินหรงนั่นเอง

            เฉินหรงวิ่งออกไปทั้งน้ำตาโดยไม่ได้สังเกตเห็นหยางเฉินเลย นั่นทำให้เขารู้สึกงุนงงเป็นอย่างมากดังนั้นเขาจึงถามกับบอดี้การ์ดว่า

            “เกิดอะไรขึ้นกับหรงหรง?”

            บอดี้การ์ดฝืนยิ้มและตอบกลับไป “วันนี้บอสพาคุณเฉินลงมาข้างล่างเพื่อให้คุณเฉินสามารถฆ่าสมาชิกบางคนของพันธมิตรตะวันตกด้วยตนเองครับ”

            หยางเฉินพูดไม่ออกแม้ว่าเขาจะรู้ว่าเฉียงเวยจะตั้งใจจะให้เฉินหรงเป็นผู้สืบทอดแต่เขาไม่คิดว่าจะได้มาเห็นเฉินหรงฆ่าคนเร็วขนาดนี้จากเด็กสาวไร้เดียงสาที่เดินทางมาจากชนบท กลายเป็นคนที่ต้องจับอาวุธ และฆ่าคนนี่เป็นสิ่งที่กดดันเป็นอย่างมาก แม้จะรู้ว่าคนที่ถูกฆ่าจะเป็นคนไม่ดีก็ตาม

            เพราะหลังจาก ที่คุณได้ฆ่าใครสักคนไปแล้วคุณจะไม่สามารถหันหลังกลับได้อีก

            มีความสับสนเล็กๆ ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจหยางเฉินนึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากเขาที่พาเฉินหรงมาที่นี่ก่อนหน้านี้และการที่เขาไม่ได้สนใจเฉินป๋อเลยตอนที่เขาเพิ่งออกจากงานไป

            หลังจากสูบบุหรี่ตรงทางเดินเฉียงเวยก็ก้าวออกมาบริเวณทางเดิน เธอสวมชุดเดรสสีดำทำให้ผิวที่กระจ่างใสของเธอดูสะอาดและเรียบเนียนยิ่งขึ้นเหมือนกับราชินีในยามราตรีที่งดงามและสูงศักดิ์กำลังก้าวออกมาจากความมืดมิด

            ใบหน้าของเฉียงเวยเผยความเหนื่อยล้าออกมาเล็กน้อยแต่เมื่อเธอเห็นหยางเฉินยืนอยู่ตรงประตู เธอค่อยๆ คลี่ยิ้มพราวเสน่ห์ออกมาทันทีเธอก้าวเข้ามาและมอบจูบให้กับหยางเฉิน โดยไม่สนใจว่าบอดี้การ์ดของเธอจะอยู่ตรงนั้น

            “คิดถึงฉันหรือคะ?” เธอเอ่ยถามหยางเฉิน ในขณะที่แขนของเธอโอบรอบคอของเขา

            หยางเฉินพยักหน้า “ผมเพิ่งจะสูบบุหรี่มา อย่าจูบเลย”

            “กลิ่นบุหรี่ยังไงก็ดีกว่ากลิ่นคาวเลือด”เฉียงเวยกล่าว แววตาของเธอดูเหนื่อยล้าอย่างมาก

            หยางเฉินลูบผมยาวนุ่มลื่นของเธอพลางกล่าวว่า “แม้ว่าคุณจะไม่เป็นอะไรแต่การให้หรงหรงจัดการหน้าที่นี้ มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอ?”

            ตอนนี้เหล่าบอดี้การ์ดรอบๆ ตัวหายไปหมดแล้วมีเพียงพวกเขาสองคนที่เหลืออยู่ในทางเดินที่ว่างเปล่านี้ เฉียงเวยแสดงสีหน้าปั้นยากออกมา

            “ฉันถามเธอหลายรอบแล้วเธอมั่นใจในเส้นทางที่เธอกำลังเดินไป”

            “แต่การฆ่าคน...”

            “แทนที่จะฆ่าคนในอนาคตทำไมไม่ฆ่าเสียวันนี้เลยล่ะ ทำมันตอนที่เธอยังไม่ได้เข้าใจโลกทั้งหมดดีกว่าและมันเป็นกฎ ถ้าเรารอไปอีกหลายปี มันจะกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นสำหรับหรงหรงตอนนี้เธอจะแค่พบว่าการฆ่าเป็นเรื่องน่าขยะแขยง และรู้สึกว่ามันน่ากลัวแต่ถ้าเรารอไปอีกหลายๆ ปี เธอจะคิดว่าสวนทางกับสิทธิมนุษยชนกับค่านิยมของสังคม...ถ้าเธอฆ่าคนตอนนั้น เธอหัวใจเธอจะแตกสลายเป็นชิ้นๆ” เฉียงเวยอธิบาย

            หยางเฉินขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “เธอเริ่มฆ่าแล้วงั้นหรือ?”

            “ใช่ เธอลงมือไปแล้ว 3 คน เป็นหัวหน้าแก๊งสาขาของพันธมิตรตะวันตก ฉันต้องการ 3 รอยบนร่างของพวกมัน และเธอก็ทำได้สำเร็จซึ่งนั่นทำให้ฉันประหลาดใจเป็นอย่างมาก” เฉียงเวยพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่

            หยางเฉินถอนหายใจออกมา “ยินดีด้วยเธอได้คนรับช่วงต่อที่มีแววแล้วล่ะ”

            เฉียงเวยลูบใบหน้าของหยางเฉิน “ที่รักคุณคิดว่าฉันเป็นคนโหดร้ายและเห็นแก่ตัวมากเลยใช่มั้ย? บางทีฉันก็คิดนะว่าฉันเป็นคนเลือดเย็นฉันสังเกตเห็นได้เพียงแค่แวบเดียว ช่วงเสี้ยววินาทีที่หรงหรงเกลียดชังฉัน...”

            “ผมสามารถพูดได้เพียงว่าสิ่งต่างๆที่ผมเคยทำลงไปนั้นห่างไกลกว่าสิ่งที่คุณบอกว่าเลือดเย็นนัก สำหรับหรงหรงมันก็คงเป็นเรื่องปกติ ยังไงซะเธอก็เป็นปีศาจจริงๆ” หยางเฉินพูดอย่างตรงไปตรงมา

            “เธอโดดเด่นจริงๆ แม้เธอจะดูอ่อนแอแต่เธอก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะค่อยๆ แข็งแกร่งกว่าผู้อื่นเธอฉลาดมากและสามารถจับสังเกตได้อย่างว่องไวมีอีกหลายอย่างที่ไม่ต้องพูดเธอก็เข้าใจที่สำคัญกว่านั้นคือเธอแสดงออกชัดเจนมากว่าเธอต้องการอะไรและเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ เธอก็รับมือกับความกดดันได้มีเพียงคนแบบนี้เท่านั้นที่จะสามารถพาแก๊งนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้”

            เมื่อหยางเฉินจินตนาการถึงดอกนาร์ซิสซัสที่ละเอียดอ่อนอย่างเฉินหรงกลายมาเป็นหัวหน้าขององค์กรใต้ดิน เขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันทีและเข้ากอดร่างนุ่มนิ่มของเฉียงเวยจนตัวเธอชิดติดกับผนังจากนั้นลูบไล้ส่วนเว้าโค้งบนร่างกายที่สมส่วนของเธอ

            “เฉียงเวยที่รักเราเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า ผมกำลังจะบินไปฮ่องกงเพื่อคุยเรื่องธุรกิจมะรืนนี้อาจใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ผมมาที่นี่เพื่อบอกลา”

            เฉียงเวยกลับกลายมาเป็นลูกพีชสุกชุ่มฉ่ำที่ถูกลูบไล้และลิ้มรสโดยคนรักของเธอ และถูกกระตุ้นโดยความโหยหาที่หอมหวาน

            “ไม่… ไป… ไปที่ห้องกัน”

            “เราจะไปที่ห้องก็ต่อเมื่อเราเสร็จจากที่นี่แล้ว” หยางเฉินแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายและเริ่มกลับมาวนเวียนรอบสะโพกของเธอ ในขณะที่ทำเขาเริ่มดันช่วงล่างของเขาเข้าไปยืนกลางหว่างขาของเฉียงเวย

            ความรู้สึกของผิวหนังนวลเนียนบริเวณหน้าอกที่กำลังถูกห่อหุ้มและนวดคลำโดยมือหยาบขนาดใหญ่ร่างกายของเฉียงเวยเริ่มสั่นไหวด้วยความกระสัน

            “อือ… แต่… แต่มีกลิ่นคาวเลือด…บนร่างกายของฉัน… ฉัน… ฉัน... จะไปอาบน้ำก่อน”

            “ผมชอบกลิ่นคาวเลือดบนเรือนร่างของคุณ...”หยางเฉินคำรามเสียงแหบต่ำ ในระหว่างนั้นเขาขบกัดลงบนเนื้ออวบของเฉียงเวย เกิดเป็นรอยริ้วสีแดงขึ้นเรื่อยๆ

            ไม่นานหลังจากนั้นเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มและเสียงครวญครางของหญิงสาวก็สอดประสานกันดังก้องภายใต้โถงทางเดินนี้

    คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน