บนสนามประลอง ต้าถงถูกตงห่าวกดดันจนต้องถอยร่น ภายในใจเต็ไปด้วยความรู้สึกโกรธ เขาทำใจยอมรับไม่ได้ ว่าตนเองที่ได้ทุ่มเทฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนัก จะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเจ้าอ้วนที่มาจากห้องเรียนที่สี่แบบนี้
ต้าถงตัดสินใจนำดวงจิตของหมีป่นภูผา ที่เป็นสัตว์อสูรของตนเข้ามาสถิตร่าง ทำให้ทั่วร่างของเขานั้นมีขนสีดำโผล่ออกมา บริเวณฝ่ามือ ท่อนแขน ท่อนขา และร่างกายอีกหลายส่วนได้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนดูหน้าเกรงขาม
หมีป่นภูผาเป็นสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา ถึงแม้ต้าถงจะดึงพลังของมันออกมาได้ไม่ถึง 5 ใน 10 ส่วน แต่มันก็ทำให้เขาที่อยู่ระดับที่สิบของขอบเขตกำเนิดลมปราณ สามารถต่อกรกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับที่หนึ่งได้
หลังจากได้สถิตร่างกับดวงจิตของสัตว์อสูร ต้าถงมองลงมาที่ร่างกายของตน ก่อนจะหันไปเอ่ยกับตงห่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว “ถึงแม้พละกำลังของข้าจะด้อยกว่า แต่ข้าไม่มีวันพ่ายแพ้ให้กับเศษสวะอย่างพวกเจ้า”
เมื่อต้าถงรวมร่างกับดวงจิตของสัตว์อสูร ตงห่าวเองก็ได้นำดวงจิตของสัตว์อสูรเข้ามาสถิตร่างเช่นกัน
หลังจากนำดวงจิตเข้ามาสถิตร่าง ร่างกายของตงห่าวนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายเหมือนกับต้าถง เพราะเขาสามารถดึงพลังของสัตว์อสูรออกมาได้แค่ 1 หรือ 2 ส่วนเท่านั้น จึงมีแค่บริเวณท่อนแขนกับท่อนขา ที่ขยายขนาดและมีเกล็ดสีเหลืองอ่อนขึ้นมาปกคลุมบนชั้นผิวหนัง
ต้าถงเห็นร่างกายของตงห่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จึงรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่อาจดึงศักยภาพของสัตว์อสูรออกมาได้เหมือนกับตนเอง หากปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าตอนนี้ ด้วยระดับพลังที่สูงกว่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาไม่มีทางพ่ายแพ้เด็ดขาด ต้าถงจึงได้เริ่มลงมือรัวหมัดเข้าใส่ตงห่าว
เมื่อต้าถงรัวหมัดเข้ามา ตงห่าวเองก็รัวหมัดเข้าปะทะโดยที่มิได้เกรงกลัวแต่อย่างใด
ปึก ปึกๆๆๆๆ
การปะทะของทั้งสองยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ใช้หมัดกระหน่ำโจมตีเข้าใส่อีกฝ่ายโดยที่ไม่มีใครยอมใคร
การปะทะแลกหมัดเป็นไปอย่างดุเดือด เสียงหมัดของทั้งสองเข้าปะทะกันไปมา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่กำลังเฝ้าดูอยู่ พวกเขาต่างลุ้นไปพร้อม ๆ กันว่า ฝ่ายไหนจะเป็นผู้ที่มีพละกำลังที่เหนือกว่า
การแลกหมัดของทั้งสองผ่านไปได้ไม่นาน ความแตกต่างก็เริ่มปรากฏให้ทุกคนได้เห็น
แรงปะทะจากการแลกหมัดทำให้ฝ่าเท้าของต้าถงเริ่มไถลไปกับพื้น ร่างของเขาค่อย ๆ ขยับถอยหลังโดยที่ต้าถงนั้นไม่ทันได้รู้สึกตัว
“ไม่น่าเชื่อ..ต้าถงกำลังถูกกดดันจนต้องถอยร่น!”
“ไม่หรอก ต้าถงสามารถรับมือกับผู้ที่อยู่ขอบเขตหลอมกายาระดับที่หนึ่งได้ ไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับตงห่าวที่มีระดับพลังน้อยกว่า ข้าว่าเป็นต้าถงที่กำลังเล่นสนุกอยู่เสียมากกว่า”
เหล่าผู้ชมการประลองส่วนมากต่างก็คิดว่าต้าถงกำลังเล่นสนุกอยู่ แต่ภายในใจของต้าถงนั้นกับเต็มไปด้วยความตึงเครียด เขาเหมือนจะเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ว่าตนเองกำลังถูกเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายกดดันจนต้องขัยบถอยร่น และตอนนี้เขาก็ถอยมาจนติดขอบสนามประลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“นี่ข้ากำลังจะแพ้?”
ต้าถงหันมองไปที่ขอบสนามประลอง ถ้าตกลงไปเขาจะต้องพ่ายแพ้ในทันที
“ไม่ ข้าจะมาแพ้ให้กับเจ้าสวะนี่ไม่ได้”
ต้าถงกัดฟันอย่างโกรธเกรี้ยว รวบรวมพลังลมปราณทั้งหมดไปที่หมัดขวา “อย่างหวังว่าจะเอาชนะข้าไปได้!”
“หมัดป่าภูผา!”
หมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณทั้งหมดของต้าถงพุ่งตรงเข้าใส่ตงห่าว ซึ่งตงห่าวเองก็สัมผัสได้ว่า การโจมตีของต้าถงนั้นทรงพลังมาก เขาจึงไม่กล้าประมาท ใช้พลังลมปราณทั้งหมดเช่นกัน
“หมัดมังกรปฐพี”
ภาพหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณของทั้งสองเคลื่อนตัวเข้าหากัน ทำเอาผู้ชมที่ดูอยู่ต่างก็ลุ้นกันแทบตัวโก่ง
เปรี้ยงงง!
วินาทีที่หมัดของทั้งสองเข้าปะทะกัน ร่างของตงห่าวถึงกับซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว ส่วนอีกด้านหนึ่ง ร่างของต้าถงกลับปลิวกระเด็นกระดอนไปกับพื้น ตกออกจากสนามประลองไปอย่างน่าอเนจอนาถ
“ต้าถงแพ้! นี่ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ย?”
“ไม่น่าเชื่อ ต้าถงที่แข็งแกร่งพอ ๆ กับขอบเขตหลอมกายาระดับที่หนึ่ง พ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีระดับพลังด้อยกว่า!”
หลายคนแทบจะนั้นไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ไม่มีใครคาดคิดว่าต้าถงจะพ่ายแพ้ให้กับตงห่าว แต่เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นสภาพท่อนแขนขวาของต้าถงที่บิดเบี้ยวผิดรูป ภายในใจของพวกเขาต่างก็ปรากฏความสงสัย ว่าหมัดของตงห่าวต้องทรงพลังขนาดไหน ถึงสามารถทำให้ท่อนแขนของต้าถงเปลี่ยนรูปไปได้ถึงขนาดนั้น?
“การประลองคู่แรกในกลุ่มที่สอง ตงห่าวเป็นผู้ชนะ”
หลังจากหลี่ผิงได้ประกาศผลการประลอง ตงห่าวมองดูสภาพของต้าถงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มกินขนมที่ตนเองนำออกมาจากแหวนมิติอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อตงห่าวชนะการประลอง เสี่ยวฟ่านรีบเดินเข้าหา ตบไหล่เพื่อแสดงความยินดีกับอีกฝ่าย “ทำดีมาก สมกับที่ข้าเป็นคู้ฝึกซ้อมให้กับเจ้ามาหลายวัน”
ตงห่าวพยักหน้า เขาเออออไปกับเสี่ยวฟ่าน เพราะถึงแม้ในช่วงที่ฝึกซ้อมด้วยกัน เสี่ยวฟ่านจะเอาแต่วิ่งหนี ทำให้เขานั้นต้องวิ่งไล่จับอีกฝ่ายจนหมดแรง แต่นั้นก็ถือเป็นการช่วยฝึกซ้อมเช่นกัน
คู่แรกจบลง การประลองในคู่ถัดไปจึงเริ่มขึ้น ซึ่งตัวแทนจากห้องเรียนที่สองก็ได้คว้าชัยชนะไป ทำให้เขาผ่านเข้าไปเจอกับตงห่าว และก็เป็นไปตามที่เสี่ยวฟ่านได้พูดไว้ ตงห่าวใช้เพียงแค่หนึ่งหมัด ก็สามารถล้มตัวแทนจากห้องเรียนที่สองไปอย่างเรียบง่าย กลายเป็นผู้ชนะของกลุ่มที่สอง ขึ้นแท่นเป็นตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวถัดจากเสี่ยวฟ่าน
ส่วนในกลุ่มที่สาม ปิงหยุนเจอกับตัวแทนจากห้องเรียนที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบเหมือนกัน แต่ด้วยพลังลมปราณธาตุน้ำแข็งที่ทรงพลัง ทุกการโจมตีที่อีกฝ่ายใช้ออกมา ถูกฝ่ามือน้ำแข็งของปิงหยุนสะกัดเอาไว้ได้หมด
เมื่อการโจมตีของอีกฝ่ายถูกฝ่ามือของปิงหยุนรับเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหมัด ท่อนแขน หรือท่อนขาของอีกฝ่ายที่โจมตีเข้ามา ได้ถูกไอเย็นจากฝ่ามือของปิงหยุนจนตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจสู้ต่อไปได้ และในที่สุดเขาก็ต้องเอ่ยยอมแพ้ไปโดยปริยาย
ส่วนในรอบถัดไป ปิงหยุนก็ยังใช้ฝ่ามือน้ำแข็งเอาชนะได้อีกครั้ง จนสามารถกลายเป็นผู้ชนะของกลุ่มที่สามได้สำเร็จ
เมื่อตำแหน่งตัวแทนของสถาบันตกอยู่ในมือของเด็กห้องเรียนที่สี่ติดต่อกัน ทำให้หลายคนต่างคาดหวังว่าในกลุ่มที่สี่อาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก แต่ทุดท้าย..หลันหลันที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะของเมืองตะวันดับก็เอาชนะจินต้วนที่เป็นตัวแทนจากห้องเรียนที่สี่ และเอาชนะตัวแทนจากห้องเรียนที่สอง กลายเป็นผู้ชนะของกลุ่มที่สี่ ช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของห้องเรียนที่หนึ่งกลับมาได้บ้าง
หลังจากหลันหลันได้เป็นผู้ชนะในกลุ่มที่สี่ การคัดเลือกตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวก็ได้ดำเนินต่อไป
ในกลุ่มที่ห้า หรงซิ่นที่เป็นตัวแทนของห้องเรียนที่สอง ได้เอาชนะตัวแทนจากห้องเรียนที่สาม และเมื่อต้องเจอกับตัวแทนจากห้องเรียนที่หนึ่งในรอบตัดสิน แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่หรงซิ่นก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ กลายเป็นเด็กจากห้องเรียนที่สองเพียงคนเดียว ที่ขึ้นแท่นตำแหน่งตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียว
เมื่อตัวแทนของห้องเรียนที่หนึ่งไม่อาจคว้าชัยชนะในกลุ่มที่ห้าได้ ฝูหมิงที่เป็นอาจารย์ประจำห้องเรียนที่หนึ่งจึงได้แต่คาดหวังว่า ในกลุ่มที่หก เจ็ดและแปด ตัวแทนของพวกเขาจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้หมด
แต่แล้ว..ในกลุ่มที่หก ตัวแทนของพวกเขากลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับตัวแทนจากห้องเรียนที่สี่อีกครั้ง ซึ่งคนที่เอาชนะตัวแทนจากห้องเรียนที่หนึ่งไปได้ก็คือลู่หาน
แม้ว่าลวดสลายลมปราณของลู่หานจะไม่เหมาะกับการต่อสู้ในพื้นที่โล่งแจ้ง แต่ด้วยการวิ่งรอบเมืองคะวันดับทุกวันเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน เมื่อรวมกับเคล็ดลมปราณที่เขาได้ฝึกฝน ทำให้ทักษะในหลาย ๆ ด้านของเขานั้น เหนือกว่าระดับพลังในตอนนี้ไปแล้ว
หรือจะเรียกได้ว่า ความแข็งแกร่งของพวกเขาในตอนนี้ ถึงจะเป็นแค่กำเนิดลมปราณระดับที่สิบ พวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับที่หนึ่งเลย ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบทั่ว ๆ ไป ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ลงเร็วหน่อยนะครับ พอดีผมต้องออกไปทำธุระข้างนอก ฝากติดตามกันเยอะ ๆ นะครับ
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ