หลี่ชิงชิงมองแก้มด้านซ้ายที่อาบด้วยโลหิตของจ้าวซานหยางคิดในใจว่า นี่คือสูตรยาที่สืบทอดมาจากราชสํานัก เฮ้อ พอนำมาใช้กับอาจารย์จ้าวแล้วเหตุใดถึงได้มีความรู้สึกจวนตัวขนาดนี้กันนะ?
โจวซื่อสงสารจ้าวซานหยางนางมองเพียงครู่เดียวก็เช็ดน้ำตาด้วยความเสียใจแล้ว
จ้าวซานหยางได้สติกลับคืนมาเอ่ยปลอบใจโจวซื่อว่า “เจ็บเท่านี้จะนับเป็นอันใด หากใบหน้าข้าหายดีแล้วก็สามารถเข้าร่วมสอบคัดเลือกได้ชีวิตนี้ข้าก็ไม่เสียใจแล้ว”
ในใจเขารู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ไม่สามารถเข้าร่วมการสอบได้เพียงแต่ไม่แสดงออกมาเท่านั้น ประกอบกับสภาพจิตใจที่ดี หลายปีที่ผ่านมาเขาจึงไม่เคยบอกกับผู้ใด
ครั้งนี้หากเขาได้สมปรารถนาแม้วันข้างหน้าจะสอบจวี่เหรินไม่ผ่านก็ไม่เสียใจแล้ว
“หากบาดแผลบนใบหน้าท่านพ่อหายดีแล้วก็จะสามารถเข้าร่วมการสอบคัดเลือกรอบหน้าพร้อมกับพวกข้าพี่น้อง”
“ท่านตาข้ากล่าวว่าท่านพ่อเรียนหนังสือได้ดียิ่งหากสอบผ่านการคัดเลือกได้ ย่อมต้องสอบได้จวี่เหรินแน่นอนขอรับ”
“ท่านพ่อ หากท่านรู้สึกเจ็บก็ร้องออกมาเถิดพวกข้าไม่กลัวเสียงดังขอรับ”
พี่น้องทั้งสี่ของตระกูลจ้าวให้กําลังใจจ้าวซานหยางอยู่ข้างๆ
หลี่ชิงชิงใช้ผ้าฝ้ายพันรอบใบหน้าของจ้าวซานหยางเอ่ยกำชับว่า “ทาขี้ผึ้งลบรอยแผลเป็นวันละหนึ่งครั้ง ห้ามล้างหน้าและห้ามตากแดดเป็นเวลาสามวันนับจากวันนี้ห้ามกินอาหารรสเผ็ดหรือรสจัดเป็นเวลาเจ็ดวัน นี่คือยาป้องกันบาดทะยักเจ้าค่ะ”
จ้าวซานหยางจําได้อย่างแม่นยำยังท่องทวนอีกหนึ่งรอบ เขาใส่ใจกับการสอบคัดเลือกขุนนางเป็นอย่างยิ่งรอยแผลเป็นบนใบหน้าเกี่ยวพันเรื่องที่เขาจะสามารถเข้าร่วมการสอบได้หรือไม่ดังนั้นย่อมให้ความสําคัญเป็นพิเศษ พลางกล่าว “วันนี้ข้าไม่รู้ว่าหลี่ซื่อนำขี้ผึ้งลบรอยแผลเป็นมาให้ใบหน้าของข้ามีสภาพเช่นนี้และยังเจ็บมาก ข้าไม่อาจทำการสอนได้ ฉางคง ช่วงสามวันนี้ก็ให้เจ้าสอนเหล่าศิษย์น้องแทนแล้ว”
วันนี้สำนักศึกษาของจ้าวซานหยางไม่ได้หยุดการเรียนการสอนแต่ยามนี้เป็นเวลาพักกลางวัน จ้าวซานหยางจึงมีเวลาให้หลี่ชิงชิงดูอาการ
สำนักศึกษาของจ้าวซานหยางอยู่ในลานบ้านส่วนที่สามของเขาที่นั่นแยกออกจากลานด้านหน้าทั้งสองส่วน มีประตูด้านหลังที่ใช้สำหรับเข้าออกโดยเฉพาะนักเรียนไม่ต้องเดินผ่านประตูใหญ่
สำนักศึกษาแบ่งออกเป็นสามกลุ่มตามอายุและระดับการเรียนของนักเรียน
บุตรชายคนโตจ้าวฉางคงเป็นถงเซิงแล้วย่อมมีความสามารถและคุณสมบัติที่จะให้ความรู้ศิษย์น้องในกลุ่มระดับต่ำสุด
สําหรับนักเรียนในกลุ่มระดับกลางและระดับสูงจ้าวซานหยางตัดสินใจให้การบ้านจํานวนมากแก่พวกเขา และไม่ให้พวกเขาหยุด
การเรียนหากไม่พยายามก้าวหน้าก็ล้าหลังตามผู้อื่นไม่ทันแม้ว่าจ้าวซานหยางจะไม่สบาย ก็ไม่ผ่อนคลายต่อการเอาใจใส่นักเรียน
ไม่นานนักเรียนจากลานบ้านส่วนที่สามก็ได้ยินเรื่องที่จ้าวซานหยางถูกหลี่ชิงชิงทําแผลบนใบหน้า พวกเขาต่างทยอยมาเยี่ยมจ้าวซานหยางที่ลานบ้านส่วนแรก
หวังเฮ่าเห็นศิษย์น้องที่เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงสิบกว่าคนอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงตัวเขาในปีนั้น หากไม่ใช่เพราะฐานะที่บ้านยากจนก็คงไม่ต้องออกจากสำนักศึกษาไปทำงาน ยามนี้เขานึกอิจฉาศิษย์น้องกลุ่มนี้ยิ่ง
หลังจากเหล่านักเรียนฟังคนตระกูลจ้าวเล่าให้ฟังว่าหลี่ชิงชิงได้ถอนพิษที่หลงเหลือมาเป็นเวลาหลายปีบนใบหน้าของจ้าวซานหยางจบพวกเขาต่างโค้งคํานับขอบคุณไปทางหลี่ชิงชิง
หลี่ชิงชิงมองไปที่นักเรียนกลุ่มนี้อายุมากสุดสิบแปดถึงสิบเก้าปี อายุน้อยสุดเพียงห้าถึงหกปีเท่านั้นนี่หากอยู่ในชาติที่แล้วพวกเขาก็เป็นเพียงนักเรียนจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกถึงชั้นอนุบาลทว่าที่นี่เรียนอยู่ในสำนักศึกษาขนาดเล็กนี่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักศึกษาขนาดเล็กที่จัดตั้งขึ้นเองในแคว้นต้าถัง
นางยิ้มพลางเอ่ยว่า“สามีข้าเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ ข้ารักษาโรคให้อาจารย์ย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำพวกเจ้าไม่จําเป็นต้องเกรงใจเช่นนี้”
หวังเฮ่าเอ่ยด้วยท่าทีอ่อนโยนและเป็นมิตร“พวกเจ้าต้องเรียกภรรยาข้าว่าพี่สะใภ้”
มีนักเรียนคนหนึ่งรูปร่างอ้วนดำอายุสิบสามถึงสิบสี่ปี เอ่ยถามขึ้นว่า “ศิษย์พี่ได้ยินว่าท่านสร้างความดีความชอบทางทหารแล้ว?”
“ใช่จวนท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงตกเงินรางวัลให้ข้า” หวังเฮ่าเห็นศิษย์น้องรูปร่างอ้วนดําดวงตาเป็นประกายก็กลัวว่าจะทําให้เขาเข้าใจผิดจึงรีบร้อนเอ่ย “ทว่าจนถึงตอนนี้ข้าเป็นเพียงทหารชั้นประทวนระดับสูงเท่านั้นไม่ใช่ทหารของทางการ พวกเจ้าต้องตั้งใจเล่าเรียน ยืนหยัดมุ่งมั่นเพื่อสอบให้ได้ตำแหน่งชื่อเสียงต่อไป”
มีนักเรียนรูปร่างอ้วนท้วมคนหนึ่งอายุห้าถึงหกปี บนใบหน้ายังมีกระเล็กๆ อีกหลายเม็ด ดวงตาเหล่ เขาไม่คุยกับหวังเฮ่าแต่เดินเข้ามาข้างกายหลี่ชิงชิง พลางเอ่ยถามด้วยเสียงเล็กๆ “พี่สะใภ้ข้ามีเรื่องอยากจะสนทนากับท่านเพียงลำพัง ได้หรือไม่ขอรับ?”
หลี่ชิงชิงอยากรู้ว่าเด็กนักเรียนผู้นี้อยากถามสิ่งใดจึงพยักหน้าเดินตามเขาไปที่มุมของลานบ้าน
“พี่สะใภ้ข้านามเถียนฉางเซิง ชื่อเล่นตงกวาขอรับ ข้าอยากถามท่านเรื่องหนึ่ง มารดาของข้าป่วยเป็นโรคประหลาดชนิดหนึ่งร่างกายส่งกลิ่นเหม็น ท่านรักษาได้หรือไม่ขอรับ?” เด็กน้อยพูดไปพลางสังเกตสีหน้าของหลี่ชิงชิงไปพลาง
หลี่ชิงชิงไม่คิดว่าเด็กน้อยจะมาขอความช่วยเหลือให้มารดาที่ป่วยช่างเป็นเด็กดีที่กตัญญูจริงๆ
สิ่งแรกที่นางนึกถึงก็คือกลิ่นตัวแท้จริงแล้วหลายคนล้วนมีกลิ่นตัว กลิ่นตัวนี้มีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรม
หยางอวี้หวนหนึ่งในสี่หญิงงามของตำนานเล่าขานกันในชาติที่แล้วก็มีกลิ่นตัว
ในสมัยโบราณไม่มีเทียบยาที่จัดการกับกลิ่นตัวได้กระทั่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมากจึงสามารถใช้แสงเลเซอร์รักษากลิ่นตัวได้
“เจ้าคงจะรู้จักกลิ่นตัวก็คือกลิ่นเหม็นที่ออกมาจากใต้รักแร้ของมนุษย์ มารดาเจ้าเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
เถียนฉางเซิงชะงักไปครู่หนึ่งครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า “ข้าอายุสี่ขวบก็ยังกินน้ำนมของมารดาอยู่รักแร้ของนางไม่มีกลิ่นเหม็นขอรับ”
“เจ้าอายุสี่ขวบก็ยังกินนมมารดาอยู่หรือ?”
เถียนฉางเซิงคลำๆศีรษะอย่างเขินอายเล็กน้อย เอ่ยอธิบายว่า “พี่สะใภ้ จริงๆแล้วมีคนในหมู่บ้านพวกข้าอายุแปดปีก็ยังกินนมของมารดาอยู่ ข้าหย่านมตอนสี่ขวบกว่าถือว่าเร็วขอรับ”
“โอเช่นนั้นเจ้าหย่านมเร็วไปหน่อย” หลี่ชิงชิงกลั้นเอาไว้ไม่หัวเราะเงยหน้าขึ้นมาเห็นหวังเฮ่ายืนอยู่หน้าประตูห้องโถงหลักอย่างไม่ได้ตั้งใจเขาจ้องนางด้วยดวงตาเป็นประกายชั่วร้ายคู่หนึ่งนางอดไม่ได้ที่จะมองค้อนหวังเฮ่าหนึ่งปราด
เถียนฉางเซิงก็เห็นหวังเฮ่าแล้วจึงถามอย่างกังวลเล็กน้อย “พี่สะใภ้ ท่านสามารถรักษาโรคของมารดาข้าได้หรือไม่?”
“ข้าต้องพบมารดาเจ้าก่อนแล้วจับชีพจรวินิจฉัยโรคให้นางด้วยตนเอง ถึงจะบอกได้ว่านางเป็นป่วยโรคใด”หลี่ชิงชิงเอ่ยอีกว่า “บ้านข้าอยู่ในหมู่บ้านหวังเจ้าสามารถพามารดาไปหาข้าที่นั่นได้ ทว่าข้าขอพูดเอาไว้ก่อนข้าไม่ใช่หมออย่างถูกต้อง หากมารดาเจ้าไม่เชื่อในทักษะทางการแพทย์ของข้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องมาหาข้า”
หลี่ชิงชิงพูดประโยคหนึ่งเถียนฉางเซิงก็พยักหน้าน้อยๆ รอจนหลี่ชิงชิงพูดจบ ก็ครุ่นคิดแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “พี่สะใภ้ขอบคุณท่าน ข้าจะพามารดาไปหาท่านที่หมู่บ้านหวัง หากมารดาข้ารู้ว่าท่านสามารถถอนพิษจากใบหน้าของอาจารย์เชื่อว่านางจะเชื่อในวิชาแพทย์ของท่าน ย่อมไปหาท่านอย่างแน่นอนขอรับ”
“เจ้าฉลาดจริงๆ”หลี่ชิงชิงเอื้อมมือไปลูบเรือนผมของเถียนฉางเซิง
นางพบว่าบุตรทั้งห้าของตระกูลจ้าวฉลาดยิ่งนักและลูกศิษย์ตัวน้อยเถียนฉางเซิงของอาจารย์จ้าวก็ฉลาดมากเช่นกัน
นี่เป็นเพราะเกี่ยวข้องกับการที่เด็กๆอ่านตำราอย่างหนักทุกวันกระมัง
หวังเฮ่ากล่าวลาจ้าวซานหยางสองสามีภรรยา“ท่านอาจารย์ อาจารย์หญิง พรุ่งนี้ข้าต้องไปจากหมู่บ้านหวัง วันนี้จึงไม่อยู่นานวันหลังภรรยาข้าจะมาตรวจซ้ำให้ท่านขอรับ”
จ้าวซานหยางที่เจ็บแผลบนใบหน้าโบกมือส่งสัญญาณให้หวังเฮ่ารีบกลับบ้านไป
โจวซื่อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“เหตุใดเจ้าจึงได้กลับกองทัพเร็วเพียงนี้ อยู่บ้านได้เพียงไม่กี่วันกระมัง?”
“เพียงห้าวันขอรับ”เดิมทีหวังเฮ่าอยากอยู่ที่บ้านเพิ่มอีกสองวัน แต่เขามีเรื่องสําคัญที่จำเป็นต้องทําจึงต้องกลับก่อนกําหนด
เย็นวันนั้นหลี่ชิงชิงทําอาหารอร่อยๆหนึ่งโต๊ะใหญ่ให้หวังเฮ่า ทําให้หวังเฮ่าได้กินจนยิ่งรู้สึกไม่อยากจากนางไปมากขึ้น
วันรุ่งขึ้นท้องฟ้าเพิ่งจะสาง และไม่มีฝนตก หลี่ชิงชิงยังนึ่งซาลาเปาในห้องครัวหวังเฮ่าก็หนีออกจากบ้านไปแล้ว
หวังเฮ่ายืนยันไม่ให้คนในครอบครัวไปส่งเขาแบกถุงเดินทางและเดินไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แต่กลับเดินไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับกองทัพ...