เวทยุทธ์สะท้านปฐพี

    บทที่ 44 ตราประทับเพลิงวิญญาณ (100%)

    วันหยุดพักผ่อนเจ็ดวันหมดลงอย่างรวดเร็ว บรรยากาศความเศร้ากลับคืนสู่จวนซู่อีกครั้ง ซู่หลิ่วยืนกอดหลานทั้งสอง ร่ำไห้อย่างน่าสงสาร“ท่านยายอย่าร้องไห้ ข้ากับพี่หลันจะเร่งฝึกตนให้เก่ง ในอนาคตพวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน โดยไม่ต้องเกรงกลัวใครอีกเจ้าค่ะ” ซู่มินเอ่ยปลอบใจผู้เป็นยายคำพูดของเด็กน้อยทำให้สองผู้เฒ่าและผู้ที่ได้ยินรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ความเก่งกาจของสองพี่น้องมิได้เกิดจากพรสวรรค์หรือโชคช่วยเพียงเท่านั้น แต่เกิดจากการทุ่มเทฝึกตนอย่างหนักเกินวัยของเด็กทั้งคู่เป็นสำคัญ ยามลำบากมีน้อยคนเข้ามาช่วยเหลือ แต่ยามประสบความสำเร็จ มีคนจำนวนมากรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์“อาหลิ่ว ท่านอาจารย์เหว่ยจงรอนานแล้ว”ซู่เซียวเอ่ยเตือนภรรยาให้ปล่อยหลาน ๆ ออกจากอ้อมกอด เพราะเกรงใจเหว่ยจงที่ยืนรอรับคนอยู่ด้านข้างกระเรียนทิพย์บินขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้ากลับสำนักนภากาฬ ซู่มินก้มมองตายายที่ยืนอยู่กลางลานกว้างหน้าจวนด้วยความอาวรณ์ ดวงตากลมโตมีน้ำตาซึมออกมาจากหางตา ซู่หลันยื่นมือไปกอดน้องสาวโดยไม่พูดอะไร เพราะเขาเองก็รู้สึกอยากจะร้องไห้เช่นกันในโถงใหญ่ภายในอาคารขาว โม่ฟ่านและวั่งซานนั่งรอศิษย์รักอยู่ก่อนแล้ว เมื่อสองพี่น้องมาถึง ซู่หลันเล่าเรื่องที่พ่อบ้านจ้าวกล่าวเตือนให้เหล่าอาจารย์ฟังทันที“ตัวแทนจากแคว้นอันดับหนึ่งบ่มเพาะพลังในหอคอยราชัน ย่อมต้องมีพลังเหนือกว่าใครเป็นธรรมดา ขุมพลังระดับเทพยุทธ์ขึ้นไป ในแต่ละช่วงมีความต่างของพลังเป็นอย่างมาก ขุมพลังของเจ้ากับเขาต่างกันถึงสองช่วง เจ้าไม่มีทางสู้เขาได้แน่นอน” วั่งซานพูดตามความจริง“อาจารย์ ข้าไม่อยากแพ้ คู่ต่อสู้ของข้ามิใช่คนดี มันมีส่วนทำให้มารดาข้าคลอดน้องสาวก่อนกำหนด จนตกเลือดตาย ข้าต้องแข็งแกร่งเพื่อแก้แค้นและคอยป้องกันคนในครอบครัวให้ปลอดภัย...ได้โปรดแนะแนวทางแห่งความสำเร็จให้ข้าขอรับ”ซู่หลันยอมเอ่ยบาดแผลลึกในใจให้เหล่าอาจารย์ฟัง การต่อสู้กับคุณชายใหญ่ตระกูลย่ง ไม่ใช่เพียงแค่การประลองเพื่อชิงอันดับแคว้น แต่มันคือเป้าหมายในชีวิตเขา..การแก้แค้นคนตระกูลย่ง“ผู้มีร่างธาตุไฟสามารถเพิ่มพลังด้วยการสร้างตราประทับเพลิงวิญญาณขึ้นในกาย การซับพลังจากลาวาเดือด เพื่อสร้างตราประทับดวงแรก เนื้อหนังจะถูกแผดเผาจากภายใน จนร่างกายไหม้เกรียม เมื่อร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเพลิงทุกอณู ตราประทับเพลิงวิญญาณจึงบังเกิด”วั่งซานเอ่ยเสียงเบา วิธีเพิ่มพลังที่โหดเหี้ยมนี้ เหล่าศิษย์ที่สืบทอดวิชาพยัคฆ์เพลิงตั้งแต่ในอดีต มีไม่กี่คนที่กล้าทำ ปรมาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาพยัคฆ์เพลิงให้เขา ถือว่าเป็นปรมาจารย์ที่เก่งกาจที่สุดในบรรดาผู้มีร่างไฟ เพราะสามารถสร้างตราประทับเพลิงวิญญาณได้แปดดวง ขาดอีกเพียงดวงเดียวก็จะมีโครงกระดูกเป็นทองสัมฤทธิ์ความเจ็บปวดขณะร่างโดนเผาทั้งเป็นเขาเคยสัมผัสมาแล้ว โชคดีที่ตอนกำลังจะตาย อาจารย์ใช้พลังระดับอริยะเทวะขั้นสูงเข้าช่วย เขาจึงสามารถสร้างตราประทับดวงแรกได้สำเร็จ ความเจ็บปวดในครั้งนั้น เขายังจำฝังใจ“ข้าจะสร้างตราประทับเพลิงวิญญาณ” ซู่หลันทำสีหน้าขึงขังและเอ่ยโดยไม่ลังเลวั่งซานและคนอื่น ๆ ถึงกับตะลึงกับความกล้าแบบบ้าดีเดือดของเด็กหนุ่ม มีเพียงซู่มินที่ยืนยิ้มให้กำลังใจพี่ชายเมื่อศิษย์รักตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทำ วั่งซานก็จำใจต้องสนับสนุน และนี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้พลังของซู่หลันเพิ่มขึ้น จนสามารถสู้กับตัวแทนจากแคว้นฉีได้โม่ฟ่านอาสาพาสองศิษย์อาจารย์ไปส่งยังภูเขาไฟ ที่อยู่ในหุบเขาหินด้วยเวทคาถาเคลื่อนย้าย ก่อนซู่หลันออกเดินทาง ซู่มินเข้าไปสวมกอดพี่ชายแน่นอยู่ครู่หนึ่ง“มินมิน พี่ต้องทำสำเร็จ” ซู่หลันลูบผมนุ่มลื่นของน้องน้อยเบา ๆ พร้อมเอ่ยปลอบใจซู่มินพยักหน้าแล้วยืนส่งพี่ชายด้วยรอยยิ้ม พี่ชายต้องทำสำเร็จแน่นอน เพราะตอนกอดกันเมื่อครู่ อาจารย์มังกรแอบร่ายเวทปกป้องช่วยลดความเจ็บปวดไว้บนร่างเขาเรียบร้อยแล้ว                 ภูเขาไฟลูกมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหิน ไอความร้อนของลาวาเดือดที่พวยพุ่งออกมาจากปล่องบนยอดเขา ย้อมป่าหินจนกลายเป็นสีแดงเพลิง“ช่วงเริ่มต้น เจ้านั่งซับไอลาวากลางลานหินตรงนั้นก็แล้วกัน พอสร้างตราประทับดวงแรกได้สำเร็จ ค่อยเข้าไปซับพลังในภูเขาไฟโดยตรง”วั่งซานชี้นิ้วไปที่ลานหินใกล้ภูเขาไฟ หินทุกก้อนดูดซับความร้อนไว้ภายในจนกลายเป็นสีแดงฉาน และบางก้อนมีไฟลุกท่วมดูน่าสะพรึงเป็นที่สุด ซู่หลันยืนมองลานหินไฟอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวเท้าเดินเข้าไปกลางลานอย่างมั่นคงไอร้อนระอุพุ่งเข้าแผดเผาเนื้อหนังจนแสบร้อน แม้บนผิวกายจะมีเวทคาถาปกป้องอยู่ แต่ไอความร้อนสุดหฤโหดก็สร้างความทรมานให้เด็กหนุ่มไม่น้อย ซู่หลันกัดฟันทนอย่างไม่ยอมแพ้ เขานั่งลงบนพื้นที่ว่าง หลับตาเข้าสมาธิเมื่อเริ่มดูดซับพลังเข้าสู่ร่าง คลื่นความร้อนซึมผ่านชั้นผิวหนังแล้วไหลแล่นไปตามเส้นสายทั่วร่าง กระดูกและเนื้อหนังคล้ายถูกย่างอยู่กลางกองไฟ พลังความร้อนที่ไหลเข้าร่างทีละนิด ทวีความแสบร้อนในกายมากขึ้นเรื่อย ๆ“อ๊ากกกกกก!!”ผ่านไปเพียงครึ่งวัน ความทรมานแสนสาหัสที่แผ่ซ่านไปทุกอณู ทำให้ซู่หลันปล่อยเสียงร้องโหยหวนออกมาอย่างสุดกลั้น ผิวหนังถูกแผดเผาจากภายในจนไหม้เกรียม“ตั้งสมาธิให้ดี อดทนให้ได้ ร่างกายเจ้าใกล้ถึงขีดสุดแล้ว” เสียงตะโกนของวั่นซานทำให้ซู่หลันได้สติ เขาข่มกลั้นความเจ็บปวดทั่วร่าง เพ่งสมาธิเข้าสำรวจภายในกาย ชั่วอึดใจก็พบตราประทับสีแดงขนาดเท่าผลผูเถาใกล้จุดตันเถียน พลังความร้อนที่อัดแน่นจนร่างแทบลุกเป็นไฟ ถูกตราประทับดูดซับอย่างช้า ๆความแสบร้อนทั่วสรรพางค์กายค่อย ๆ ทุเลาลง เมื่อตราประทับเพลิงวิญญาณที่ดูเลือนรางปรากฏชัดขึ้น ยิ่งดูดซับพลังความร้อนเข้าสู่ร่าง เนื้อหนังและอวัยวะภายในยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ความเจ็บปวดค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ในระดับที่พอทนได้ ความแข็งแกร่งที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มมีความสุข เขามุ่งมั่นเข้าสมาธิดูดซับพลังความร้อนเข้าสู่ร่างอย่างตั้งใจ ผิวหนังสีดำที่ไหม้เกรียมค่อย ๆ หลุดลอกออกจนเห็นผิวหนังใหม่เป็นสีน้ำตาลอมเหลือง“ไอ้หนูนี่มีร่างกายที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เพียงครึ่งวันร่างกายก็ปรับตัวได้แล้ว”วั่งซานที่ยืนมองซู่หลันจากระยะไกลบ่นพึมพำเสียงเบา เมื่อเห็นว่าศิษย์รักทนความเจ็บปวดได้แล้ว ชายชราก็มองหาที่นั่งซับพลังให้ตัวเอง เด็กหนุ่มอายุสิบสามยังทนไหว เขาเองก็ไม่อยากยอมแพ้เช่นกันสองศิษย์อาจารย์นั่งซับพลังในป่าหินด้วยกันอย่างสงบ ตามความคาดหมายของวั่งซาน ระยะเวลาหนึ่งเดือนนับจากนี้ ร่างกายของซู่หลันจะแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถเข้าไปซับพลังในภูเขาไฟได้