ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่133 บทสรุปสงครามกลางเมือง (1)

            จงฉีได้รับข้อความในใจก็ปีติยินดีแต่หากจะแสดงออกมาทางสีหน้าก็กลัวอีกฝ่ายจะจับสังเกตได้ จึงตอบกลับไปว่า “ข้าจงฉียินดีตอบรับคำเสนอของนายท่านซืออยู่เพียงแต่เราจะปล่อยกองทัพที่ถูกล้อมออกไปก็ต่อเมื่อท่านถอนทัพกลับไปห้าสิบลี้แล้วข้าจึงจะปล่อยตัวพวกเขา”

             

            ทหารผู้แจ้งข้อความมิกล้ารอช้า เดินความมาถึงซือหลี่อย่างรวดเร็ว “ได้ !” เขาตอบสั้น ๆ แต่กลับได้ใจความไม่นานกองทัพพิทักษ์อุดรของซือหลี่ก็ถอยกลับไป

             

            ความจริงแล้วจงฉีไม่รู้ว่ากองทัพของจินโหวถูกล้อมหรือไม่ ?แต่เขาแค่ไม่ได้ยินเสียงการโจมตีของทหารอีกฝ่ายนานแล้ว จึงตอบตกลงไปจงฉีคาดว่าผู้บัญชาการของเขาคงมาถึงแล้ว และจัดการจินโหวเสียอยู่หมัด

             

            จงฉีเดินทางไปหลังค่ายก็พบกับทหารของเขาที่ให้ลอบตามทหารสองหมื่นของอีกฝ่ายยืนเรียงรายล้อมรอบทหารทั้งสองหมื่น และทหารม้าชุดเกราะสีดำทมิฬ อยู่ในนั้นด้วยจากนั้นสายตาเขาก็เลื่อนมาอีกเป็นอย่างที่เขาคาดคนที่อยู่ตรงนั้นมีด้วยกันสองคนคนหนึ่งคือชายหูกางส่วนอีกคนพวกเขารู้จักดี ผู้บัญชาการของพวกเขา หนิงเฟยหลง !

             

            หนิงเฟยหลงไม่ได้ถืออาวุธใด ๆแต่จินโหวกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขาพร้อมก้มศีรษะเกือบจรดพื้นบนพื้นมีหยุดโลหิตกระจายอยู่ ชัดแล้วว่าก่อนหน้านี้จินโหวได้เข้าต่อสู้กับหนิงเฟยหลงและเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในเมื่อแพ้แล้วกองทัพไร้คนสั่งการทหารโลหิตทมิฬจึงเข้าควบคุม

             

            จงฉ๊เปิดประตูค่ายออกไปพร้อมกับทหารอีกห้าพันคน จั้วหย่งก็ตามมาด้วย

             

            “นายท่าน !” ทั้งสองคุกเข่าลงทำความเคารพ

             

            หนิงเฟยหลงมองทั้งสองแล้วก็ยิ้ม “ท่านทั้งสองไม่ต้องมากพิธีเหน็ดเหนื่อยพวกท่านแล้ว”

             

            จั้วหย่งรีบตอบกลับ “ไม่เลยขอรับ พวกเราไหนเลยจะเหน็ดเหนื่อยเท่าท่าน”

             

            จากนั้นจงฉีก็กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูของชายหนุ่มหนิงเฟยหลงพยักหน้าเข้าใจ แล้วเอ่ยว่า “จินโหวเจ้านำทหารเหล่านี้กลับไปเถอะปกป้องชายแดนเหนือให้ดีป่านนี้ชายแดนคงวุ่นวายใหญ่แล้วอาณาจักรเยว่ยังต้องอาศัยเจ้าและผู้บัญชาการซือกอบกู้สถานการณ์”

             

            จินโหวเงยหน้ามองชายหนุ่มเขาไม่เข้าใจความคิดของชายหนุ่มผู้นี้ก่อนหน้านี้ซัดเขาเกือบตายตอนนี้กลับมาพูดดีจนถึงขั้นเกรงอกเกรงใจเสียได้

             

            “ขอรับ นายท่านหนิง ข้ารับปาก”

             

            “ยอดเยี่ยม ! เช่นนั้นท่านก็นำพวกเขากลับไปเถอะ”หนิงเฟยหลงไม่ต้องการให้กองทัพพิทักษ์อุดรเป็นศัตรูกับเขาแม้ว่าจะเคยถูกลอบสังหารโดยทหารพวกนี้มาก่อนก็ตามแต่ในเมื่อเขาไม่เป็นไรทั้งยังมีโอกาสผูกมิตรได้ ทำไมเขาจะไม่รับเอาไว้

             

            สำหรับกองทัพพิทักษ์อุดรแล้ว ในอนาคตย่อมมีประโยชน์กับเขากองทัพอันดับหนึ่งไม่ได้มาได้ง่าย ๆ

             

            หลังจากที่จินโหวไม่แล้วหนิงเฟยหลงก็เอ่ยถามจงฉีทันที “การปะทะก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

             

            “กองทัพพิทักษ์อุดรต่อรบได้อย่างแข็งขันกองทัพมีระเบียบถึงแม้ความตายมาเยือนก็ยังคงมีระเบียบอยู่ช่างน่าประหลาดถ้าพูดถึงความเสียหายนั้นกองทัพของเรามีเพียงแค่คนบาดเจ็บเท่านั้นมีเพียงฝั่งของซือหลี่ที่ล้มตายมากอยู่ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยของพวกเขา”

             

            “แล้วเหตุใดพวกเขาจึงถอยกลับ ?”

             

            “อันที่จริงแล้วการเข้ามาพิทักษ์นครหลวงเขาก็ไม่ได้เต็มใจหากเป็นเพราะมีราชโองการและตำแหน่ง พร้อมเงินทองมาล่อเขาคงไม่มาและเมื่อเห็นว่ากองทัพของเราไม่ธรรมดาเขาเองก็ไม่อยากสูญเสียไพร่พลมากเกินความจำเป็นจึงถอยไปอย่างไรเสียกองทัพอยู่เขาก็ยังได้เป็นผู้บัญชาการต่อ”

             

            หนิงเฟยหลงพยักหน้าเห็นด้วย ถือว่าจงฉีวิเคราะห์ได้ดี

             

            “รื้อค่ายเถอะเราต้องเร่งเดินทัพไปสมทบกองทัพขององค์รัชทายาท”

             

            “น้อมรับคำสั่ง !” ทหารพากันรื้อค่ายไม่นานก็เสร็จ ด้วยการจัดการที่ดีแบ่งงานได้อย่างเหมาะสมทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

             

            ...

             

            กองทัพโลหิตทมิฬเคลื่อนพลออกในยามบ่ายไปถึงนครหลวงก็พลบค่ำพอดี

             

            กองทัพโลหิตทมิฬได้เข้าร่วมกับค่ายขององค์รัชทายาทที่ตั้งเรียงรายล้อมรอบนครหลวงเหอผิง

             

            โถงบัญชาการ

             

            เนื่องจากการต่อรบที่ใช้ระยะเวลายาวนานทำให้องค์รัชทายาทตัดสินใจสร้างโถงขึ้นมาเพื่อให้สะดวกต่อการหารือร่วมกันในที่นี่มีผู้บัญชาการอยู่ด้วยกันถึงสองคนคนหนึ่งคือหนิงเฉิงผู้บัญชาการกองทัพปราบทักษิณ คนที่สองไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหนิงเฟยหลง ผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬ

             

            เวลานี้กองทัพขององค์รัชทายาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากอาสาสมัครกองทัพอาสาจากหนึ่งแสนสามหมื่นนายเพิ่มเป็นหนึ่งแสนแปดหมื่นกว่านายร่วมกับกองทัพโลหิตทมิฬอีกหมื่นห้าพันนายทำให้กำลังทหารขององค์รัชทายาทมีมากถึงสองแสนนาย

             

            ต่างจากกำลังทหารขององค์ชายสี่ที่นอกจากจะไม่เพิ่มแล้วก็ยังน้อยลงอีกด้วยจากทหารที่ควรจะมีถึงสองแสนแปดหมื่นนาย จากกองทัพตระกูลถู ตระกูลไช่ กองทัพรักษาพระนครกองทัพพยัคฆ์ กองทัพพิทักษ์อุดร และกองทัพพิทักษ์บูรพา แต่สุดท้ายทั้งหมดล้มเหลวไม่เป็นท่า

             

            ถูซุยเคร่งเครียดมาหลายวันแล้วเขากำลังรอทัพเสริมโดยที่ไม่รู้ว่า กองทัพพิทักษ์อุดรและบูรพาถอยกลับไปหมดแล้ว

             

            จักรพรรดิคนใหม่ที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือก็คือองค์ชายสี่เยว่หมิงก็นั่งไม่ติดเช่นกันชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับการศึกครั้งนี้ ทหารที่พ่ายกลับมาจากศึกครั้งก่อนหกหมื่นนายรวมกับทหารตระกูลไช่ที่อยู่ในเมืองหลวงแล้วอีกหนึ่งหมื่นนายกำลังปกป้องพระนครไว้

             

            แน่นอนว่าถูซุยไม่หวังพึ่งกองทัพชายแดนมากนักเพราะว่าเขาเองก็มีกองกำลังของเขากองกำลังตระกูลถูจากเมืองกุ้ยหลินทหารแปดหมื่นนายกำลังเดินทัพมา

             

            แต่เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตระกูลเหริน และกองทัพพิทักษ์ประจิมถึงไร้การเคลื่อนไหวสายสืบส่วนใหญ่ที่ไปทางตะวันตกไม่ได้กลับมา

             

            ...

             

            “กองทัพตระกูลเข้ามาใกล้เรื่อย ๆแล้วหากยังไม่สามารถตีเมืองแตกได้เห็นทีเราเองจะต้องรับศึกสองด้าน”เยว่เซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด

             

            หนิงเทียน หนิงเฉิงล้วนไม่มีคำพูด ขุนนางทุกคนกำลังครุ่นคิดแต่ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ฝ่าบาทกระหหม่อมมีวิธี”

             

            เยว่เซียวมีสีหน้าที่แปลกใจ “วิธีอะไรรึ ?”

             

            หนิงเฟยหลงไม่กล่าวตอบอะไร เพียงแต่เดินออกไปนอกโถง ทุกคนต่างงุนงงเขาต้องการทำสิ่งใด ?

             

            เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ (15 นาที) หนิงเฟยหลงก็ตะโกนเข้ามาในโถง “พวกท่านออกมาดูเถอะ”

             

            ทุกคนก็เดินออกมา องค์รัชทายาทเสด็จก่อนตามด้วยขุนนางเมื่ออกมาก็เห็นวัตถุแปลกประหลาด หน้าไม้ยักษ์ ?

             

            “ที่ทุกท่านกำลังมองมันคืออาวุธชนิดใหม่ที่กองทัพของข้าประดิษฐ์ขึ้นมันมีชื่อเรียกว่า “หน้าไม้ทลายแก่นแท้”อานุภาพของมันสามารถทำลายผู้ฝึกยุทธ์แก่นแท้พลังได้ !”

             

            “!!!!!” ทุกคนเบิกตาขึ้นนี่มันเรื่องจริงรึ ? กองทัพโลหิตทมิฬมีอาวุธที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ ?

             

            หนิงเทียนเองก็ไม่อยากเชื่อเขาจึงเอ่ยถามขึ้น “หลงเอ๋อร์นั่นจริงรึ ?”

             

            “จริงขอรับ พวกท่านขึ้นไปดูบนเชิงเทินเถิด”

             

            “ได้เราจะไปดูให้เห็นกับตา”ว่าแล้วองค์รัชทายาทก็เสด็จไปบนเชิงเทินอย่างว่องไวเขาต้องการดูให้เห็นว่านั่นเป็นความจริง !

             

            “ยิงได้ !”

             

            ตูม !!

             

            “!!!!!!!!!!”กำแพงของนครหลวงที่สูงตระหง่านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนคนอยู่บกำแพงสัมผัสได้ว่าแผ่นดินไหว

             

            หนิงเทียนถ่างตาของเขาดูดี ๆ ไม่ทันที่จะมีใครพูดออกมาลูกศรก็ถูกยิงออกไปอีก คราวนี้ยิงตามติดไปถึงสี่เครื่อง

             

            ตูม ตูม ตูม ตูม !!!!

             

            แกรก....แกร๊ก !

             

            กำแพงร้าว ! องค์รัชทายาทลุกขึ้นพรึ่บ เขารู้ดีว่ากำแพงนั่นแข็งแกร่งเพียงใดต่อให้เกิดการโจมตีใด ๆ ก็ตามกำแพงก็จะไม่ถล่มลงมากำแพงนี้ยืนยงมานับพันปีก็ไม่เคยมีใครมาทำอันตรายมันได้ แต่ในวันนี้....

             

            “คลื่นลูกหลังช่างแรงจริง ๆ”เยว่เซียวเห็นผลลัพธ์ออกมาดีเช่นนี้ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้เขามองหนิงเฟยหลงด้วยความชื่นชมยิ่งขึ้น

             

            ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งเตือนขึ้นไม่ใช่จากใครมันคือจากชายหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ผู้นี้!

             

            “ทุกท่านเตรียมกำลังบุกตีได้แล้ว !”

             

            ทุกคนกลับมาได้สติเร่งฝีเท้าตนไปเตรียมกองทัพ มีเพียงองค์รัชทายาท และหนิงเทียนเท่านั้นที่ยังอยู่บนเชิงเทินนี้

             

            พวกเขากำลังจะสร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ในการตีนครหลวงที่มีอายุยาวนานกว่าพันปีแตก!