จงฉีได้รับข้อความในใจก็ปีติยินดีแต่หากจะแสดงออกมาทางสีหน้าก็กลัวอีกฝ่ายจะจับสังเกตได้ จึงตอบกลับไปว่า “ข้าจงฉียินดีตอบรับคำเสนอของนายท่านซืออยู่เพียงแต่เราจะปล่อยกองทัพที่ถูกล้อมออกไปก็ต่อเมื่อท่านถอนทัพกลับไปห้าสิบลี้แล้วข้าจึงจะปล่อยตัวพวกเขา”
ทหารผู้แจ้งข้อความมิกล้ารอช้า เดินความมาถึงซือหลี่อย่างรวดเร็ว “ได้ !” เขาตอบสั้น ๆ แต่กลับได้ใจความไม่นานกองทัพพิทักษ์อุดรของซือหลี่ก็ถอยกลับไป
ความจริงแล้วจงฉีไม่รู้ว่ากองทัพของจินโหวถูกล้อมหรือไม่ ?แต่เขาแค่ไม่ได้ยินเสียงการโจมตีของทหารอีกฝ่ายนานแล้ว จึงตอบตกลงไปจงฉีคาดว่าผู้บัญชาการของเขาคงมาถึงแล้ว และจัดการจินโหวเสียอยู่หมัด
จงฉีเดินทางไปหลังค่ายก็พบกับทหารของเขาที่ให้ลอบตามทหารสองหมื่นของอีกฝ่ายยืนเรียงรายล้อมรอบทหารทั้งสองหมื่น และทหารม้าชุดเกราะสีดำทมิฬ อยู่ในนั้นด้วยจากนั้นสายตาเขาก็เลื่อนมาอีกเป็นอย่างที่เขาคาดคนที่อยู่ตรงนั้นมีด้วยกันสองคนคนหนึ่งคือชายหูกางส่วนอีกคนพวกเขารู้จักดี ผู้บัญชาการของพวกเขา หนิงเฟยหลง !
หนิงเฟยหลงไม่ได้ถืออาวุธใด ๆแต่จินโหวกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขาพร้อมก้มศีรษะเกือบจรดพื้นบนพื้นมีหยุดโลหิตกระจายอยู่ ชัดแล้วว่าก่อนหน้านี้จินโหวได้เข้าต่อสู้กับหนิงเฟยหลงและเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในเมื่อแพ้แล้วกองทัพไร้คนสั่งการทหารโลหิตทมิฬจึงเข้าควบคุม
จงฉ๊เปิดประตูค่ายออกไปพร้อมกับทหารอีกห้าพันคน จั้วหย่งก็ตามมาด้วย
“นายท่าน !” ทั้งสองคุกเข่าลงทำความเคารพ
หนิงเฟยหลงมองทั้งสองแล้วก็ยิ้ม “ท่านทั้งสองไม่ต้องมากพิธีเหน็ดเหนื่อยพวกท่านแล้ว”
จั้วหย่งรีบตอบกลับ “ไม่เลยขอรับ พวกเราไหนเลยจะเหน็ดเหนื่อยเท่าท่าน”
จากนั้นจงฉีก็กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูของชายหนุ่มหนิงเฟยหลงพยักหน้าเข้าใจ แล้วเอ่ยว่า “จินโหวเจ้านำทหารเหล่านี้กลับไปเถอะปกป้องชายแดนเหนือให้ดีป่านนี้ชายแดนคงวุ่นวายใหญ่แล้วอาณาจักรเยว่ยังต้องอาศัยเจ้าและผู้บัญชาการซือกอบกู้สถานการณ์”
จินโหวเงยหน้ามองชายหนุ่มเขาไม่เข้าใจความคิดของชายหนุ่มผู้นี้ก่อนหน้านี้ซัดเขาเกือบตายตอนนี้กลับมาพูดดีจนถึงขั้นเกรงอกเกรงใจเสียได้
“ขอรับ นายท่านหนิง ข้ารับปาก”
“ยอดเยี่ยม ! เช่นนั้นท่านก็นำพวกเขากลับไปเถอะ”หนิงเฟยหลงไม่ต้องการให้กองทัพพิทักษ์อุดรเป็นศัตรูกับเขาแม้ว่าจะเคยถูกลอบสังหารโดยทหารพวกนี้มาก่อนก็ตามแต่ในเมื่อเขาไม่เป็นไรทั้งยังมีโอกาสผูกมิตรได้ ทำไมเขาจะไม่รับเอาไว้
สำหรับกองทัพพิทักษ์อุดรแล้ว ในอนาคตย่อมมีประโยชน์กับเขากองทัพอันดับหนึ่งไม่ได้มาได้ง่าย ๆ
หลังจากที่จินโหวไม่แล้วหนิงเฟยหลงก็เอ่ยถามจงฉีทันที “การปะทะก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“กองทัพพิทักษ์อุดรต่อรบได้อย่างแข็งขันกองทัพมีระเบียบถึงแม้ความตายมาเยือนก็ยังคงมีระเบียบอยู่ช่างน่าประหลาดถ้าพูดถึงความเสียหายนั้นกองทัพของเรามีเพียงแค่คนบาดเจ็บเท่านั้นมีเพียงฝั่งของซือหลี่ที่ล้มตายมากอยู่ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยของพวกเขา”
“แล้วเหตุใดพวกเขาจึงถอยกลับ ?”
“อันที่จริงแล้วการเข้ามาพิทักษ์นครหลวงเขาก็ไม่ได้เต็มใจหากเป็นเพราะมีราชโองการและตำแหน่ง พร้อมเงินทองมาล่อเขาคงไม่มาและเมื่อเห็นว่ากองทัพของเราไม่ธรรมดาเขาเองก็ไม่อยากสูญเสียไพร่พลมากเกินความจำเป็นจึงถอยไปอย่างไรเสียกองทัพอยู่เขาก็ยังได้เป็นผู้บัญชาการต่อ”
หนิงเฟยหลงพยักหน้าเห็นด้วย ถือว่าจงฉีวิเคราะห์ได้ดี
“รื้อค่ายเถอะเราต้องเร่งเดินทัพไปสมทบกองทัพขององค์รัชทายาท”
“น้อมรับคำสั่ง !” ทหารพากันรื้อค่ายไม่นานก็เสร็จ ด้วยการจัดการที่ดีแบ่งงานได้อย่างเหมาะสมทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
...
กองทัพโลหิตทมิฬเคลื่อนพลออกในยามบ่ายไปถึงนครหลวงก็พลบค่ำพอดี
กองทัพโลหิตทมิฬได้เข้าร่วมกับค่ายขององค์รัชทายาทที่ตั้งเรียงรายล้อมรอบนครหลวงเหอผิง
โถงบัญชาการ
เนื่องจากการต่อรบที่ใช้ระยะเวลายาวนานทำให้องค์รัชทายาทตัดสินใจสร้างโถงขึ้นมาเพื่อให้สะดวกต่อการหารือร่วมกันในที่นี่มีผู้บัญชาการอยู่ด้วยกันถึงสองคนคนหนึ่งคือหนิงเฉิงผู้บัญชาการกองทัพปราบทักษิณ คนที่สองไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหนิงเฟยหลง ผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬ
เวลานี้กองทัพขององค์รัชทายาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากอาสาสมัครกองทัพอาสาจากหนึ่งแสนสามหมื่นนายเพิ่มเป็นหนึ่งแสนแปดหมื่นกว่านายร่วมกับกองทัพโลหิตทมิฬอีกหมื่นห้าพันนายทำให้กำลังทหารขององค์รัชทายาทมีมากถึงสองแสนนาย
ต่างจากกำลังทหารขององค์ชายสี่ที่นอกจากจะไม่เพิ่มแล้วก็ยังน้อยลงอีกด้วยจากทหารที่ควรจะมีถึงสองแสนแปดหมื่นนาย จากกองทัพตระกูลถู ตระกูลไช่ กองทัพรักษาพระนครกองทัพพยัคฆ์ กองทัพพิทักษ์อุดร และกองทัพพิทักษ์บูรพา แต่สุดท้ายทั้งหมดล้มเหลวไม่เป็นท่า
ถูซุยเคร่งเครียดมาหลายวันแล้วเขากำลังรอทัพเสริมโดยที่ไม่รู้ว่า กองทัพพิทักษ์อุดรและบูรพาถอยกลับไปหมดแล้ว
จักรพรรดิคนใหม่ที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือก็คือองค์ชายสี่เยว่หมิงก็นั่งไม่ติดเช่นกันชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับการศึกครั้งนี้ ทหารที่พ่ายกลับมาจากศึกครั้งก่อนหกหมื่นนายรวมกับทหารตระกูลไช่ที่อยู่ในเมืองหลวงแล้วอีกหนึ่งหมื่นนายกำลังปกป้องพระนครไว้
แน่นอนว่าถูซุยไม่หวังพึ่งกองทัพชายแดนมากนักเพราะว่าเขาเองก็มีกองกำลังของเขากองกำลังตระกูลถูจากเมืองกุ้ยหลินทหารแปดหมื่นนายกำลังเดินทัพมา
แต่เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตระกูลเหริน และกองทัพพิทักษ์ประจิมถึงไร้การเคลื่อนไหวสายสืบส่วนใหญ่ที่ไปทางตะวันตกไม่ได้กลับมา
...
“กองทัพตระกูลเข้ามาใกล้เรื่อย ๆแล้วหากยังไม่สามารถตีเมืองแตกได้เห็นทีเราเองจะต้องรับศึกสองด้าน”เยว่เซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
หนิงเทียน หนิงเฉิงล้วนไม่มีคำพูด ขุนนางทุกคนกำลังครุ่นคิดแต่ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ฝ่าบาทกระหหม่อมมีวิธี”
เยว่เซียวมีสีหน้าที่แปลกใจ “วิธีอะไรรึ ?”
หนิงเฟยหลงไม่กล่าวตอบอะไร เพียงแต่เดินออกไปนอกโถง ทุกคนต่างงุนงงเขาต้องการทำสิ่งใด ?
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ (15 นาที) หนิงเฟยหลงก็ตะโกนเข้ามาในโถง “พวกท่านออกมาดูเถอะ”
ทุกคนก็เดินออกมา องค์รัชทายาทเสด็จก่อนตามด้วยขุนนางเมื่ออกมาก็เห็นวัตถุแปลกประหลาด หน้าไม้ยักษ์ ?
“ที่ทุกท่านกำลังมองมันคืออาวุธชนิดใหม่ที่กองทัพของข้าประดิษฐ์ขึ้นมันมีชื่อเรียกว่า “หน้าไม้ทลายแก่นแท้”อานุภาพของมันสามารถทำลายผู้ฝึกยุทธ์แก่นแท้พลังได้ !”
“!!!!!” ทุกคนเบิกตาขึ้นนี่มันเรื่องจริงรึ ? กองทัพโลหิตทมิฬมีอาวุธที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ ?
หนิงเทียนเองก็ไม่อยากเชื่อเขาจึงเอ่ยถามขึ้น “หลงเอ๋อร์นั่นจริงรึ ?”
“จริงขอรับ พวกท่านขึ้นไปดูบนเชิงเทินเถิด”
“ได้เราจะไปดูให้เห็นกับตา”ว่าแล้วองค์รัชทายาทก็เสด็จไปบนเชิงเทินอย่างว่องไวเขาต้องการดูให้เห็นว่านั่นเป็นความจริง !
“ยิงได้ !”
ตูม !!
“!!!!!!!!!!”กำแพงของนครหลวงที่สูงตระหง่านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนคนอยู่บกำแพงสัมผัสได้ว่าแผ่นดินไหว
หนิงเทียนถ่างตาของเขาดูดี ๆ ไม่ทันที่จะมีใครพูดออกมาลูกศรก็ถูกยิงออกไปอีก คราวนี้ยิงตามติดไปถึงสี่เครื่อง
ตูม ตูม ตูม ตูม !!!!
แกรก....แกร๊ก !
กำแพงร้าว ! องค์รัชทายาทลุกขึ้นพรึ่บ เขารู้ดีว่ากำแพงนั่นแข็งแกร่งเพียงใดต่อให้เกิดการโจมตีใด ๆ ก็ตามกำแพงก็จะไม่ถล่มลงมากำแพงนี้ยืนยงมานับพันปีก็ไม่เคยมีใครมาทำอันตรายมันได้ แต่ในวันนี้....
“คลื่นลูกหลังช่างแรงจริง ๆ”เยว่เซียวเห็นผลลัพธ์ออกมาดีเช่นนี้ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้เขามองหนิงเฟยหลงด้วยความชื่นชมยิ่งขึ้น
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งเตือนขึ้นไม่ใช่จากใครมันคือจากชายหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ผู้นี้!
“ทุกท่านเตรียมกำลังบุกตีได้แล้ว !”
ทุกคนกลับมาได้สติเร่งฝีเท้าตนไปเตรียมกองทัพ มีเพียงองค์รัชทายาท และหนิงเทียนเท่านั้นที่ยังอยู่บนเชิงเทินนี้
พวกเขากำลังจะสร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ในการตีนครหลวงที่มีอายุยาวนานกว่าพันปีแตก!