กึก
เสียงนั้นเบามาก
เบาจนหากเกิดขึ้นตอนลานฝึกเต็มไปด้วยเสียงไม้พลองและเสียงะโ คงไม่มีใครทันได้ยิน แต่ในหมวดััชีพจรที่ทุกคนกำลังกลั้นใจมองอยู่ เสียงร้าวเล็ก ๆ ใต้ฝ่ามือของเย่เทียนกลับชัดราวกับหินทั้งลานพร้อมใจกันเงียบเพื่อฟังมัน
ผู้ตรวจหมวดชีพจรชะงักอยู่ครู่หนึ่ง มือที่ถือพู่กันหยุดกลางอากาศ รอยหมึกหยดหนึ่งเกือบตกลงบนแผ่นบันทึก ก่อนเขาจะรีบวางพู่กันลงแล้วก้าวเข้าไปใกล้ศิลาทดสอบ
“อย่าขยับมือ” ผู้ตรวจกล่าวเสียงต่ำ
เย่เทียนไม่ได้ตอบ เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนยังมีแรงพอจะตอบหรือไม่ ความเย็นจากศิลายังคงซึมผ่านฝ่ามือเข้ามา ขณะเดียวกันความอุ่นใต้สะดือก็ยังแตะอยู่ในร่างอย่างแ่เบา ไม่พุ่ง ไม่วาบ ไม่ไหลขึ้นตามใจเขา แต่มันยังอยู่ เหมือนประกายไฟเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมดับแม้ถูกลมเย็นจากศิลากดทับ
เขาไม่กล้าดึงมัน
ไม่กล้าผลักมัน
ไม่กล้าแม้แต่จะดีใจ
เพราะความทรงจำจากคืนนั้นยังคงชัดเจนเกินไป หากแตะผิดจังหวะ สิ่งที่ตอบกลับอาจไม่ใช่แสงบนศิลา แต่อาจเป็เืในลำคอของเขาเอง
ผู้ตรวจก้มมองผิวศิลา รอยสลักขอบล่างสุดสั่นไหวอีกครั้ง ไม่ถึงขั้นสว่างเต็ม แต่มีเส้นแสงจาง ๆ แล่นผ่านเหมือนแมลงหิ่งห้อยหลงทางในรอยหิน ก่อนดับลงทันที
รอบลานเริ่มมีเสียงสูดลมหายใจ
“ข้าตาฝาดหรือไม่”
“เมื่อครู่มีแสงใช่ไหม”
“ไม่ใช่แสงเต็ม มันแค่…สั่น”
“ศิลาทดสอบสั่นได้อย่างไร หากไม่มีชีพจรตอบรับ?”
เย่กวงก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นหนึ่งก้าว ใบหน้าของเขายังเรียบ แต่ดวงตากลับไม่เหมือนเดิม เขาไม่ได้มองเย่เทียนก่อน หากมองศิลาทดสอบ เหมือนอยากให้หินก้อนนั้นอธิบายด้วยตนเองว่ามันกำลังทำอะไรอยู่
ผู้ตรวจอีกคนหนึ่งรีบเดินมาจากโต๊ะบันทึก เขาวางฝ่ามือลงบนด้านข้างศิลาเพื่อตรวจสภาพ ก่อนขมวดคิ้ว “ศิลาไม่ได้เสีย”
ประโยคนั้นทำให้เสียงรอบลานดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
เย่ิซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มรุ่นเยาว์นิ่งไปนาน ใบหน้าของเขาไม่ซีด แต่ความมั่นใจบางอย่างบนสีหน้าถูกดึงออกไปเหมือนผ้าถูกกระชากจากโต๊ะ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ได้เข้ากับคำตอบที่เขาเตรียมไว้เลย หากศิลาไม่สว่าง เขาจะบอกได้ว่าเย่เทียนยังไร้ชีพจร หากศิลาสว่าง เขาจะต้องยอมรับว่าเย่เทียนเปิดชีพจรแล้ว แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับอยู่ระหว่างกลาง ไม่ยอมให้ใครตัดสินง่าย ๆ
และสิ่งที่ยากที่สุดในการโจมตี ไม่ใช่สิ่งที่ชัดเจนว่าดีหรือเลว
แต่คือสิ่งที่ยังหาคำเรียกไม่ได้
“รักษาสภาพไว้” ผู้ตรวจหมวดชีพจรกล่าวกับเย่เทียน “ห้ามเพิ่มแรง ห้ามถอนมือ ข้าจะนับอีกสามลมหายใจ”
สามลมหายใจ
คำนี้ทำให้หน้าอกของเย่เทียนหนักขึ้นทันที เขาผ่านมาสี่หมวดแล้ว แรงในร่างเหลือน้อยกว่าที่อยากยอมรับ ขาซ้ายเริ่มสั่นเล็กน้อย แขนขวาชาอยู่ใต้ฝ่ามือที่แตะศิลา และความอุ่นในร่างก็เหมือนสิ่งมีชีวิตที่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ต่อหรือหายไป แต่เขายังไม่ถอนมือ
ลมหายใจที่หนึ่ง
ศิลาทดสอบนิ่งไปชั่วขณะ เสียงกระซิบเริ่มมีน้ำหนักขึ้น บางคนทำสีหน้าคล้ายโล่งใจ บางคนเหมือนเสียดาย เย่ิหลุบตาลงเล็กน้อย ราวกับเตรียมคว้าช่องนี้กลับมา
ลมหายใจที่สอง
ความอุ่นใต้สะดือสั่น เย่เทียนรู้สึกว่ามันกำลังจะดับ เขาเกือบทำสิ่งที่อันตรายที่สุดอีกครั้ง เกือบจะดึงมันไว้เพราะกลัวสูญเสียโอกาสต่อหน้าทุกคน แต่ในเสี้ยวนั้น คำหนึ่งจากบันทึกแผนของตนเองผุดขึ้นมา
ทำให้ร่างกายพร้อมรับ แล้วดูว่ามันตอบหรือไม่
ดู
ไม่ใช่สั่ง
เขาคลายปลายนิ้วลง ไม่กดศิลาแน่นกว่าเดิม ปล่อยให้ลมหายใจลดลงจนบางราวเส้นไหม ความอุ่นที่กำลังจะดับไม่ถูกดึงไว้ แต่มันกลับหยุดหายไปเองเพียงเสี้ยวหนึ่ง เหมือนรู้ว่าถูกปล่อยให้มีทางอยู่
ลมหายใจที่สาม
รอยสลักขอบล่างของศิลาสั่นอีกครั้ง คราวนี้ชัดกว่าครั้งแรกเล็กน้อย แสงจาง ๆ ไม่พุ่งขึ้นสูง ไม่ไหลทั่วหิน แต่สะท้อนเป็จังหวะสั้น ๆ สามครั้งติดกัน
กึก กึก กึก
ไม่ใช่เสียงแตกยาว
ไม่ใช่เสียงศิลาพัง
แต่เหมือนบางสิ่งที่อยู่ภายในหินกำลังตอบรับจังหวะที่ไม่สมบูรณ์
ผู้ตรวจทั้งสองสบตากัน
เย่กวงกล่าวเสียงเรียบ “ผลเป็อย่างไร”
ผู้ตรวจหมวดชีพจรไม่ได้ตอบทันที เขาก้มตรวจรอยสลักอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ หันไปหาผู้ดูแลบันทึก “บันทึกว่า ศิลาไม่ส่องแสงเปิดชีพจรเต็มรูปแบบ แต่มีการสั่นตอบสนองสามจังหวะบริเวณรอยสลักชั้นล่างสุด พร้อมรอยร้าวตื้นใต้ฝ่ามือผู้ทดสอบ”
คำว่า “รอยร้าว” ทำให้คนรอบลานขยับตัวทันที
เย่เทียนยังคงยืนอยู่หน้าศิลา มือขวาแตะผิวหินอยู่ แต่เมื่อได้ยินคำนี้ เขาจึงมองลงไปเป็ครั้งแรก ใต้ฝ่ามือของเขา มีรอยบาง ๆ ยาวไม่ถึงครึ่งนิ้วปรากฏบนผิวศิลา ไม่ลึก ไม่กว้าง แต่ชัดเจนพอให้ไม่มีใครบอกว่าเป็เพียงฝุ่นหรือแสงสะท้อน
เขาเองก็ใ
เพราะเขาไม่ได้ใช้แรง
ไม่ได้ดัน
ไม่ได้กระแทก
เขาเพียงวางมือและหายใจ
“ถอนมือได้” ผู้ตรวจกล่าว
เย่เทียนค่อย ๆ ยกมือออกจากศิลา ทันทีที่ฝ่ามือหลุดจากผิวหิน ความอุ่นใต้สะดือก็ดับลงเหมือนตะเกียงถูกปิดฝา ร่างกายที่ฝืนประคองมาหลายหมวดพลันหนักขึ้นทันที เขาเซไปครึ่งก้าว แต่ยังไม่ล้ม เย่คุนขยับตัวเหมือนจะก้าวเข้ามา ทว่าเย่เทียนใช้เท้าซ้ายถอยตั้งหลักก่อน มือซ้ายแตะขอบโต๊ะบันทึกข้างศิลาพอดี
ผู้ตรวจมองเขา “ยังยืนได้หรือไม่”
เย่เทียนกลืนน้ำลายลงคอ ฝืนลมหายใจให้ไม่สะดุด “ยืนได้ขอรับ”
“ดี ไปจุดพัก”
เขาคารวะ แล้วเดินออกจากหน้าศิลาทดสอบอย่างช้า ๆ ทุกก้าวทำให้หน้าแข้งซ้ายปวดขึ้น ทุกลมหายใจทำให้หน้าอกหน่วงกว่าเดิม แต่เขาไม่กล้าหยุดกลางลาน เพราะรู้ดีว่าไม่ว่าผลจะถูกตีความอย่างไร ภาพที่เขาล้มลงทันทีหลังทดสอบจะถูกใช้พูดต่อยาวกว่ารอยสั่นบนศิลาแน่นอน
เมื่อเขานั่งลงที่จุดพัก เสียงรอบลานจึงเริ่มแตกออกเหมือนน้ำในเขื่อนที่ถูกปล่อย
“ไม่สว่าง แต่ศิลาร้าว?”
“เช่นนี้นับว่าเปิดชีพจรหรือไม่”
“จะเปิดได้อย่างไร หากเปิดจริงแสงต้องขึ้นชั้นแรกอย่างน้อย”
“แต่ถ้าไม่เปิดเลย ศิลาจะตอบสนองทำไม?”
“อาจเป็ศิลาเก่า?”
“ผู้ตรวจบอกแล้วว่าไม่ได้เสีย”
เสียงเ่าั้ไหลผ่านเย่เทียนเหมือนลม เขาใช้ผ้าซับเหงื่อบนฝ่ามือขวาแล้วพบว่ามือของตนเย็นเฉียบ ทั้งที่แผ่นหลังเปียกเหงื่อไปหมด เขาไม่ได้รู้สึกยินดีอย่างที่ควรจะรู้สึกเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้นบนศิลา ตรงกันข้าม เขารู้สึกเหมือนเพิ่งเปิดกล่องที่ไม่มีใครรู้ว่าข้างในคือยา หรือพิษ
เย่หลัวยืนอยู่อีกฝั่งของเชือกกั้น สีหน้าตื่นตะลึงอย่างไม่ปิดบัง เขาเหมือนอยากถามหลายอย่างพร้อมกัน แต่กฎยังไม่ให้เขาเข้ามา เสี่ยวอวี่ใช้มือปิดปากตนเองเล็กน้อย ดวงตานางแดงขึ้นนิด ๆ ไม่ใช่เพราะร้องไห้ แต่เหมือนคนที่กลั้นลมหายใจไว้นานเกินไปแล้วเพิ่งได้หายใจ
เย่เทียนเห็นเพียงแวบเดียว แล้วรีบก้มหน้าลง
เขาไม่อยากให้ใครเห็นว่าเขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
ฝั่งผู้ตรวจเริ่มหารือกัน เสียงไม่ดังมาก แต่คนใกล้ลานพอได้ยินบางส่วน
“ไม่ตรงเกณฑ์เปิดชีพจร”
“แต่มีการตอบสนองต่อเสาหินปราณในหมวดก่อนหน้า และศิลาทดสอบสั่นสามจังหวะ”
“อาจเป็การสั่นจากความไม่เสถียรของศิลา?”
“ถ้าเป็ความไม่เสถียร เหตุใดเกิดพร้อมจังหวะลมหายใจของผู้ทดสอบ?”
“เื่นี้ควรส่งเข้าสภาตระกูล”
คำว่า “สภาตระกูล” ทำให้เย่กวงเงียบลงเล็กน้อย
เขามองเย่เทียนจากระยะไม่ไกล สายตานั้นไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความพอใจ แต่เป็ความระมัดระวังของคนที่ไม่ชอบสิ่งที่อยู่นอกช่องตาราง เย่กวงอาจเตรียมผลล้มเหลวไว้รับมือ เตรียมผลผ่านไว้ตีความ แต่ผลที่ไม่ยอมเข้าช่องเช่นนี้ย่อมทำให้ทุกการจัดการยากขึ้น
“ประกาศผลเฉพาะหมวดก่อน” เย่กวงกล่าวในที่สุด “ส่วนผลรวมของผู้มีตราตรวจพิเศษ ให้รอการพิจารณาร่วมหลังจบการประเมินทั้งหมด”
ผู้ตรวจพยักหน้า
เสียงประกาศดังขึ้นต่อหน้าลานใหญ่
“เย่เทียน หมวดร่างกายพื้นฐาน ผ่านขั้นต่ำ หมวดทรงตัว ผ่าน หมวดตอบสนอง ผ่าน หมวดควบคุมลมหายใจ ผ่านพร้อมบันทึกตอบสนองผิดปกติ หมวดััชีพจร…ผลไม่สมบูรณ์ รอพิจารณา”
ผลไม่สมบูรณ์
รอพิจารณา
สองคำนี้ตกลงกลางลานเหมือนก้อนหินที่ไม่หนักพอจะทับใครตาย แต่หนักพอจะทำให้ทุกคนหยุดเดิน
เย่ิหัวเราะเบา ๆ ในลำคอหนึ่งครั้ง ไม่ดังพอจะเรียกว่าหัวเราะเยาะเต็มที่ แต่พอให้คนใกล้ ๆ ได้ยิน
“รอพิจารณา ก็คือยังไม่ผ่าน”
เย่หลัวหันไปทันที “เ้าฟังไม่ครบหรืออย่างไร เขาผ่านสี่หมวด”
“แล้วหมวดที่สำคัญที่สุดเล่า?” เย่ิถามกลับ น้ำเสียงยังนิ่ง แต่ดวงตากดลงกว่าเดิม “ศิลาไม่ส่องแสง เปิดชีพจรไม่สมบูรณ์ ผลเช่นนี้ ถ้าไม่เรียกว่าไม่ผ่าน เ้าจะเรียกอะไร?”
เย่หลัวกัดฟัน “อย่างน้อยศิลาก็ตอบสนอง”
“ตอบสนองแปลก ไม่ได้แปลว่าผ่าน” เย่ิกล่าว “หินเก่า ๆ สั่นขึ้นมาสามครั้ง พวกเ้าก็จะยกเขาขึ้นเป็คนพิเศษแล้วหรือ?”
คำพูดนี้ทำให้บางคนเริ่มพยักหน้าเล็กน้อย
ความประหลาดใจของผู้คนเริ่มหาทางกลับไปอยู่ในกรอบเดิม กรอบที่ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่ต้องยอมรับว่าเด็กที่ยังไม่เปิดชีพจรอาจมีอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่เข้าใจ
เย่เทียนได้ยินทุกคำ
เขายังนั่งอยู่ที่จุดพัก มือขวาวางบนเข่า ฝ่ามือยังเย็น เขาเหนื่อยเกินกว่าจะลุกไปตอบโต้ และต่อให้ไม่เหนื่อย เขาก็ไม่แน่ใจว่าควรตอบอะไร
เพราะเย่ิไม่ได้ผิดทั้งหมด
เขายังไม่เปิดชีพจรเต็มจริง
ศิลาไม่ส่องแสงจริง
ผลไม่สมบูรณ์จริง
แต่ก็มีอีกความจริงหนึ่ง
ศิลาสั่น
มีรอยร้าว
และผู้ตรวจไม่กล้าบันทึกว่าไร้การตอบสนอง
เสียงไม้พลองกระทบพื้นดังขึ้นหนึ่งครั้ง
เย่คุนเดินเข้ามาใกล้กลุ่มรุ่นเยาว์ที่เริ่มถกเถียงกันมากเกินไป “พวกเ้าคนใดเป็ผู้ตรวจหมวดชีพจร?”
ไม่มีใครตอบ
“ถ้าไม่ใช่ ก็หุบปาก แล้วรอผลที่ถูกประกาศอย่างเป็ทางการ” เขากล่าว เสียงไม่ได้ดังมาก แต่เย็นพอจะหยุดการเถียงทันที “บนลานนี้ คนที่เหนื่อยที่สุดยังนั่งเงียบอยู่ คนที่ยืนเฉย ๆ กลับรีบตัดสินแทนศิลา น่าขันนัก”
เย่ิไม่ตอบโต้เย่คุน เขาเพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาท แต่ดวงตายังมองเย่เทียนไม่วาง
เย่คุนเดินมาหาเย่เทียน ย่อตัวลงเล็กน้อย ไม่ถึงกับนั่ง “หายใจได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ”
“เจ็บอก?”
“หน่วงเล็กน้อย แต่ยังพอไหวขอรับ”
“มือ?”
เย่เทียนยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย “ชานิดหน่อย แต่ยังขยับได้”
เย่คุนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวสั้น ๆ “วันนี้พอแล้ว ห้ามฝึก ห้ามลองซ้ำ ห้ามแตะศิลาหรือเสาหินอะไรทั้งนั้น ถ้าข้ารู้ว่าเ้ากลับไปทำตัวโง่กับลมหายใจอีก ข้าจะมัดเ้าไว้กับเสาไม้เอง”
หากเป็เวลาอื่น เย่เทียนอาจยิ้ม แต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงพอ จึงเพียงพยักหน้า “ขอรับ”
เย่คุนยืนขึ้น “ผลยังไม่จบ แต่ร่างกายเ้าจบวันนี้แล้ว จำไว้”
พูดจบเขาก็เดินกลับไปจัดลำดับผู้เข้าประเมินคนต่อไป การประเมินยังต้องดำเนินต่อ แม้ลานใหญ่จะยังไม่ฟื้นจากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมด ผู้เข้าประเมินลำดับถัดไปถูกเรียกขึ้นหมวดแรกด้วยสีหน้ากดดันกว่าที่ควร เพราะไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร เสียงซุบซิบยังวนอยู่กับศิลาที่มีรอยร้าวใต้ฝ่ามือเย่เทียน
เย่เทียนถูกพาไปยังที่พักด้านข้างโดยผู้ช่วยลานคนหนึ่ง เขานั่งอยู่ใต้ร่มผ้าใบ แสงแดดเริ่มแรงขึ้นแล้ว แต่ใต้ร่มกลับเย็นพอให้เหงื่อบนหลังค่อย ๆ แห้ง มือขวาของเขายังเย็นอยู่ เขากำและคลายมือช้า ๆ ไม่ใช่เพื่อฝึก แต่เพื่อยืนยันว่ายังมีความรู้สึก
ไม่นานนัก เย่หลัวก็หาโอกาสเดินมาใกล้เชือกกั้น เขาไม่กล้าข้ามเข้ามา แต่พูดเสียงเบา “เ้า…เมื่อครู่ เ้าทำได้อย่างไร”
เย่เทียนมองเขา แล้วตอบตามจริง “ข้าไม่รู้”
เย่หลัวอึ้งไป “เ้าไม่รู้?”
“ข้าแค่ไม่ได้ดึงมัน”
เย่หลัวยิ่งทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ แต่คราวนี้เขาไม่หัวเราะ ไม่ประชด และไม่ถามต่อ เขาเพียงพยักหน้าเหมือนยอมรับว่าบางคำตอบยังไม่ควรถูกบีบออกมา
จากนั้นเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นอีกทางหนึ่ง
เสี่ยวอวี่หยุดอยู่หลังเชือกกั้นเช่นกัน นางยังไม่เรียกชื่อเขาในลานใหญ่ แต่คราวนี้หลังการประเมินของเขาจบแล้ว นางจึงพูดได้
“เ้าหน้าซีดมาก”
เย่เทียนมองนาง “ข้ารู้”
“ดี อย่างน้อยยังรู้”
“เ้าจะดุข้าหรือ”
เสี่ยวอวี่มองเขานานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “วันนี้ยังไม่ดุ รอให้เ้ามีแรงยืนฟังให้ครบก่อน”
เย่เทียนหลุดยิ้มเล็กน้อย แม้ริมฝีปากจะแห้งกว่าปกติ
เสี่ยวอวี่มองมือขวาของเขา แล้วเสียงเบาลง “เจ็บมากไหม”
“ไม่มากเท่าที่ควรกลัว”
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ทำให้คนฟังสบายใจเลย”
“ข้าจะจำไว้ แล้วคราวหน้าจะโกหกให้ดีกว่านี้”
“อย่าแม้แต่จะคิด” นางกล่าวทันที แต่ดวงตาที่กังวลกลับอ่อนลงเล็กน้อย
เย่หลัวมองทั้งสองคน แล้วทำท่าจะพูดอะไร แต่สุดท้ายเลือกเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ เหมือนเพิ่งรู้ว่าบางบทสนทนาเขาไม่ควรยืนคั่นกลาง
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ดูแลเรือนกลางคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมแผ่นไม้เล็กในมือ เขาหยุดตรงหน้าเย่เทียนและกล่าวตามระเบียบ “เย่เทียน หลังจบการประเมินวันนี้ เ้าต้องไปรอที่ห้องรับรองด้านหลังเรือนกลาง เพื่อให้ผู้ตรวจรวมผลเบื้องต้นและแจ้งคำสั่งต่อไป ห้ามออกจากเขตตระกูล ห้ามฝึกเพิ่มเติม และห้ามแตะศิลาหรืออุปกรณ์ทดสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต”
เย่เทียนรับคำ “ขอรับ”
ผู้ดูแลจดอะไรบางอย่างลงไป แล้วเดินจากไป
เสี่ยวอวี่ขมวดคิ้ว “พวกเขาจะทำอะไร”
“พิจารณาผล” เย่เทียนตอบ
“แค่นั้นหรือ”
เย่เทียนมองลานใหญ่ที่การประเมินยังดำเนินต่อไป เสียงผู้ตรวจเรียกชื่อคนถัดไปดังขึ้น เสียงไม้ เสียงหิน เสียงฝีเท้า ทุกอย่างกลับไปเป็ระเบียบเหมือนเดิมอย่างรวดเร็วเกินไป ราวกับรอยร้าวบนศิลาเป็เพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ถูกเก็บใส่ช่องบันทึกแล้วรอการตีความ
แต่เขารู้ดีว่ามันไม่เล็ก
อย่างน้อยก็ไม่เล็กสำหรับเขา
“ข้าไม่รู้” เย่เทียนกล่าวในที่สุด “แต่วันนี้ ข้าคงยังไม่ได้กลับเรือนเร็ว ๆ นี้”
เสี่ยวอวี่เงียบไป นางมองเขาเหมือนอยากพูดอะไรอีกหลายอย่าง แต่สุดท้ายเพียงพยักหน้า
“งั้นข้าจะรออยู่ข้างนอก”
เย่เทียนอยากบอกว่าไม่จำเป็ แต่คำพูดนั้นไม่ออกมา เพราะเขารู้ว่าต่อให้พูด นางก็ไม่ไปอยู่ดี
เขาจึงเพียงตอบ “อย่าให้ใครว่าเ้าได้”
เสี่ยวอวี่มองเขานิ่ง ๆ “ตอนนี้คนที่ควรกังวลเื่ตัวเองคือเ้า”
ก่อนที่เย่เทียนจะตอบ เสียงระฆังลานใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง เป็สัญญาณจบ่ประเมินครึ่งเช้าชุดแรก ผู้คนเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น เสียงพูดคุยเื่ผลของผู้เข้าประเมินแต่ละคนดังทับกันไปมา แต่ทุกไม่กี่ประโยค ชื่อของเย่เทียนก็ยังแทรกเข้ามาเหมือนหินก้อนเล็กในรองเท้าที่ไม่มีใครสลัดออกได้
เย่เทียนนั่งอยู่ใต้ร่มผ้าใบ มองฝ่ามือขวาของตนเอง
ไม่มีรอยแผล
ไม่มีแสง
ไม่มีสิ่งใดบอกว่ามันเคยทำให้ศิลาทดสอบเกิดรอยร้าว
แต่ความเย็นจากผิวศิลายังฝังอยู่ในฝ่ามือเหมือนเงาบาง ๆ
เมื่อผู้ช่วยลานเดินมาเรียกให้เขาไปห้องรับรองหลังเรือนกลาง เย่เทียนจึงลุกขึ้นช้า ๆ ขายังเจ็บ อกยังหน่วง มือยังเย็น แต่เขายังเดินได้
ก่อนก้าวออกจากร่มผ้าใบ เขาหันกลับไปมองศิลาทดสอบอีกครั้ง
ตอนนี้มีผ้าผืนหนึ่งคลุมทับศิลาก้อนนั้นไว้แล้ว
ไม่ใช่เพื่อกันแดด
แต่เหมือนเพื่อกันสายตาของผู้คน
เย่เทียนมองผ้าคลุมสีเทาที่นิ่งอยู่กลางลาน แล้วไม่พูดอะไร
เขาเดินตามผู้ช่วยลานไปยังเรือนกลาง โดยมีเสียงซุบซิบตามหลังมาไกล ๆ
ด้านหลังผ้าคลุมนั้น รอยร้าวยังอยู่
และในเรือนกลาง คำตัดสินเกี่ยวกับรอยร้าวนั้นกำลังรอเขาอยู่