ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 งานเลี้ยงรุ่น

    บทที่ 89 งานเลี้ยงรุ่น

         ซูเหยียนนั่งอยู่ตรงตำแหน่งข้างคนขับ ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่งประโยคนี้ล้วนใช้ได้กับคนทุกคน

         ตอนที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ซูเหยียนมักจะแต่งตัวเรียบง่าย

         แต่งานเลี้ยงรุ่นในครั้งนี้ดูเหมือนว่าเธอจะตั้งใจแต่งตัวมากเป็นพิเศษ แถมยังแต่งหน้าอ่อนๆ ด้วย

         ในตอนนี้เทพธิดาก็ได้เลื่อนขั้นเป็นนางฟ้าไปแล้ว

         ความจริงแล้วที่เธอแต่งหน้านั้นไม่ใช่เพราะต้องมางานเลี้ยงรุ่นแต่เพื่อเย่จื่อเฉิน

         ผู้หญิงจะตั้งใจแต่งหน้าแต่งตาเพื่อคนที่ตัวเองรัก

         เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงรุ่นในครั้งนี้เลยด้วยซ้ำเธอแค่อยากให้เย่จื่อเฉินสนใจแค่ตัวเองก็เท่านั้น

         โชคดีมาก ที่ความคิดของเธอเป็นจริง

         ตั้งแต่วินาทีที่ซูเหยียนเรียกเย่จื่อเฉินสายตาของเย่จื่อเฉินก็หยุดอยู่ที่เธอตลอดเวลา

         ซูเหยียนรู้สึกเป็นสุขอยู่ในใจเมื่อได้รับสายตาจดจ้องจากผู้ชายข้างกาย

         “ปู่ฉันคุยอะไรกับนายเหรอ เห็นตั้งแต่เข้าบ้านมาก็คุยกันอยู่สองคน”

         ซูเหยียนจัดทรงผม เย่จื่อเฉินแอบกลืนน้ำลายลงคอ แล้วพูดกลั้วหัวเราะ

         “ยังจะมีอะไรให้คุยอีกล่ะ ก็บอกว่าอยากจะกอดหลานชายแล้วน่ะสิปู่เธอคงอยากจะให้ฉันรีบกินเธอเร็วๆ หรือเปล่าเนี่ย”

         “บ้า ปู่ไม่มีทางพูดแบบนั้นหรอก” ซูเหยียนแหวใส่เสียงแผ่วเบา

         “เธอไม่เชื่อเหรอ คุณซูเป็นคนยังไง หลานสาวแท้ๆ อย่างเธอน่าจะรู้จักดีกว่าฉันอยู่แล้วนะ” เย่จื่อเฉินยิ้มล้อเลียน

         “ไม่สนใจนายแล้ว”

         ซูเหยียนหน้าแดงพร้อมกับก้มลงจัดชายกระโปรงตัวเองไม่หยุด

          ถ้าให้พูดตามที่เธอรู้จักนิสัยของปู่ชรามันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะพูดแบบนั้นออกมาจริงๆ

         หรือว่าปู่จะพูดแบบนั้นกับเย่จื่อเฉินจริงๆ

         ถ้าอย่างนั้น…

         ซูเหยียนรู้สึกเขินขึ้นมาทันที

         สถานที่จัดงานเลี้ยงรุ่นที่ซูเหยียนไปคือสโมสรธุรกิจหรูแห่งหนึ่งได้ยินว่าคุณชายไป๋อะไรนั่นได้เหมาสถานที่นี้เอาไว้

         เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วขึ้นมองรถที่จอดอยู่ข้างนอก

         ทั้งออดี้ทั้งบีเอ็มจอดเรียงอยู่หลายคัน แม้แต่เฟอรารี่ก็ยังมี

         ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีเงินกันขนาดนี้

         ประโยคนี้เย่จื่อเฉินไม่ได้พูดเสียดสี แต่มันออกมาจากใจจริง

         เพิ่งจะขึ้นมหาวิทยาลัยก็มีรถออดี้หรือบีเอ็มขับแล้ว สุดยอดไปเลย

         เมื่อหาที่จอดรถได้แล้วเย่จื่อเฉินถึงได้เห็นว่ารถของเขามันสะดุดตาจริงๆ

         แอบคิดอยู่ในใจว่าไม่น่าฟังคำพูดของเซียวไห่เลยเท้าเคลื่อนไปหยุดอยู่ที่ประตูฝั่งของซูเหยียน ก่อนจะเปิดประตูให้

         “เชิญครับ เจ้าหญิงของผม”

         ตอนนี้ในสโมสรมีคนอยู่เยอะแล้วงานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้คล้ายกับงานเลี้ยงในโรงแรม ทุกคนต่างมีไวน์แดงหรือไม่ก็แชมเปญอยู่ในมืออีกทั้งยังไม่รู้ว่าพูดคุยหัวข้ออะไรกันอยู่ในวงสนทนา

         ในกลุ่มคนพวกนี้ก็มีหลายคนที่ควงแฟนหนุ่มหรือแฟนสาวมาด้วย ในบรรดาแฟนสาวเหล่านี้ล้วนหน้าตาโดดเด่นสะดุดตากันทั้งนั้น

         แต่เพียงแค่ซูเหยียนปรากฏตัว คนในงานก็หมองลงไปทันที

         ผู้ชายในงานต่างมองซูเหยียนด้วยความตะลึงจนเสียอาการทำเอาผู้หญิงข้างกายขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ

         เธอเพิ่งมา ก็แย่งเอาสายตาที่จดจ้องพวกเธออยู่ไปทันที

         “อ๊ะ! ซูเหยียนมาแล้ว”

         ตรงกลางของห้องโถงเป็นทางเดินเล็กอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ไม่นานผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งก็ดึงมือผู้ชายที่ดูซื่อๆวิ่งมาทางเย่จื่อเฉิน

         “ซูเหยียน”

         ในจังหวะนี้ซูเหยียนก็ได้เงยหน้าขึ้นมองเช่นกันความดีใจปรากฏขึ้นในดวงตาคู่สวย

         “หลินหรู”

         หญิงสาวสองคนจับมือพูดคุยกันทันที โดยทิ้งชายหนุ่มข้างกายเอาไว้

         ทั้งคู่ยิ้มประหม่าให้กัน เย่จื่อเฉินจึงเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มท่าทางซื่อๆคนนั้น ก่อนจะยื่นมือออกไปพร้อมรอยยิ้ม

         “เย่จื่อเฉิน”

         ชายหนุ่มที่เห็นเย่จื่อเฉินยื่นมือออกมาจึงได้ใช้ผ้ามาเช็ดมืออย่างมีมารยาทแล้วจึงยื่นออกไป

         “อู๋ฮ่าวอวี่”

         เมื่อทั้งคู่รู้จักกันแล้วเย่จื่อเฉินจึงได้แสดงท่าทางตามธรรมชาติของเขาออกมาทันทีเขาโอบไหล่อีกฝ่ายแล้วพูดกลั้วหัวเราะ

         “นั่นแฟนนายเหรอ”

         “ใช่มั้ง ยังตามจีบอยู่น่ะ”

         อู๋ฮ่าวอวี่เกาหัวซื่อๆ ในตอนนี้ซูเหยียนกับหลินหรูก็นึกถึงคู่ของตัวเองขึ้นมาได้แต่พอเห็นว่าคู่ของตัวเองยืนโอบไหล่กันอยู่ ก็อดยิ้มขำออกมาไม่ได้

         “เราสองคนนี่รู้จักหาคนจริงๆ”

         หลินหรูขมุบขมิบปากยิ้มเมื่อเธอเห็นสายตาของซูเหยียนที่มองเย่จื่อเฉินเธอจึงยกมือขึ้นสะกิดซูเหยียนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มร้าย

         “ซูซู นั่นแฟนเธอใช่ไหม”

         “อื้ม” ซูเหยียนหน้าแดงหลินหรูทำทีเป็นตกอกตกใจทันที “ว้าว ดาวมหาลัยมีแฟนแล้ว”

         ซูเหยียนไม่ได้ตอบรับคำพูดของหลินหรูแต่มองไปทางผู้ชายที่อยู่ข้างเย่จื่อเฉินแทน ก่อนจะพูดขึ้น

         “ผู้ชายคนนั้นเป็นแฟนเธอใช่ไหม?”

         ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของหลินหรูแดงระเรื่อ แล้วเบ้ปากพูด

         “ไม่ใช่สักหน่อย หมอนั่นโง่จะตาย ฉันไม่ได้ชอบคนแบบเขาสักหน่อย”

         ในระหว่างที่พูด เธอก็หันไปชูกำปั้นใส่อู๋ฮ่าวอวี่

         อู๋ฮ่าวอวี่ก็หันมาทางเธอพอดี เมื่อเห็นว่าหลินหรูมองเขาอยู่เขาก็ยิ้มซื่อพร้อมเกาหัวตัวเองทันที

         “เธอดูเขาสิ ซื่อบื้อจะตาย”

         หลินหรูกระทืบเท้าด้วยความโมโห ซูเหยียนอดยิ้มขำไม่ได้

         “เหมาะกับเธอออกนะ”

         ทั้งสี่คนรวมกลุ่มกัน ซูเหยียนเกาะแขนเย่จื่อเฉินไว้ตลอดเวลา ราวกับเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่ง

         กลับกันกับทางฝั่งของหลินหรูและอู๋ฮ่าวอวี่

         อู๋ฮ่าวอวี่เอาแต่ตามติดอยู่ข้างกายหลินหรูโดยไม่กล้าพูดอะไรเลยแม้แต่ประโยคเดียว แต่สายตาของเขากลับไม่เคยละไปจากหลินหรูเลย

         “ซูเหยียน เธอมาแล้วเหรอ”

         ในขณะที่พวกเย่จื่อเฉินกำลังคุยกันอยู่สี่คน เสียงเรียกกังวานก็ดังขึ้น

         พอเย่จื่อเฉินหันไปตามเสียง ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดสูทสวมรองเท้าหนัง เซตผมเป็นมันวาวกำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา

         ข้างกายของเขายังมีเกาซ่าง คนที่วันนั้นได้ไปเชิญซูเหยียนให้มางานเลี้ยงรุ่นเดินตามมาด้วย

         “ไป๋หยาง เขายังทำตัวน่ารังเกียจเหมือนเดิมเลย”

         หลินหรูที่อยู่ข้างๆ เบ้ปากพูดสีหน้าของซูเหยียนก็เปลี่ยนไปในทางไม่ดีเช่นกัน

         “เขาคือคุณชายไป๋คนนั้นเหรอ?”

         “อือ”

         ซูเหยียนผงกหัวตอบรับเสียงแผ่ว

         “ซูเหยียน เธอมาแล้วทำไมถึงไม่ทักทายกันเลยล่ะ ฉัน…”

         รอยยิ้มบนใบหน้าไป๋หยางนิ่งค้างไปทันทีเมื่อเห็นว่าซูเหยียนควงแขนเย่จื่อเฉินอยู่

         หลินหรูหลุดขำออกมา แล้วพูดขึ้น

         “คุณชายไป๋ นายเป็นอะไรหรือเปล่า ดูสีหน้านายไม่ค่อยดีเลยให้ฉันโทรเรียกรถพยาบาลให้เอาไหม?”

         อู๋ฮ่าวอวี่ที่อยู่ด้านข้างกระตุกแขนหลินหรูเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้ไว้หน้าไป๋หยางหน่อย

         หลินหรูจึงย่นจมูกแล้วเก็บสีหน้าเยาะเย้ยนั่นไว้ แล้วเข้าไปยืนอยู่ข้างซูเหยียน

         เย่จื่อเฉินก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเมื่อได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของไป๋หยาง

         ผ่านไปครู่หนึ่ง ไป๋หยางที่ได้จัดการกับความรู้สึกของตัวเองจึงเดินมาหยุดอยู่ข้างเย่จื่อเฉินหลังจากที่มองสำรวจเย่จื่อเฉินเล็กน้อย ก็ยื่นมือออกมาโดยในดวงตาฉายแววสมเพชออกมาวูบหนึ่ง

         “ฉันไป๋หยาง เป็นคนที่จีบซูเหยียนอยู่”

         “ไป๋หยาง นายอย่ามาพูดจาเลอะเทอะนะ”

         ซูเหยียนก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้วเหมือนกันเย่จื่อเฉินตบมือเล็กของเธอเบาๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปแล้วพูดขึ้นด้วยความสุภาพ

         “ไป๋หยาง? (อีกนัยหนึ่งหมายถึงราศีเมษ) เดี๋ยวนี้สังคมคนรวยเขาแนะนำตัวกันตามราศีเกิดแล้วเหรอ? สวัสดี ฉันราศีกรกฎนะ เป็นแฟนคนปัจจุบันของซูเหยียนดูเหมือนว่าราศีของเราสองคนจะไม่ค่อยถูกกัน มิน่าล่ะเราสองคนถึงได้เป็นศัตรูหัวใจ”

         พรูดดด!

         หลินหรูที่อยู่ข้างๆ กลั้นขำไม่ไหวจนต้องหัวเราะออกมาอีกครั้ง

         “ซูซู แฟนเธอตลกจัง”