ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 สามคน

            “หลินเทาเก่งฉกาจเหมือนที่คิด!”

            “บีบตัวหมากเสียแหลกไปเลย”

            “หากเจ้านี่ไม่ได้รับเลือก บัญญัติฟ้าคงไม่ปรานีแน่”

            ...

            เห็นผงสีขาวที่หลุดรอดออกจากมือของหลินเทาแล้ว ไม่เพียงแต่ศิษย์ใหม่ปีนี้จะตื่นตกใจเท่านั้นกระทั่งศิษย์เก่าที่มาเฝ้าดูยังตะลึงงันไปด้วยเลย

            ในเหล่าคณาจารย์ นอกจากซ่งเฉิงเลี่ยแล้วอาจารย์คนอื่นก็ล้วนแล้วแต่พยักหน้า สีหน้าเจือแววชมชอบหลายส่วน

            ได้ยินเสียงอุทานด้วยตะลึงและเสียงพูดคุยจากรอบข้างแล้วหลินเทาก็ยิ่งได้ใจหนักขึ้น เขามองเหอชิงหยวนเบื้องหน้าด้วยความหวัง

            แต่กระนั้น เหอชิงหยวนกลับทำเหมือนเช่นเคย นิ่งสงบไร้อารมณ์อันใด

            เขาไม่ปริปากพูดอะไร มุ่งหน้าไปยังศิษย์คนถัดไป

            ทุกคนเริ่มฉงนหนักกว่าเดิม ในใจคิดขึ้นว่าเหอชิงหยวนผู้นี้ใช่พวก ‘หน้าตาย’ หรือไม่? ถึงได้หน้าเดิมตลอดตั้งแต่เริ่มจนจบแน่นอนว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่มีทางสงสัยในพลังของหลินเทา

            ไม่ทันไร เหอชิงหยวนก็มาถึงหน้าฉู่เหินกับมู่เฟิง

            “ฮะฮ่า ดูของข้าก่อนสิ...” มู่เฟิงยื่นมือออกไปอย่างวาดหวัง

            ไม่ทันได้แบมืออก เหอชิงหยวนก็สั่งเสียงเย็น “ไม่ต้องดูหรอกเจ้าออกไปได้แล้ว”

            “วะ ทำไมกันเล่า!”ได้ยินเช่นนั้นแล้วมู่เฟิงก็แทบกระโดด “เจ้าทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ? อย่ามาอยุติธรรมกับข้าแค่เพราะข้าหล่อกว่าเจ้านะ!”

            ฝูงชนโดยรอบหางตากระตุกไม่อาจห้าม โลกนี้ยังมีคน ‘หน้าไม่อาย’ ปานนี้อยู่ด้วยหรือนี่

            “ไม่ได้เกี่ยวกับที่เจ้าหน้าหล่อเลย” เหอชิงหยวนตอบนิ่งๆ

            “แล้วทำไมกันเล่า? ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือกับข้าเสียดีๆข้าขี้คร้านจะบุกไปเอาเรื่องถึงหน้าบ้านเจ้า”

            “เจ้าแยกซ้ายขวาไม่ออก เมื่อครู่ข้าให้เจ้าวางตัวหมากไว้ที่ฝ่ามือขวาแต่เจ้าดูซิว่าใช้มือไหนอยู่”

            มือไหนหรือ?

            สายตานับคู่ไม่ถ้วนมองตรงไปยังจุดเดียวกันเห็นเพียงมู่เฟิงยื่นมือข้างซ้ายไปหาเหอชิงหยวน มือขวานั้นแบปกติไม่มีของสิ่งใดเลย เห็นได้ชัดว่าหมากตัวนั้นอยู่ในมือซ้ายของมู่เฟิง

            มู่เฟิงอึ้ง แล้วจึงกระซิบออกมาอย่างไม่พอใจ “ข้าถนัดซ้ายไม่ได้หรือไงเล่า?”

            “ฮ่าๆๆๆ”

            ลานพลันอุดมไปด้วยเสียงหัวเราะ กระทั่งอาจารย์ทั้งหลายบนเวทียังไม่วายขบขันไปด้วยวันนี้หาบุคคลระดับ ‘สมบัติเดินได้’ มาได้แล้วสิ

            ฉู่เหินยังระอาใจเช่นเคย แต่เขาไม่นึกเลยจริงๆว่าคนข้างกายนี้จะแยกไม่ออกกระทั่งซ้ายขวา

            เหอชิงหยวนส่ายหน้า ไม่ได้ใส่ใจมู่เฟิงมากไปกว่านั้นเขาเบนสายตามาหาฉู่เหินข้างกันแทน

            ฉู่เหินรู้ตัวจึงแบมือขวาออก ตัวหมากสีขาวไม่ได้ป่นปี้แต่ใจกลางหมากล้อมนั้นแตกร้าวออกเป็นรอยเล็กๆ รอยแล้วรอยเล่าไปทั่วสี่ทิศทาง

            รอยเล็กนี้เรียงรายเป็นระเบียบแบบแผนดูคลับคล้ายคลับคลาวงคลื่นบนผืนน้ำยิ่งนัก

            ดวงตาของเหอชิงหยวนฉายแววพิศวงเพียงชั่วแวบแล้วก็เดินไปหาคนถัดไปโดยไม่พูดอะไรสักคำเช่นเคย

            “เฮ้อ” มู่เฟิงข้างกันถอนหายใจ ตบบ่าฉู่เหิน “พี่น้องข้า อย่าท้อใจไปเลยกระทั่งคนหล่อระดับข้ายังตกรอบ เจ้าเองก็อย่าได้โศกาไปเลย”

            ...

            ไม่นานนัก เหอชิงหยวนก็ตรวจดูจนครบทุกคน

            หัวใจของทุกผู้ทุกนามตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ต่างก็มีหน้าตาเคร่งเครียด

            “เรียบร้อย! การทดสอบเสร็จสิ้นแล้วจากนี้ข้าจะประกาศสามคนที่ได้เป็นศิษย์อาจารย์ซีหลาน...”เหอชิงหยวนประกาศพลางเดินขึ้นด้านบนพลาง

            ท่ามกลางสายตาคาดหวังและแตกตื่นเหอชิงหยวนชี้เด็กหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาดูใจดี “เจ้าผ่านแล้ว”

            เด็กหนุ่มดีใจเป็นนักหนา ใบหน้าเปื้อนยิ้มขวยเขิน

            “เจ้าเองก็ผ่านแล้ว!”

            เหอชิงหยวนชี้ดรุณีกระโปรงยาวสีแดงเป็นคนที่สอง นางน่ารักน่าทะนุถนอมเรือนร่างบอบบาง ดวงตากลมโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรีดา

            เหลือคนสุดท้าย!

            ทุกคนในลานหันเหความสนใจไปยังหลินเทาโดยไม่อาจควบคุม

            หลินเทากอดอก ใบหน้าแย้มยิ้มยโส

            “เจ้าผ่านแล้ว...”

            วินาทีที่เหอชิงหยวนเอื้อนเอ่ย เมื่อทุกคนปากอ้าตาค้างรอยยิ้มของหลินเทาก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้า

            ซ่งเฉิงเลี่ยผู้ยืนอยู่บนเวทีตาเป็นประกาย

            เห็นเพียงคนสุดท้ายที่เหอชิงหยวนชี้นั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็นฉู่เหินผู้ยืนอยู่ข้างมู่เฟิงนั่นเอง

            “เขาหรือ?”

            “เป็นเขาไปได้อย่างไร?”

            “หลินเทาเป็นเด็กใหม่ที่แกร่งที่สุดของปีนี้เชียวนะ!”

            “ใช่แล้ว ไม่มีเหตุผลให้ไม่ถูกเลือกเลยนี่!”

            ...

            เสียงซักไซ้ไล่เรียงทุกรูปแบบจากฝูงชน มู่เฟิงเองก็มีสีหน้าคาดไม่ถึงทำท่าเหมือนจะถามว่า ‘ดูอะไรผิดไปหรือเปล่า’ อย่างไรอย่างนั้น

            แต่ฉู่เหินกลับนิ่งสุขุมยิ่งนักเขาพอจะคาดเดาวัตถุประสงค์ของการทดสอบอย่างง่ายนี้ออกแล้ว

            “ข้าไม่เห็นด้วย!” หลินเทาทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดซักถามเสียงอึมครึม “ข้าไม่ผ่านที่ตรงไหน? ข้าหลินเทาบุกเบิกชีพจรยุทธเก้าเส้นมีขีดจำกัดสายเลือดกายยุทธโคเถื่อนอีกทั้งกายยุทธของข้าย่อมต้องเลื่อนขั้นเป็นกายสัประยุทธ์ได้ในภายภาคหน้าขอถามหน่อยว่าทั้งสามคนนี้มีใครเหนือกว่าข้าบ้าง?”

            ทุกคนตกใจไปตามกัน

            ผู้ที่กล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ทั้งที่เพิ่งเข้าสำนักอย่างเป็นทางการวันแรกเห็นจะมีแต่หลินเทาผู้เดียวกระมัง

            แน่นอนว่าหลินเทาก็มีคุณสมบัติพอให้เอ่ยวาจาเช่นนี้จริง

            เมื่ออีกฝ่ายซักถามมา เหอชิงหยวนก็อธิบายเสียงเรียบนิ่ง“สามคนที่อาจารย์ซีหลานเลือกมิใช่ผู้แกร่งที่สุด แต่เป็นผู้ที่เหมาะสมกับเอกลักษณ์ที่นางสอนอยู่ต่างหาก”

            “ฮึ นี่มันข้ออ้างอะไรกันนี่?”

            “ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายอันใดกับเจ้า อีกอย่างอย่ามาวางท่าพูดจากับข้าเหมือนสูงส่งกว่านักเลย เจ้าไม่มีสิทธิ์...”

            ตึง!

            สิ้นคำ รังสีพลานุภาพแกร่งกร้าวปลดปล่อยออกมาจากในกายของเหอชิงหยวน

            อากาศธาตุปั่นป่วนชั่วขณะ เกิดเป็นเสียงคลื่นร้องโหยหวน

            ต่างคนต่างใจสั่น มีไม่น้อยที่ถูกรังสีของเขากดทับแต่หลินเทานั้นเล่าหน้าเปลี่ยนสีแล้วเปลี่ยนสีอีก เผชิญกับเหอชิงหยวนผู้ระดับเชื่อมหยวนขั้นเก้าเช่นนี้หลินเทาไม่มีสิทธิ์มีเสียงจะยโสโอหังจริง

            แม้จะเอ่ยได้ว่าพรสวรรค์และศักยภาพอย่างหลินเทาอาจก้าวข้ามเหอชิงหยวนได้ในอนาคต

            แต่ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองในปัจจุบันนี้ชัดเจนยิ่งนักหลินเทาไม่มีสิทธิ์มีเสียงพูดสักเท่าไรหรอก

            อาจารย์สามสิบกว่าคนรวมถึงซ่งเฉิงเลี่ยไม่ได้ทัดทานอันใดข่มขู่เด็กใหม่ที่เย่อหยิ่งจองหอง ลับคมพวกเขาสักหน่อยก็ไม่เสียหาย

            หลินเทากำหมัดแน่น หน้าตามืดมนสุดท้ายแล้วก็ยังข่มความโกรธเคืองกลับลงไปได้ในที่สุด

            “ฮึ!” เหอชิงหยวนแค่นหัวเราะ หันกายไปบอก“สามคนที่ได้รับเลือกเมื่อครู่โปรดมากับข้า”

            ศิษย์ใหม่ทั้งหลายทั้งอิจฉาและริษยายามมองพวกฉู่เหินสามคนเดินตามเหอชิงหยวนไปยังที่อื่น

            ซ่งเฉิงเลี่ยส่ายหน้าหัวเราะ แล้วจึงประกาศเสียงดังฟังชัด“ทุกคนเริ่มเลือกอาจารย์สอนหลักคนอื่นได้แล้ว ข้าจะบอกอะไรให้พวกเจ้ารู้ไว้เลือกอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่ดีที่สุด แต่เลือกคนที่เหมาะสมกับพวกเจ้าที่สุดต่างหาก”

            “รับทราบ!”

            ทุกคนพยักหน้ารับรู้ เริ่มพูดคุยทำความเข้าใจกับอาจารย์เบื้องบนแต่ละท่านแล้วจึงเริ่มเลือก

            แน่นอนว่าศิษย์อีกมากมายเลือกจะอยู่ใต้อาณัติ ‘อาจารย์อู๋อิ่ง’ เขาเป็นอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานของสำนักดาราสวรรค์แม้วันนี้จะไม่ได้มา แต่ทุกคนก็ยินยอมพร้อมใจรอ

            ...

            อีกด้านของลาน

            “ลองแนะนำตัวเองง่ายๆ ทีซิ!”เหอชิงหยวนเผยยิ้มบางให้เห็นเป็นครั้งแรก

            “หลี่ หลี่ฮุยเย่ ระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ด”ผู้ชิงแนะนำตัวก่อนคือบุรุษหนุ่มกระมิดกระเมี้ยนหน้าหวาน

            “โจวลู่ ระดับเปิดชีพจรขั้นแปด” เด็กสาวชุดแดงรูปลักษณ์ภายนอกดูอ้อนแอ้นแต่คำพูดคำจากลับตรงไปตรงมา

            “ฉู่เหิน ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้า...”

            “หือ?”

            สิ้นเสียงฉู่เหิน ทั้งสามก็หันมามองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ

            ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้า?

            เหอชิงหยวนคาดไม่ถึง ไม่นึกเลยว่าศิษย์ใหม่เบื้องหน้านี้จะทำตัวไม่เป็นจุดสังเกตถึงเพียงนี้

            “เฮอะๆ ดีเลย” เหอชิงหยวนพยักหน้าแล้วว่าต่อ “จากนี้ไปพวกเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลานอาจารย์ซีหลานจะมาชี้แนะการฝึกวิทยายุทธของพวกเจ้าด้วยตัวท่านเองสามถึงสี่ครั้งต่อเดือนส่วนเวลาอื่นพวกเจ้าก็ฝึกวิทยายุทธเอง ไม่ก็ไปฟังการสอนของอาจารย์ท่านอื่นเสีย...”

            ทั้งสามพยักหน้า

            “อาวุธของพวกเจ้าคืออะไร?” เหอชิงหยวนถามขึ้นกะทันหัน

            “อาวุธของข้าคือกระบี่!” หลี่ฮุยเย่ตอบ

            “ข้าใช้แส้ยาว” โจวลู่ตอบบ้าง

            ฉู่เหินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบตามจริง “ข้าไม่มีอาวุธ”

            ไม่มีอาวุธ?

            เหอชิงหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่มีอาวุธไม่ได้หรอกหากต่อสู้กับศัตรูระดับเดียวกันแล้วไซร้ไม่มีอาวุธจะทำให้เจ้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมหันต์เจ้าลองตัดสินใจเรื่องอาวุธให้จงดีก่อน แล้วค่อยไปรายงานกับทางอาจารย์ซีหลานนะ”

            ฉู่เหินพยักหน้าเล็กน้อย เขาก็คิดว่าที่ศิษย์พี่พูดมีเหตุผล

            แน่นอนว่าความจริงแล้วฉู่เหินไม่มีเวลาว่างเลยนับแต่ออกจากนครหลวงมาจึงไม่มีเวลาจะไปเลือกศาสตราวุธที่เหมาะสมกับตนเองเลย

            เหอชิงหยวนกำชับอีกสองสามประโยคก็ขอตัวไปก่อนแล้ว

            “ศิษย์พี่ฉู่เหิน ศิษย์พี่โจวลู่ จากนี้ขอฝากตัวฝากตัวด้วย...”หลี่ฮุยเย่เปรย

            “พูดจาดีนี่” โจวลู่ยิ้มน้อยๆ ตอบกลับอย่างนึกสนุก “แต่ศิษย์น้องฮุยเย่ทำไมวิสัยเจ้าถึงคล้ายอิสตรีนัก พูดจาอ่อนหวานเรียบร้อยเชียว”

            “ข้า ข้าเปล่านะ...”

            เห็นท่าทางอึดอัดใจของอีกฝ่าย โจวลู่ก็ยิ่งป้องปากหัวเราะชอบใจ

            ฉู่เหินยิ้มเล็กน้อย “ข้าขอตัวก่อน ไว้พบกันใหม่!”

            “ได้เลย ศิษย์พี่ฉู่เหิน ไว้พบกันใหม่” หลี่ฮุยเย่ตอบ

            โจวลู่มองแผ่นหลังของฉู่เหินแล้วจึงถามขึ้นเจือความเคลือบแคลงหลายส่วน“เจ้าว่าเขามีพลังระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าจริงไหม? คงไม่ได้อำเล่นหรอกกระมัง!”

            “น่าจะถูกต้องแล้ว เป็นท่าน ท่านจะกล้าพูดโกหกใส่ศิษย์พี่ชิงหยวนหรือ?”

            “เอาเถิด! แต่ดูทรงเขาแล้ว คงจะใช้ยาเข็นเอาเสียมากกว่า”

            “ศิษย์พี่ฉู่เหินไม่ได้บาดหมางกับท่านเลย ท่านจะพูดจาเช่นนี้กับเขาไม่ได้!”

            “ชิ พูดลอยๆ เฉยๆ ไม่ได้หรือไร!”

            ...

            ยามฉู่เหินกลับมาถึงลาน มู่เฟิงก็รอท่าอยู่ที่เดิมแล้ว

            “หมดคำจะพูดเสียจริง ตำแหน่งที่ควรเป็นของข้า ถูกเจ้าแย่งไปเสียได้”มู่เฟิงเอียงคอมองฉู่เหิน แล้วจึงฉีกยิ้มหัวเราะ “แฮะๆ แต่ไม่เป็นไรหรอกข้ายังเรียนกับอาจารย์อู๋อิ่งได้ไขว่คว้าไป๋อวี่เยว่หนึ่งในหกมุกเม็ดงามมาให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน”

            “ขอให้ฝันเจ้าเป็นจริง” ฉู่เหินขี้คร้านจะตอบแล้วจึงเดินไปจากลานเจ็ดดาวตามทิศทางที่เคยจากมา

            เลือกอาจารย์สอนหลักสำเร็จแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่ออีก

            มู่เฟิงเลิกคิ้วชอบใจ สะบัดมือทันใด ตัวหมากสีขาวกระเด็นออกไปจากมือ

            มู่เฟิงถือตัวหมากไว้ตลอด เพิ่งนึกได้ว่าควรโยนทิ้งเอาตอนนี้เอง

            แกรก!

            ตัวหมากตกถึงพื้นแล้วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

            ฉู่เหินอึ้งในใจ เห็นเสี่ยงทุกเสี่ยงที่แตกออกขนาดเท่ากันพอดิบพอดี

            “อะไรเล่า?” เห็นฉู่เหินท่าทางทึ่งเช่นนั้นมู่เฟิงจึงถามขึ้น

            ฉู่เหินเพ่งสายตา แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรร่างอันไม่ปรารถนาดีสองสามร่างก็ปรากฏขึ้นขวางทางไปของเขาทั้งสองพูดให้ถูกกว่านั้น ขวางหน้าฉู่เหินนั่นเอง

            “ศิษย์น้องท่านนี้ มีการบางอย่างใคร่จะปรึกษาด้วยเสียหน่อย...”

     

             …………………………..

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน