จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 94 จิ้งหมิงเฟิงเคลื่อนไหว เตรียมแก้แค้น?

            ไป๋หยุนเฟยยักไหล่ไม่นำพาต่อ‘คำประกาศศึก’ของจิ้งหมิงเฟิง เพียงหันกายเตรียมออกไปจากตรอก

            ทันทีที่เก็บก้อนอิฐเข้าใส่แหวนช่องมิติไป๋หยุนเฟยก็พลันหยุดชะงัก ขณะมองดูแหวนช่องมิติบนมือก็หรี่ตาเอ่ยปากขึ้น “ผิดท่าแล้วขณะที่ข้าชิงแหวนช่องมิติคืน มันกลับสวมไว้บนมือ!เช่นนั้นก็หมายความว่าจิ้งหมิงเฟิงทราบพลังพิเศษของแหวนวงนี้แล้ว หากว่ามัน...”

            ใคร่ครวญถึงเรื่องนี้อีกชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็สั่นศีรษะพึมพำกับตนเอง “คนผู้นี้ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับเฉิงเฟิงอีกอย่างเพียงคำพูดไม่กี่คำก็ทำให้คลุ้มคลั่ง ดูท่ามันจะเป็นผู้มีชะตาอันขมขื่นทั้งตระกูลล้วนถูกสังหาร... อา ก็หมายความว่ามันตัวคนเดียวโดดเดี่ยวไม่ใช่หรือ?คนมากมายพยายามล่าสังหารเพื่อช่วงชิงความลับที่มันครอบครอง... เป็นสถานการณ์เช่นเดียวกับข้าไม่มีผิด!มิน่าเล่าไฉนข้าจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อคนผู้นี้ทว่าแม้มันจะทราบพลังพิเศษของแหวนช่องมิติแต่ก็ไม่อาจคาดเดาที่มาได้ไม่ควรจะเป็นปัญหาอันใดถ้าหากว่ามันมีความสนใจก็อาจใช้เรื่องนี้เพื่อแลกเปลี่ยนได้...”

            ไป๋หยุนเฟยหันไปมองทิศทางที่จิ้งหมิงเฟิงจากไปหลังจากใคร่ครวญอย่างหนักสองคิ้วก็ผ่อนคลายลงก่อนจะเดินออกจากตรอกไป

            …………

            อีกด้านหนึ่งจิ้งหมิงเฟิงเดินผ่านถนนไปอีกสองเส้นและเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอย่างระมัดระวังหลังจากเช่าห้องพักก็เข้าห้องปิดประตูพร้อมกับสั่งผู้รับใช้ไม่ให้รบกวน

            หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ยับย่นออกจิ้งหมิงเฟิงก็นำชุดยาวสีครามตัวใหม่ออกมามันโบกมือขวาเรียกกระจกมาไว้ในมือ สีหน้ามันบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวดขณะมองดูตนเองในกระจกจากนั้นจึงปรับกระจกให้สะท้อนเห็นดวงตาแล้วเพ่งสมาธิราวกับพยายามควบคุมบางสิ่ง 

            ครู่ต่อมารอยย่นบนใบหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นปูดพองเคลื่อนที่อย่างพิสดารก่อนจะหยุดลงขนาดและรูปจมูกเริ่มเปลี่ยนไป คางก็ขยายกว้างออก แม้แต่แก้มก็ตอบลง ปาก คิ้วหน้าผากของมัน... ใบหน้าของจิ้งหมิงเฟิงกลับค่อยๆแปรเปลี่ยนทีละน้อย

            เพียงไม่นานชายชราในกระจกก็แปลงโฉมกลายเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบ!

            ยามมองดูใบหน้าคงแก่เรียนที่สะท้อนในกระจกจิ้งหมิงเฟิงก็พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะกล่าวกับตนเอง “ไม่เลวข้าจะใช้ใบหน้านี้ไปสักระยะ”

            เมื่อเก็บกระจกเรียบร้อยจู่ๆมันก็พลันรู้สึกเหนื่อยล้าจึงเดินไปที่เตียง หลังจากล้มตัวลงก็ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเหม่อหมองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า

            “ข้าคิดว่าพบเด็กน้อยที่เพิ่งออกเผชิญโลกเพื่อหาความสำเร็จแต่ผู้ใดจะทราบว่าฝีมือมันกลับเหนือกว่าทั้งยังมีวิธีหาตัวข้าพบได้!”จิ้งหมิงเฟิงนึกย้อนถึงยามเผชิญหน้าไป๋หยุนเฟยคราแรกด้วยสีหน้าครุ่นคิด “วิชา‘เร้นวิญญาณ’และ‘แปรโฉม’ของข้านับว่าสมบูรณ์แบบ แม้แต่ผู้บรรลุด่านบรรพวิญญาณยังไม่อาจมองออกแล้วมันหาข้าพบรวดเร็วปานนั้นได้อย่างไร?”

            “บางที...ไม่ใช่ปัญหาจากตัวข้าเองแต่เป็น... แหวนช่องมิติ?” สองตาจิ้งหมิงเฟิงทอประกาย“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ หลังจากพบตัวข้ามันก็คว้ามือซ้ายที่ข้าสวมแหวนทันทีเห็นได้ชัดว่ามันทราบตำแหน่งแหวนอย่างชัดเจนน่าเสียดายที่ไม่ทันได้ตรวจสอบว่าภายในบรรจุอันใด ยังมี แหวนนั้น...”

            คิ้วของจิ้งหมิงเฟิงขมวดมุ่นราวใคร่ครวญคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้“ยามที่ข้าสวมแหวนกลับให้ความรู้สึกอันพิสดาร ความรู้สึกของพลังอันเปี่ยมล้น?เสียดายที่ไม่มีโอกาสพิจารณาได้นานไม่เช่นนั้นคงทราบแล้วว่าความรู้สึกข้าผิดพลาดหรือไม่...”

            “ยังมีก้อนอิฐที่ยากจะอธิบายนั้นอีกนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นผู้ฝึกปรือวิญญาณใช้ก้อนอิฐเป็นอาวุธและเห็นได้ชัดว่าก้อนอิฐนั้นไม่ใช่ก้อนอิฐธรรมดา นั่นไม่อาจนับวัตถุวิญญาณแต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นกึ่งวัตถุวิญญาณ!ข้าถูกส่งลอยละลิ่วออกไปอย่างง่ายดายมิหนำซ้ำบางครายังรู้สึกเวียนศีรษะ...อาจบางทีเคล็ดวิญญาณของมันจะใช้ได้กับเพียงก้อนอิฐเท่านั้น? ช่างน่าตลก จากประสบการณ์ที่ข้าเคยได้ยินได้เห็นมาทั้งมวลเมื่อเจอเรื่องเช่นนี้กลับกลายเป็นว่าข้ายังด้อยความรู้อยู่อีก?”

            “ไป๋หยุนเฟย...เฮอะ! ข้าจะจดจำเอาไว้! เจ้าล้อเล่นราวข้าเป็นวานรไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะได้ทราบว่าข้ามีโทสะแล้วจะเป็นอย่างไร!”

            จิ้งหมิงเฟิงคำรามอย่างโกรธกริ้วมันกลับไม่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายล่วงเกินไป๋หยุนเฟยก่อน จึงถูกชิงแหวนช่องมิติคืนจนต้องถูกทุบตีด้วยก้อนอิฐ...

            หลังจากพักผ่อนชั่วครู่จิ้งหมิงเฟิงก็ออกจากห้องไปปะปนกับผู้คนที่คลาคล่ำนอกโรงเตี๊ยมยามนี้ต่อให้เดินไปพบไป๋หยุนเฟยอีกฝ่ายก็ไม่อาจบอกได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนเดียวกับที่เคยขโมยแหวนช่องมิติของมัน

            ……

            จิ้งหมิงเฟิงแสร้งเป็นเดินเตร็ดเตร่พลิกอ่านตำรับตำราโดยไม่ซื้อดูจากภายนอกดั่งบัณฑิตที่เดินรำลึกความหลัง แต่แท้จริงแล้วดวงตาอันเฉียบคมกลับกวาดมองทั้งถนนเพื่อเสาะหา‘เหยื่อ’รายต่อไป

            “โอแม้ที่นี่จะเป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองที่สุดในมณฑลเป่ยเหยียนทั้งยังมีผู้ฝึกปรือวิญญาณอยู่มากมายแต่ไฉนข้าจึงไม่พบผู้ใดสวมแหวนช่องมิติที่สามารถขโมยได้ง่ายแม้แต่ผู้เดียว?”จิ้งหมิงเฟิงคร่ำครวญกับตนเองพลางสอดส่ายสายตาในฝูงชน“หากได้พบลูกหลานตระกูลใหญ่ชอบอวดสมบัติก็วิเศษแหวนช่องมิติที่ได้จากนายน้อยสี่ตระกูลเฉินมีของมีค่าไม่น้อย ภายหลังค่อยนำไปเปลี่ยนเป็นเงินทองและผลึกวิญญาณ”

            จิ้งหมิงเฟิงสังเกตดูผู้ฝึกปรือวิญญาณสองคนท่าทางโอหังจากด้านข้างก็เบะปากเหยียดหยาม“แค่ตัวโง่งมที่ชอบอวดโอ่ต่อหน้าคน ด้วยท่าทีโอหังเช่นนี้ในโลกของผู้ฝึกปรือวิญญาณน่าประหลาดที่พวกมันยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้”

            “คุณหนูนี่ก็ดึกแล้วแล้ว ใยพวกเรายังไม่กลับโรงเตี๊ยมก่อนแล้วค่อยกลับมาหาซื้อของที่จำเป็นที่เหลือวันพรุ่งนี้?”

            จิ้งหมิงเฟิงเพิ่งเดินผ่านร้านเสื้อผ้าก็มีเสียงสตรีวัยกลางคนก็แว่วเข้าหูเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายกล่าววาจามันก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ผู้ฝึกปรือวิญญาณ!มิหนำซ้ำยังฝีมือร้ายกาจยิ่ง!”

            ภายในร้านอันกว้างใหญ่มองเห็นร่างคนสองคนยืนอยู่ที่โต๊ะกั้นดูจากภายนอกคนหนึ่งเป็นสตรีวัยกลางคนท่าทางเข้มแข็งรูปร่างสูงเท่าเทียมกับจิ้งหมิงเฟิงคล้ายเป็นแม่บ้านที่ตรากตรำงานหนักในชนบท ทว่าจิ้งหมิงเฟิงยังไม่กล้าดูแคลนนางยามที่มองดูผู้ฝึกปรือวิญญาณตรงหน้าก็พบว่าอย่างน้อยต้องบรรลุด่านภูตวิญญาณนางกำลังใส่ถุงบรรจุสินค้าทั้งมวลลงในแหวนช่องมิติพร้อมกับสนทนากับสตรีอีกคนด้านข้าง

            เมื่อเห็นชัดตาจิ้งหมิงเฟิงก็อดไม่ได้ต้องตาเป็นประกาย --- ชุดยาวสีขาวและผมสลวยราวน้ำตก ใบหน้าผุดผ่องราวหิมะสะท้อนแสงเทียนแดงสดใสแม้จะมองจากด้านข้างจิ้งหมิงเฟิงก็เชื่อว่านี่เป็นสาวงามที่ตื่นตะลึงแน่นอน

            หลังจากตะลึงงันไปชั่วขณะจิ้งหมิงเฟิงก็สั่นศีรษะหนักๆก่อนจะแสร้งเป็นเดินผ่านอีกฝ่าย ยามที่มันเดินเข้าใกล้สตรีวัยกลางคนก็ตวัดสายตาเพ่งมาด้วยท่าทีระวังภัยแต่โชคดีที่นางไม่มีปฏิกิริยาใดเพียงปล่อยจิ้งหมิงเฟิงผ่านไป

            “คนตระกูลจิ้งไม่ขโมยของคนชราสตรีและเด็ก ข้าจะไปหาเหยื่อรายอื่น” จิ้งหมิงเฟิงครุ่นคิดในใจ หลังจากใคร่ครวญแล้วจิ้งหมิงเฟิงก็เดินไปยังพื้นที่อื่นก่อนจะชะงักร่างราวกับฉุกคิดบางอย่างที่ทำให้ตามันเป็นประกายไม่หยุด

            ครู่ต่อมายิ้มเหี้ยมเกรียมก็ยึดครองใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นโกรธกริ้ว “ไป๋หยุนเฟยไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้แก้แค้นเจ้าเร็วปานนี้ ข้าจะให้เจ้าได้เข้าใจว่า‘มาไม่คาดคิดและร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา’หมายความว่าอย่างไร!”

            ……

            หลังจากเดินผ่านถนนมาหลายเส้นไป๋หยุนเฟยเลือกเข้าพักโรงเตี๊ยมที่ดูธรรมดา จากนั้นจึงนั่งบนเตียงปิดประตูเงียบ

            “เมื่อครู่ไฉนข้ารู้สึกกังวล?ไฉนข้าจึงสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น?”

            ครุ่นคิดชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็สั่นศีรษะคำนึง“ข้าคงฟุ้งซ่านไปเอง ข้ายังไม่เคยล่วงเกินผู้ใดทั้งสิ้น...”

            “คิดว่าจิ้งหมิงเฟิงผู้นั้นก็สมควรจะไม่ยึดถือข้าเป็นศัตรู”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน