พอทรงพลหายตัวไปแล้ว สามสาวพี่น้องน้องจึงคิดว่าจะทำยังไงกันต่อ ซึ่งก็มีทางเดียวคือไปหาตำรวจ หรือทหารเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ว่าจะไปหาที่ไหนกันล่ะ? สภาพรอบตัวของทั้งสามคนที่เห็นในเวลานี้ช่างไม่ต่างกับนรกบนดินแม้แต่น้อย อาคารบ้านเรือนพังไม่เหลือซาก ยานพาหนะก็พังยับเยิน ไร้ซึ่งเสียงของผู้คน ไม่มีซากศพ ไม่มีรอยเืก็จริง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเธอปลอดภัย เพราะอย่างที่ทราบ เมื่อโดนเ้าสิ่งมีชีวิตอุบาทว์เ่าั้เล่นงานก็จะติดเชื้อ และกลายสภาพไม่ต่างจากพวกมัน นี่จึงเป็คำตอบว่าทำไมถึงไม่ศพของมนุษย์ให้เห็น...
“เอาไงดีพี่แคท พวกเราจะไปไหนกันดี” เบลน้องสาวคนรองเอ่ยถามขึ้น
“ถึงจะดูเสียเวลา และไร้ความหวัง แต่เราคงต้องไปที่สถานีตำรวจกันก่อน ถึงไม่มีพวกตำรวจแต่ก็น่าจะพอมีอาวุธหลงเหลือให้พวกเราเอาไว้ป้องกันตัวจากเ้าพวกนั้นบ้าง”
“พี่ว่ายังไงหนูก็ว่าตามนั้น ยัยโมไหวไหม” เบลหันไปถามน้องสาวคนเล็กของเธอ ซึ่งดูจะไม่หายใจากเหตุการณ์เมื่อครู่
“ไหวพี่ โมไหว ไม่ต้องห่วง ไปกันเถอะ” โมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูฝืน ๆ ซึ่งพี่สาวทั้งสองคนก็ดูออก แต่จะให้เข้าไปกอด และปลอบตอนนี้ก็คงไม่ใช่เวลา พวกเธอต้องรีบทำอะไรอีกหลายอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดก่อน
“ดี งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” แคทกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นเข้มแข็ง เพื่อแสดงถึงความเป็พี่สาวคนโตที่สามารถเป็ที่พึ่งให้น้อง ๆ ได้ จากนั้นทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด ทว่า...ถึงจะบอกว่าใกล้ที่สุด แต่ก็ต้องเดินเท้าไปทางตะวันออกอีกประมาณ 30 นาทีเลยทีเดียว ถ้าขับรถไปจะร่นเวลาได้มากโข แต่ติดตรงไม่มีรถนี่สิ หรือต่อให้มีจริง แคท ก็คิดว่าการเดินไปเงียบ ๆ ดูจะปลอดภัย และไม่เป็จุดสนใจมากกว่า พวกเธอเป็ผู้หญิงทั้งสามคน ลำพังต้องเจอกับเ้าพวกตัวประหลาดนั้นก็ย่ำแย่แล้ว ขืนต้องเจุ์ที่ไม่หวังดีอีก คงไม่ใช่เื่ดีแน่...
การเดินทางเป็ไปด้วยความล่าช้า เพราะพวกเธอต้องคอยระวัง เ้าตัวประหลาดบ้ากามอยู่ตลอดเวลา มีอะไรขยับนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ต้องหยุด และแอบเงียบ ๆ ซึ่งต่อมาแคทก็พบว่า เ้าพวกนี้มีประสาทรับกลิ่นที่ไวมาก แค่มีกลิ่นของเพศตรงข้ามอยู่ใกล้ ๆ มันก็จะรีบพุ่งตัวไปหาทันที แม้ว่าสิ่งที่พบจะเป็ซากศพก็ตาม
“จมูกพวกมันรับกลิ่นได้ไวเป็บ้า ขืนทะเล่อทะล่าออกไปคงไม่รอด เฮ้อออ...ออ สงสัยคงต้องกลบกลิ่นกันหน่อย ขอโทษนะเบล โมพี่ก็ไม่อยากทำแบบนี้ แต่ถ้าไม่ทำพวกเราจบเห่แน่” แคทกล่าวก่อนจะลุกขึ้นไปที่ถังขยะแถวนั้นก่อนจะกลั้นหายใจล้วงลงไปหยิบกล่องอาหาร และหยิบเศษอาหารเหม็น ๆ ขึ้นมา แล้วเอามาทาตัว เสร็จแล้วจึงเอาไปทาให้น้องสาวทั้งสอง แน่นอนทั้งคู่ทำหน้าพะอืดพะอมจะแทบจะอ้วก แต่ก็ต้องยอมอยู่ดี
“เอาล่ะเรียบร้อย ไปกันต่อได้”
“อืมมม..มม ไปก็ไป อี๊--- เหม็นชะมัด สถานีตำรวจจะมีห้องอาบน้ำไหมเนี่ย”
“อย่าบ่นนักเลยน่ายัยเบล ไปถึงให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน”
ว่าแล้วสามพี่น้องก็เดินผ่านไปอย่างเงียบ ๆ และดูเหมือนแผนนี้จะได้ผล พวกตัวประหลาดอัปรีย์ไม่เข้ามาใกล้เลยแม้แต่น้อย หากเป็แบบนี้ต่อไปพวกเธอคงถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเป็แน่ ทว่า...ก็ดันเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้นจนได้...
ในขณะที่โมน้องสาวคนเล็กกำลังเดินตามพี่สาวของเธอมาเงียบ ๆ สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นลูกแมวตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่ใต้ท้องรถ ด้วยความรักสัตว์ โมจึงไม่อาจทิ้งมันไว้ได้
“พี่แคท พี่เบลหยุดก่อน!”
“มีอะไรยัยโม สถานีตำรวจอยู่ข้างหน้าจะถึงอยู่แล้ว หยุดทำไมปวดฉี่เหรอ”
“เปล่า ๆ พี่เบลคือหนู...เจอน้องแมวอยู่ใต้ท้องรถ หนูไม่อยากทิ้งมันไว้”
“นี่ยัยโม! เธอจะบ้าเหรอ เวลานี้เอาตัวเองยังไม่รอด ยังจะเอาแมวไปด้วยเนี่ยนะ เหลือจะเชื่อ” เบลถลึงตาใส่น้องสาวก่อนจะบ่นเป็ชุด แต่โมก็ยังยืนกร้านว่าจะเอาลูกแมวไปด้วยให้ได้ เบลก็เลยหันไปขอความเห็นจากแคทพี่สาวคนโต ซึ่งอันที่จริงเบลรู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะออกมาแบบไหน...
“น้องแมวเหรอยัยโม น่ารักไหม? ไหน ๆ ขอพี่ดูหน่อย....” แคทตาเป็ประกายวิบวับด้วยความตื่นเต้น เพราะจริง ๆ แล้วเธอเป็ทาสแมวอันดับหนึ่ง แคทชอบแมวยิ่งกว่าโมน้องสาวคนเล็กเสียอีก เบลก็เลยได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะส่ายหัวไปมา
“ว่าแล้วว่าหวยต้องออกเบอร์นี้ เอาที่สบายใจเลย เหล่าทาสแมวทั้งสอง...”
จากนั้นแคท กับ โมก็ก้มตัวดูใต้ท้องรถก่อนจะได้พบกับ ลูกแมวสีส้มหน้าตาน่ารักตัวหนึ่งกำลังหลับอยู่ ดูเหมือนที่คอของจะมีปลอกคอด้วย แสดงว่าไม่ใช่แมวจร แต่เป็แมวมีเ้าของ ซึ่งปานนี้เ้าของ ของมันคงจะ... สองพี่น้องมองกันก่อนจะระบายยิ้มแห้ง ๆ ออกมา จากนั้น แคทก็เป็ฝ่ายส่งเสียงเรียกให้มันตื่น พร้อมกับยื่นมือจะไปจับตัวออกมา ทว่า....เื่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ลูกแมวน้อยตัวนั้นพลันลืมตาตื่น แต่มันไม่ได้ร้องเหมียว ๆ อย่างน่ารักน่าเอ็นดู หากแต่ขู่ฟ่อ พร้อมแยกเขี้ยวใส่แคท ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะมันเจอคนแปลกหน้า แต่สิ่งที่ทำให้ แคทถึงกับต้องรีบดึงแขนตัวออกเองมาพร้อมกับถอยไปตัวไปด้านหลังอย่างรวดเร็วก็คือ ร่างของเ้าลูกแมวส้มตัวนั้นค่อย ๆ ขยายขนาดขึ้น ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนรถที่อยู่ใต้ตัวมันปลิวกระเด็นไปด้านหลัง แล้วทั้งสามพี่น้องก็ได้เห็นเข้ากับ แมวส้มหน้าตาน่ากลัวที่ยืนสองขา ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แถมตรงหว่างขาของมันยังมีอวัยวะสืบพันธุ์ปูดโปนน่าขนลุกเลื้อยส่ายหัวไปมาอีก ใช่แล้ว มันไม่ใช่ลูกแมวส้มปรกติ หากแต่เป็ สัตว์ติดเชื้อที่กลายพันธุ์นั้นเอง!!
“พะ....พี่แคท....” เบลหน้าซีดเผือดก่อนจะวิ่งไปอยู่ข้าง ๆ แคท โมเองก็เช่นกัน สามสาวพี่น้องกอดกันแน่นตัวสั่นระริก สองตาเบิกกว้างจ้องมองเ้าแมวส้มกลายพันธุ์ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันเองก็จ้องมองพวกเธอกลับเช่นกัน ก่อนที่เ้าแมวส้มจะฉีกยิ้มชั่วร้ายพร้อมกับแลบลิ้นเลียปากแผล็บ ๆ คล้ายกับมันพบเหยื่ออันโอชะแล้ว แต่จุดประสงค์ของมันคงไม่ใช่แค่การจับทั้งสามกินเป็อาหารแน่ หากดูจาก อวัยวะเพศตรงหว่างขาที่ขยายขนาดแถม ส่ายหัวไปมาอย่างลิงโลด
ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เ้าตัวนี้ดูแข็งแกร่ง ทรงพลัง และอันตรายยิ่งกว่า พวกตัวประหลาดบ้ากามที่เจอก่อนหน้าเสียอีก แคทได้แต่กอดร่างของน้องสาวทั้งสองไว้แน่นด้วยความเจ็บใจ ที่ตัวเองไม่สามารถปกป้องทั้งคู่ตามที่เคยให้สัญญาไว้กับทรงพลได้
“พ่อ...แคทขอโทษ ขอโทษที่แคทปกป้องน้องไม่ได้” แคมก้มหน้าก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมา ทว่า...ในเวลานั้นเอง เสียงของใครบางคนก็ร้องดังขึ้นเหนือหัวของเธอ และน้อง ๆ
“อย่า...มา...ยุ่ง...กับ..ลูกกู..ไอ้แมวเป้า....บ้ากาม!!!”
ทรงพลพุ่งตัวลงมาพร้อมกับกำปั้นก่อนจะซัดเข้าเต็มกรามขวาของเ้าแมวส้มกลายพันธุ์ มันไม่ทันระวังตัวจึงกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงบ้านคนจนเกิดเสียงดังสนั่น ซึ่งไม่ใช่เื่ดีเลย เพราะเสียงดังขนาดนี้จะดึงพวกซอมบี้ราคะตัวที่อยู่ใกล้ ๆ ให้เข้ามาหา
“คะ..คุณพ่อ”
“พาน้อง ๆ เข้าไปหลบในโรงพักเร็วยัยแคท! ไอ้แมวเป้าบ้ากามตัวนี้พ่อจัดการเอง” ทรงพลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดัง ซึ่งแคทที่ได้ฟังก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะรวบรวมสติ และรีบพาเบล กับโมลุกขึ้น วิ่งตรงไปที่สถานีตำรวจอย่างรวดเร็ว เวลานั้นเหมือน โมจะหันมาดูทรงพลอยู่ชั่วขณะ เขาเองก็เช่นกัน สายตาของผูเป็พ่อเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย แต่เขาเลือกแล้วว่าจะอยู่ใกล้พวกเธอเหมือนเดิมอีกไม่ได้ ที่ทำได้คงเป็การปกป้อง คุ้มครองอยู่ห่างอย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้
“เอาล่ะ เข้ามาเลยไอ้แมวอัปรีย์ คิดจะทำมิดีมิร้ายกับลูกกูเหรอ มึงตายยย...ยยย” ดวงตาของทรงพลพลันเป็ดุร้าย ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็น่าสะพรึงกลัว ยามนี้เขาไม่ใช่มนุษย์ปรกติอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็ มนุษย์ผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ชนิดพิเศษ ทรงพลัง แข็งแกร่ง รวดเร็ว แต่ยังสามารถครองสติได้ประมาณ 60% ซึ่งผิดกับผู้ติดเชื้อทั่วไปที่มีแต่สัญชาตญาณดุร้าย และ สัญชาตญาณในการสืบพันธุ์อย่างเดียวเท่านั้น
“แง้ววววววว...วววว!!!” เ้าแมวส้มกลายพันธุ์ตัวเดิมส่งเสียงคำรามลั่น ก่อนจะกระโจนออกมาจากซากกำแพง มายืนจังก้าด้วยความเดือดดาล มันมองจ้องทรงพลราวกับจะกินเืกินเนื้อ อุ้งมือสองข้างมีกรงเล็บยาวแหลมราวกับใบมีดงอกออกมา
“เฮ้ออออ...อออ ที่รัก ยังไงผมก็เป็ทาสแมวเหมือนคุณไม่ได้จริงสินะ” ทรงพลเอ่ยออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินปรี่เข้าไปมาเ้าแมวส้ม อย่างไม่เกรงกลัว จากนั้นกำปั้นของเขา กับกรงเล็บของมัน ก็ตรงเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ชนิดที่ว่า ไม่ต่างจากฉากในหนังต่อสู้ หรือฉากในหนังสือการ์ตูนเลยแม้แต่น้อย...
จบตอน