The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 66 สังสารวัฏ 6 ภพภูมิ (ตอนต้น)

            ชายหนุ่มไม่ขบคิดให้ปวดหัว ลุกขึ้นยืนได้ก็เดินหายเข้าไปในถ้ำนันทมูลอีกครั้ง และเดินไปนั่งขัดสมาธิที่เบาะผ้า ซึ่งด้านบนเพดานถ้ำเป็นบงกชสีทองอร่าม ทันทีที่หลับตา แสงทองที่เคยเรืองรองก็ควบแน่นรวมตัวกันผ่านรอยสลักบนพื้นผิว จนกลายเป็นหยดน้ำสีทองศักดิ์สิทธิ์ 9 หยด ที่กำลังตกลงมายังใจกลางศีรษะของชายหนุ่มทีละหยด หยดที่หนึ่งไหลซึมลงไป พลังความบริสุทธิ์แผ่ซ่านกระจายไปทั่วร่างกาย ที่กำลังผลัดของเสียสีดำส่งกลิ่นเหม็นโชยออกมา จู่ๆ พื้นฐานธาตุแสงก็ปรากฏขึ้นมา กำเนิดเป็นทะเลแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองอร่ามระยิบระยับ ผนึกมือถูกประทับในขณะที่หลับตา เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังก้องขึ้นทั่วดวงจิต มิเนอร์วารับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้คือแกนหลักของบงกชรัตนชาติ หรือจะเรียกว่าฝ่ามือแห่งพุทธะก็ไม่ผิดมากนัก



            "เพชรยิ่งใหญ่… ไพรี ไม่มีกล้ำ… ฝ่ามือที่ 1 กายาวัชระ"



            หยดที่สองก็ตกตามลงมา ไหลซึมไปที่จุดเดิมเพิ่มดวงแสงให้ยิ่งสว่างไสว



            "ทับทิมนำ… อายุยืน เพิ่มพูนผล… ฝ่ามือที่ 2 ปัทมราชสยบมาร"



            ตามมาด้วยหยดที่สามที่ตกมาอย่างต่อเนื่อง เลื่องลือไปทั่วทั้งสิบทิศปิดแสงนี้ไม่ได้เลย



            "มรกต… กันภัยพ้น ผองเล็บงา… ฝ่ามือที่ 3 วิชชุเขียวไล่วิญญาณ"



            หยดที่สี่ก็ตกลงมาซ้ำจุดเดิม เพิ่มเติมด้วยความบริสุทธิ์ที่มากขึ้น



            "บุษราคัม… ฉาบเสน่ห์ ไม่เสแสร้ง… ฝ่ามือที่ 4 จิตเหลืองแห่งความบริสุทธิ์"



            หยดที่ห้ากลั่นควบแน่นร่วงหล่นลง คงไว้ซึ่งการหยั่งรู้อันตื้นเขิน



            "โกเมนแจ้ง… แคล้วพาลภัย ใจสุขา… ฝ่ามือที่ 5 พยุหะสัตตบรรณโลหิต"



            แสงสีแห่งพุทธะสั่นสะท้าน ก้านกิ่งทองควบแน่นเป็นหยดหก



            "ไพลินย้ำ… ความร่ำรวย ช่วยนำพา… ฝ่ามือที่ 6 อรหันต์ค้ำยันฟ้า"



            แสงที่เปล่งออกมายิ่งมายิ่งเรืองรอง มองไปแล้วสวยงามเป็นหยดเจ็ด



            "มุกดาหาร… เสน่หา น่าเมียงมอง… ฝ่ามือที่ 7 เมฆาสัตตบงกช"



            หยดที่แปดแม่นด้วยฌานเตือนใจรู้ คู่กันแล้วย่อมเป็นสัญชาตญาณ



            "อันเพทาย… ช่วยกันโทษ ที่โฉดเขลา… ฝ่ามือที่ 8 พระปัจเจกโพธิสัตว์พันกร"



            แสงสีทองเรืองรองเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าครั้งใด กระจายแสงไปสิบทิศเมื่อควบเป็นหยดที่เก้าตกลงมา แสงทั่วทั้งถ้ำทองแห่งนี้ที่เคยสว่างก็มืดดับไป ก่อนที่จะระเบิดกระจายออกไปเป็นวงกว้าง สร้างวงคลื่นอากาศไกลไปหลายสิบเมตรอย่างรุนแรง



            "ไพฑูรย์เล่า… กันฟอนไฟ ภัยทั้งผอง…ฝ่ามือที่ 9 ธรรมแห่งพุทธะ"



            แกนพลังทั้งเก้าหยดหลอมผสานเข้าไปในพื้นฐานแห่งแสง จนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนที่จะกระจายกลิ่นอายบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาเป็นระลอกคลื่น แล้วรวมตัวเป็นน้ำสีทองเรืองรองหนึ่งหยด ทันทีที่ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา น้ำสีทองหยดนั้นก็ละลายผสานเข้าไปในแก่นแห่งปราชญ์ ควบรวมกันเป็นเนื้อเดียวไม่แบ่งแยก ไม่แบ่งเขต ราวกับว่ามรดกแห่งพุทธะนี้ แต่เดิมก็มีอยู่แล้วในทุกที่ จึงง่ายต่อการผสานรวมกับทุกสรรพสิ่ง กลิ่นอายบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์หมุนวนเป็นแสงเก้าสี กระจายออกมาทั่วร่างกายของชายหนุ่ม ส่องสว่างไปทุกทิศทาง ภาพประทับของบงกชรัตนชาติ และผนึกแปดวิถีถูกประทับสลักลึกลงในห้วงวิญญาณ เสมือนมีมาตั้งแต่แรกเกิด และจะหายไปเมื่อวิญญาณดับสลาย พันผูกเข้าด้วยกันตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้



            มิเนอร์วาแหงนหน้าขึ้นมองด้านบน ในความมืดมิดเห็นเพียงแค่รอยสลักบนเพดานศิลา ที่ในตอนนี้ดูธรรมดาสามัญเป็นอย่างมาก ไร้สี ไร้แสง ไร้พลังงานใดให้สัมผัสอีกต่อไป หลังจากพินิจพิจารณาอยู่สักพัก ก็ลุกเดินขึ้นหายเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำ มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่มีแสงสีเงินนั้นส่องออกมา เป้าหมายยังคงเป็นเบาะรองนั่งภายในถ้ำเงิน วินาทีที่ชายหนุ่มหลับตาลง กงล้อสังสารวัฏก็เปล่งแสงสีเงินสว่างจ้า มันเริ่มหมุนวน และปรากฏภาพของทัณฑ์ทรมานทั้งแปดขึ้นมาในทันที ภาพเบื้องหน้าชายหนุ่มสว่างขึ้นอีกครั้ง ทันทีที่ภาพทัณฑ์นี้ปรากฏขึ้นมา เบื้องหน้าชายหนุ่มจำได้ดี มองเห็นของแหลมที่พุ่งตกลงมาจากฟากฟ้า ร่างกายก็ขยับเองไปตามสัญชาตญาณ ประทับผนึกพนมมือร้องเสียงดัง



            "กายาวัชระ!"



            แต่ขณะที่บงกชสีเพชรนี้กำลังเบ่งบาน เหล็กแหลมนั้นก็พุ่งทะลุลงมาแล้ว ทะลุเลยผ่านร่างกายของมิเนอร์วาไป ราวกับร่างกายของชายหนุ่มนั้นไม่มีกายหยาบ ไม่มีวิญญาณ เป็นเพียงผู้ชมที่กำลังจ้องมองในมุมเสมือนได้มาเยือนจริงๆ เสียงอ่อนโยนอันคุ้นเคยดังขึ้นในห้วงวิญญาณของชายหนุ่ม



            "มีเพียงผู้ที่มืดบอดเท่านั้นที่มองเห็น แม้มองเห็นกลับแสร้งมองไม่เห็น นั่นยิ่งมืดบอด เหล่านั้นเรียกนรกภูมิ…"



            ชายหนุ่มสัมผัสรับรู้ได้ทันที ว่าแท้จริงแล้วที่นี่เป็นเพียงมายาภาพสำหรับสืบทอดเท่านั้น อีกทั้งจะได้รับมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ยังคงต้องขึ้นอยู่กับการหยั่งรู้ของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับร่างกาย หรือความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย ถึงในโลกความเป็นจริงจะยังคงต้องพึ่งร่างกาย และความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณ แต่ไม่ใช่กับสถานที่แห่งนี้ ที่ทุกสิ่งวัดกันที่ญาณหยั่งอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อสิ้นเสียงสวดนั้นแล้ว ภาพตรงหน้าของชายหนุ่มก็ดับมืดไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เสียงร้องระงมไม่ได้หายไป มันยิ่งดังขึ้นเสมอเหมือนดังอยู่ข้างหู ถึงแม้จะไม่รับรู้ถึงอันตรายจากกฎของที่แห่งนี้ก็ตาม แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากรอบด้าน ซึ่งกำลังส่งเสียงร้องทรมานโหยหวน



            น่าเสียดายที่ชายหนุ่มเคยลงมาชมการโปรดเวไนยสัตว์ไปแล้วรอบหนึ่ง แรงกดดันจากนรกภูมิขุมที่ 1 จึงไม่อาจหยุดมิเนอร์วาที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าในตอนนี้ได้ ภายในห้วงวิญญาณไม่สนใจว่าต้องเดินไปชนกับสิ่งใด หรือตนเดินมานานแล้วเท่าไหร่ เพียงไม่กี่ร้อยก้าวก็มาโผล่ที่นรกขุมที่ 2 ดวงตายังคงมืดสนิทมองไม่เห็นสิ่งใด สองเท้ายังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงไร้ความตระหนก แรงกดดันในนรกขุมที่ 2 นี้เองก็เป็นเช่นเดียวกัน อ่อนเบาจนแทบจะสัมผัสไม่ได้ เพียงไม่กี่ร้อยก้าวก็ทะลุชั้นที่ 3 ชั้นที่ 4 ชั้นที่ 5 จวบจนกระทั่งมาหยุดยืนที่สุดทางของชั้นที่ 8 ชายหนุ่มเลือกที่จะหยุดลงไม่ก้าวต่อ พร้อมกับพึมพำราวกับจะสัญญาต่อตัวเอง



            "แม้พระบรมครูจะดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังคงมีเมตตาห่วงถึงพวกเจ้า ตัวข้าเองเพื่อให้ไม่รู้สึกผิดต่อพระบรมครูท่าน หากวันหน้าแข็งแกร่งมากพอ ก็จะลองลงมาสร้างกุศลเช่นกันสักหลายรอบ"



            แม้จะรู้ว่านี่เป็นเพียงมิติมายา แต่ชายหนุ่มเองหลังจากรับสืบทอดมาแล้ว ย่อมต้องนับถืออีกฝ่ายเป็นอาจารย์เป็นผู้มีพระคุณ ไม่ทำให้ความเมตตาที่พระองค์ท่านได้หลงเหลือไว้ต้องจางหาย แม้ตนเองจะรู้ดีว่าภายหน้าต้องทำกรรมอีกเยอะแค่ไหน แต่ก็ยากจะหลีกเลี่ยงได้ทุกหน เพราะเข้าไม่ถึงซึ่งอจินไตยโดยทั้งหมด ทำได้เพียงสิ่งที่ตนคิดว่าดีแล้ว ชอบแล้ว พึงปฏิบัติแล้ว หากความคิดตนนั้นผิดพลาด ก็ให้กฎแห่งกรรมได้ทำงานของมันไป จะอย่างไรมิเนอร์วาเองก็เป็นเพียงชายหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ยังคงมีรัก โลภ โกรธ หลงแฝงอยู่ในห้วงอารมณ์ ละไม่ได้ซึ่งกิเลสทั้งหมดเฉกเช่นที่อรหันต์นั้นทำกัน



            "ทำดีได้เท่าที่จะทำไหวเช่นนั้นก็พอแล้ว…"



            ชายหนุ่มส่ายหัวอย่างปลดปลง ก้าวขึ้นหน้าไปอีกก้าว ภาพตรงหน้าก็กลับมาอีกครั้ง สิ่งมีชีวิตมากมายบ้างสูงยาว บ้างเล็กผอม รูปร่างสัดส่วนคละเคล้ากันไปหมด พวกมันร้องหวีดแหลมน้ำตานองอยู่เป็นนิตย์ ร่างกายของแต่ละตนผอมแห้งหิวโหย เดินใจลอยไม่ได้สติไปตลอดทาง มีบ้างบางครั้งที่เดินชนกันแต่ก็เสมือนไม่มีสติ หยุดไปครู่เดียวก็ร้องแล้วเดินต่อไร้จุดหมาย



            "หิวโหยให้ได้มาซึ่งความสุข เห็นแก่ตัวไม่เคยให้ ละเว้นซึ่งการเสียสละ เพราะอกุศลกรรมที่ทำด้วยโลภะนำมาเกิด นั่นยิ่งหิวโหย เหล่านั้นเรียกเปรตวิสัยภูมิ…"



            ความหิวกระหายไร้ที่มาปะทุขึ้นภายในร่างของชายหนุ่ม รอบนี้แรงกดดันนั้นแตกต่างจากนรกภูมิอย่างเทียบไม่ติด แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดมิเนอร์วาไม่ให้ก้าวเดินต่อไปได้อยู่ดี ถึงชายหนุ่มจะมีความโลภเป็นของตนเองเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยเกิดจิตโลภะที่ไร้ซึ่งการเสียสละ เห็นแก่ตัว เที่ยวช่วงชิงความสุขของผู้อื่นไปทั่วอย่างคนพาล มีเพียงกับศัตรูที่ผูกกรรมด้วยกันเพียงเท่านั้น เช่นนั้นต่อให้ตอนนี้ร่างกายจะหิวโหย แต่น้ำลายที่กลืนลงคอยังมีรสเลิศยิ่งกว่าอาหารใด แต่ความหิวโหยนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้สติที่มีเลือนหายไปได้ จึงทำให้เดินไปได้จนถึงสุดเส้นทาง



            "ช่างน่าเวทนานัก… พวกเจ้าเองก็ยังคงต้องรอด้วยเช่นเดียวกัน"



            ชายหนุ่มปลงตกให้กับเหล่าเปรตทั้งหลายที่เดินไม่ได้สติ ก่อนที่จะหายไปจากเปรตวิสัยภูมิ ที่คลาคล่ำไปด้วยสิ่งมีชีวิตไร้สติ ซึ่งหวีดร้องสะอื้นให้อย่างหิวโหยอยู่ตลอดเวลา รู้สึกตัวอีกทีความหิวโหยที่สัมผัสได้ก็จางหายไป แต่ในครานี้กลับเป็นกลิ่นรอบด้านที่หายไปแทนที่มาด้วยกลิ่นสาบฉุนกึกจนปวดหัวสติแทบเลือนราง



            "มอมเมาด้วยราคะ พยาบาทด้วยโทสะ ใจตระหนี่ด้วยอิจฉา ปากร้ายมิได้ละอาย หยาบช้าชอบเข่นฆ่า บำเพ็ญทานแต่มากโกรธ อบอวลด้วยราคะ โทสะ และโมหะ นั่นยิ่งเหม็นสาบ เหล่านั้นเรียกเดรัจฉานภูมิ"



            มิเนอร์วามองไปก็เห็นป่าผืนใหญ่แห่งหนึ่ง ทุกหนแห่งล้วนมีแต่สรรพสัตว์อาศัยอยู่มากมาย ทั้งบนบก ในน้ำ หรือแม้แต่กลางอากาศ หากมนุษย์รู้จักแต่งตั้งราชาขึ้นมาปกครอง เช่นนั้นเดรัจฉานเหล่านี้ก็เช่นกันพวกมันต่างก็มีผู้นำเป็นของตนเอง ชายหนุ่มเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมาของพวกมัน แม้จะรู้สึกแต่นั่นก็เป็นเพียงจิตคิดไปเอง ตัวชายหนุ่มเองไม่ได้หลงมอมเมาด้วยราคะ ถึงจะมีใจพยาบาทด้วยโทสะ แต่พลังกดดันนี้กลับยังไม่มากพอ จึงเดินต่อไปข้างหน้าพึงพิจารณาตนอยู่ตลอดเวลา ด้วยจิตสงบ



            จิตใจไม่เคยตระหนี่ด้วยอิจฉา บางคราก็มีบ้างที่ปากร้ายมิได้ละอาย นั่นย่อมไม่อาจเลี่ยง คงทำได้เพียงพยายามลดละอย่างสุดความสามารถ ด้วยนิสัยแล้วชายหนุ่มก็ไม่ใช่คนหยาบช้าชอบเข่นฆ่า ยังเมตตาบำเพ็ญทานเผื่อแผ่เหล่าเด็กกำพร้าและผู้ถูกรังแกด้วยซ้ำไป กลิ่นอบอวลเหม็นสาบของเหล่าเดรัจฉาน จึงยังมีพลังกดดันไม่มากพอ ที่จะหยุดมิเนอร์วาไม่ให้ก้าวเดินต่อไปได้ ระหว่างทางก็เห็นเดรัจฉานสัตว์มากมาย ทั้งที่เดินสองขาบ้าง หรือสี่เท้าบ้าง บ้างก็มีหลายขา ยังมีพวกไร้ขามัจฉานาค ฟากฝั่งฟ้าก็มีปักษาโบยบินเป็นกลุ่มก้อน



            กลิ่นสาบของพวกมันถึงจะเหม็นโชยจมูก แต่ตลอดทางที่เดินมามิเนอร์วาก็ยังคงรักษาสติเอาไว้ได้ ไม่หลงไปกับอบายทั้งหลายเหล่านั้น หากมองเห็นนรกย่อมไม่อาจออกจากนรก หากไร้สติเดินหิวโหยย่อมไม่สามารถก้าวพ้นเปรตวิถี หากหลงมัวเมาคิดเอาเองว่ากลิ่นเหล่านี้หอม ย่อมจมจ่อมสู่เดรัจฉานวิถียากกู่กลับ ชายหนุ่มพอจะเดาได้แล้วว่ายังต้องมีสถานที่อื่นๆ อยู่อีกแน่ แต่ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีอีกมากน้อยสักเท่าไหร่ ก้าวขาขึ้นหน้าไปด้วยจิตตั้งมั่น กลิ่นเหม็นสาบอบอวลจึงจางหาย



            ในฉับพลันภาพผันแปร แลเป็นโลกใบหนึ่งพึ่งปรากฏ ที่บนผืนดินสีดำมีตัวแปลกประหลาดมากมายอาศัยอยู่ บ้างมีหกแขนรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีใบหน้าดุร้ายกว่า มีทั้งสัตว์แปลกที่มีหัวเป็นหมูตัวเป็นคน แต่โดยรวมแล้วกลับมองเห็นสิ่งมีชีวิต ที่คล้ายกับจำพวกแรกสุดเสียมากกว่า พวกมันแต่ละตัวนั้นต่างก็ไม่เคยแสดงอารมณ์ดีใจ หรือร่าเริงเลยสักนิด



            "มีความโกรธอิจฉาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เข่นฆ่าต่อสู้แย่งชิงไม่รู้จบ ภายในร้อนรุ่มเต็มไปด้วยเสียงแห่งความพยาบาท นั่นยิ่งแสบหู เหล่านั้นเรียกอสุรกายภูมิ"



            บังเกิดเสียงอาฆาตพยาบาทดังก้องขึ้นในจิตใจของมิเนอร์วา จนร่างกายสะท้านเฮือก ดวงตาแดงก่ำต้องกุมหัวด้วยอาการเกือบเสียสติ น้ำลายนั้นไหลย้อยราวหมาบ้า เสียงอาฆาตนั้นเป็นเสียงของตนเองอย่างแน่นอน ราวกับในตอนนี้เกิดมิเนอร์วาอีกคนด้านในห้วงวิญญาณ และทั้งสองกำลังต่อสู้แย่งชิง เพื่อการได้มาซึ่งสิทธิ์ในการเป็นผู้ครองสติ ชายหนุ่มก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ยอมหยุด ท่ามกลางสายตาจับจ้องของราชาอสูรอันเป็นจอมอสูรทั้ง 4 ทิศที่มองมา พวกมันมากไปด้วยฤทธิ์แต่ก็ไม่คิดแม้แต่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย อีกทั้งจอมอสูรทั้งสี่ตนนี้ ยังได้สั่งให้อสูรใต้อาณัติทั้งหมดเปิดทางเดิน ที่กีดกันไปด้วยอสุรกายสติต่ำ ไม่ให้พวกมันมากล้ำกรายทำอันตรายกับชายหนุ่ม



            ตลอดเส้นทางแต่ละก้าวที่ยกออกช่างยาวนาน ราวกับครั้งนั้นเมื่อคราที่ได้รับเมตตาติดตามพระบรมครู ซึ่งลงไปโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ผู้พอจะคิดได้ แต่แรงกดดันที่จิตใจได้รับนั้นสาหัสสากรรจ์เป็นอย่างมาก ดวงตาแดงก่ำเส้นเลือดตรงขมับก็ปูดโปน จอมอสูรจากทิศเหนือที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กำลังจ้องมองรัชทายาทของมัน ที่กำลังฝึกการต่อสู้ราวกับชมละครบทหนึ่ง แต่ก็หาได้มีความบันเทิงใดปรากฏขึ้นในอารมณ์ มันกล่าวขึ้นราวกับสั่งสอนผู้เป็นบุตร



            "จำไว้ให้มั่น… หากภายหน้าพบเจอผู้แสวงบุญให้หลีกเลี่ยง อย่าได้นำกรรมไปผูกให้พวกเขาต้องแปดเปื้อน แม้แต่ในนิมิตมายาก็ห้ามเช่นกัน หากอยากช่วยก็ให้ช่วยพวกเขาเพียงเรื่องการเดินทาง ภัยพาลใดให้กำจัดจนพ้นไป ถือเป็นการสร้างบารมีอย่างหนึ่ง"



            องค์รัชทายาทผิวสีนิลรับคำอย่างตั้งใจ และจำคำสอนของผู้เป็นบิดาอย่างเชื่อฟัง มิเนอร์วาในตอนนี้ที่สติแทบจะประคองไว้ไม่ไหว จิตใจเริ่มสับสนในจิตพยาบาทที่ปะทุคุคลั่งขึ้นในตอนแรก เวลานี้จึงเริ่มทุเลาลงเล็กน้อย สติชัดแจ่มเพียงครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงชั่วร้ายดังขึ้นมา สั่งให้รีบละทิ้งที่นี่ไป เพื่อกลับไปเข่นฆ่าดีมัวร์ และองค์ชายเก้า แต่ไม่นานก็มีอีกเสียงหนึ่งดังแย้งขึ้น ห้ามไม่ให้ตกอยู่ในห้วงพยาบาท ทั้งสองเสียงทะเลาะกันไปมาตลอดทาง จนมิเนอร์วาเริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป แม้จะเคยก่นด่าด้วยเผลอตัวไปแล้วหลากหลายหน แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงใดดังออกมา



            ราวกับภายในโลกนี้ มีเสียงเพียงแค่สองเสียงนี้เท่านั้น แม้จะเคยประทับมือผนึกไปตั้งมากมายก็ไร้ค่า ไม่ช่วยอะไรมากนัก ทุกสิ่งล้วนส่งตรงไปที่ห้วงวิญญาณโดยตรง จึงต้องจำใจเดินไปทรมานไป ไม่รู้ว่าก้าวเดินออกไปนานแค่ไหนแล้ว แต่แล้วก็เหมือนกับเส้นบางสุดท้ายที่เป็นขีดจำกัดได้ขาดลง ตัวตนภายในร่างที่ชั่วร้าย ได้เข้ายึดครองร่างของชายหนุ่มอย่างสมบูรณ์ แล้วบังเกิดเป็นเสียงพยาบาทกึกก้องฟ้า นภากาศเคลื่อนสั่นไหว มีแต่คำว่าเข่นฆ่าด้วยโทสะ และโมหะต้องได้รับการปลดปล่อยอย่างเร่งด่วน บังเกิดเป็นเสียงแค่นหึในลำคอเต็มไปด้วยจิตมุ่งร้าย



            ไม่คาดคิดกลับสามารถส่งเสียงดังออกมาได้เป็นครั้งแรก แต่ทว่าทันทีที่เสียงแค่นนี้ดังขึ้น มิเนอร์วาที่ตอนนี้กำลังอยู่ในใบหน้าชั่วร้ายดูโหดเหี้ยม ก็ชะงักร่างตัวแข็งค้าง ถึงแม้ใบหน้าจะดูดุร้ายเช่นเดิม จิตพยาบาทเองก็ยังไม่ได้ลดน้อยลงไป แต่บนใบหน้านั้นกลับปรากฏรอยยิ้มเยาะ เหยียดหยันอย่างอารมณ์ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่อสุรกายภูมินี้นานๆ ทีจะได้เห็นสักหนึ่งครา เหล่าจอมอสูรจากทั้งสี่ทิศต่างตาค้าง ลุกขึ้นยืนอย่างเสียอาการ มองมายังจุดเดียวกันที่ชายหนุ่ม มิเนอร์วาเองก็สัมผัสสายตาทั้งสี่คู่นั้นได้ดี



            เสมือนเส้นเชือกที่พึ่งขาดลง มันไม่ยอมละความพยายาม ยืดขยายตัวเองให้สุดแรง เอาแต่ไล่ตามสิ่งที่กำลังเพิ่มพูนอยู่ในใจ หากไม่อาจละทิ้งซึ่งจิตพยาบาท เช่นนั้นก็จะยอมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมันเสีย คอยควบคุมไม่ให้ทำสิ่งที่เลวร้ายมากไปกว่าเดิม ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นน้อยที่สุด เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับความพยาบาทนี้ จึงเป็นการง่ายกว่าการกักขังทำลายทิ้ง ในเมื่อเป็นไปแล้วก็ให้มันเป็นไป ยอมรับในสิ่งที่ตนเป็น การคอยควบคุมไม่ให้หลงไปกับมัน ย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่ชายหนุ่มมองเห็นในตอนนี้



            ห้วงวิญญาณฉีกขาดไปไม่น้อยจนทนไม่ไหว โลหิตหวานคำใหญ่ย้อนขึ้นปาก อวัยวะภายในเริ่มฉีกขาด มิเนอร์วาพ่นเลือดขึ้นฟ้า ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ น้ำลายและเลือดไหลย้อยทั่วลำคอ ใบหน้ากำลังบิดเบี้ยวราวกับคนวิปลาส ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมเจตจำนงจิตพิจารณาทั้งหมด แล้วตะโกนก้องขึ้นสู่ฟากฟ้า ดังกระจายไปทั่วทั้งแปดทิศ ประกาศซึ่งจิตอันมุ่งมั่นเย้ยฟ้าท้าทวยเทพ



            "ขอใช้นภาเอาเลือดเขียนแทนกระดาษ… นี่คือเจตน์หนึ่งเดียวสำหรับความพยาบาท หากข้าต้องกลายเป็นพญามารปีศาจร้าย… เช่นนั้นตัวข้ามิเนอร์วา ก็จะเป็นพญามารที่เข่นฆ่าเพียงมวลมาร รักษาดำรงไว้ซึ่งธรรมอันเป็นพื้นฐาน"



            เจตน์แรงกล้าเกิดเป็นเสียงสั่นสะท้อนไปทั่วทิศ เมฆาด้านบนยังกระจายหายเป็นวง



            "หากต้องตกต่ำเป็นมารร้าย เช่นนั้นข้าก็จะเป็นมารที่อยู่เหนือมารทั้งหมด… หากมารใดกล้ากล้ำกราย ข้าสาบานจะทำลายมันให้สิ้น!"



            เสียงสบถสาบานนี้ดังกึกก้องแผ่กระจายไปทั่วมิติมายา ราวกับมีเจตน์รับรู้ได้เป็นของตน แม้แต่เหล่าจอมอสูรทั้ง 4 ตน ก็ไม่เคยเห็นผู้แสวงบุญคนใดบ้าคลั่งเช่นนี้มาก่อน พวกมันต่างก็สามารถคาดเดาจากเจตน์นี้ที่สัมผัสได้ ในอนาคตข้างหน้าจะมีตัวตนที่มีพลังเทียบเท่าเหล่าเทวาในชั้นที่สอง ถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครทำเช่นนี้มาก่อน นิมิตมายาที่ปรากฏนั้น ถึงอสุรกายตนอื่นจะมองไม่เห็น แต่ด้วยความเป็นจอมอสูรผู้มากฤทธิ์ ย่อมเคยเห็นมาแล้วในหลายครั้ง



            เจตนารมณ์สาบานต่อฟ้าดินเช่นนั้น สั่นคลอนจนนิมิตมายาที่พวกมันทั้งสี่มองเห็นแตกกระจาย เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มิเนอร์วาก้าวขาออกไป และไปปรากฏยังสถานที่อันคุ้นเคย แต่ในความรู้สึกราวกับภาพเบื้องหน้านั้นต่ำเกินกว่าที่สมควรจะเป็น จึงมองไปรอบด้านหนหนึ่ง ถึงได้พบว่าภาพไม่ได้ต่ำลง ทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมแต่เป็นตนเองที่ตัวเล็กลง และกำลังนอนอยู่ ถือกำเนิดเป็นเด็กทารกคนหนึ่งในสถานที่ซึ่งไม่รู้จัก



            "มีอารมณ์อันมากมายเป็นที่ตั้ง มีปรารถนาเป็นที่ต้องการ มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ และมีตายเป็นสัมผัส นั่นยิ่งเจ็บปวด เหล่านั้นเรียกมนุษยภูมิ"



            มิเนอร์วามองดูไปรอบด้านอย่างสนใจ ถึงแม้ทุกสิ่งจะดูปกติไม่มีอันตรายใด แต่ชายหนุ่มย่อมระวังตัวจนเคยชิน เพราะเคยเจ็บปวดจากภพภูมิก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงค่อนข้างฝังใจหวาดระแวงอยู่หลายส่วน

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน