ภายใน ยอดเขาอเวจี: ลมปราณไร้ขอบเขต บรรยากาศณ ลานกว้างหน้าวิหารลอยฟ้าม้วนตัวปั่นป่วนอีกครั้งรอยแยกมิติทั้งสามบานที่เคยนิ่งสงบพลันปริแตกออกเป็วงกว้าง ประกายแสงสีคราม สีชาดและสีทองะเิพุ่งออกมาดุจดาวหางตกกระทบพื้นดินทันใดนั้นร่างของคนสามคนก็ทะยานออกมาพร้อมกัน เสียงฝ่าอากาศดังกึกก้องสะท้านไปทั่วหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
อวิ่นหนิงเจี่ย เป็คนแรกที่ร่อนลงสู่พื้นหินอย่างมั่นคงทันทีที่เท้าแตะพื้น กลิ่นอายพลัง ปราณครามขั้นที่ 5 ของเขาก็ะเิออกเป็วงกว้างก่อเกิดเป็คลื่นลมแรงที่พัดพาไอพิษสีมรกตเบื้องล่างให้กระจายตัวออกไปชุดเกราะอสูรโลกันตร์ที่สวมใส่แผ่รังสีความร้อนจางๆดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็สีม่วงเข้มลุ่มลึกแฝงด้วยความกดดันที่แม้แต่ยอดฝีมือยังต้องขวัญผวา
ตามมาด้วย ต้วนผิงอัน ที่ร่วงลงมากระแทกพื้นจนดินแตกกระจายร่างกายของเขาดูหนาแน่นและองอาจขึ้นอย่างผิดหูผิดตาพลังฝึกปรือของเขาพุ่งทะยานเข้าสู่ขอบเขต ชี่ปอ(คลื่นปราณ) ขั้นที่ 1 แม้ใบหน้าจะฉายแววเสียดายที่มิอาจผ่านด่านที่สอง"ผู้พิทักษ์ดาบเทพ" มาได้แต่กลิ่นอายนักรบในร่างเขานั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิมนับสิบเท่า
และคนสุดท้ายคือ หนิวมู่อี้ ที่ลอยตัวลงมาอย่างสง่างามพร้อมคทาพฤกษาอัสนีที่บัดนี้มีกระแสไฟฟ้าสีทองไหลเวียนไม่ขาดสายพลังปราณของเขาสุดยอดที่สุดในกลุ่ม บรรลุถึง ปราณครามขั้นที่ 8 รัศมีรอบกายเขาเหมือนมีค่ายกลสายฟ้าคอยปกป้องอยู่ตลอดเวลา
ร่างสวมชุดคลุมสีดำที่ยืนสงบอยู่บนชะง่อนผาสูงชันค่อยๆ ก้มลงมองคนทั้งสาม แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมหดวูบด้วยความตกตะลึง
"เป็ไปได้อย่างไร..." เสียงแหบห้าวพึมพำกับตนเองลุ่มลึก "ตอนที่พวกเ้าเข้าไปพลังฝึกปรือช่างอ่อนด้อยดุจมดปลวกข้าหมายใจไว้แล้วว่าพวกเ้าต้องกลายเป็เพียงปุ๋ยบำรุงมิติอเวจีแห่งนี้...แต่เพียงชั่วเวลาไม่นาน พวกเ้ากลับรุดหน้าอย่างก้าวะโเยี่ยงปีศาจ!"
ชายชุดดำขยับกายเพียงนิดเดียวร่างก็เลือนหายจากยอดผามาปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสามในพริบตาความเร็วนี้ทำเอาต้วนผิงอันถึงกับกระชับง้าวโลกันตร์ชาดแน่น
"ไม่ต้องตื่นตระหนก"ชายชุดดำเอ่ยเสียงเย็น " พร์ที่พวกเ้าแสดงออกมานับว่าน่าสนใจยิ่ง... โลกภายนอกคงจะมีเื่สนุกๆสะท้านฟ้าะเืดินเป็แน่ ฮ่าๆๆๆๆ"
หนิงเจี่ยจ้องมองร่างลึกลับนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย"ท่านเป็ใครกันแน่?"
ชายชุดดำไม่ตอบเขาเพียงแค่สะบัดชายเสื้อคลุมเบาๆ ก่อเกิดม่านหมอกสีดำม้วนตัวบดบังร่าง"คราวหน้าพบกันใหม่... หากพวกเ้ายังมีชีวิตรอดและขึ้นสู่บันไดขั้นต่อๆไปของเขาหลงเซียงได้"
ฟึ่บ! ร่างนั้นหายวับไปกับสายลมทิ้งไว้เพียงความเงียบและไอเย็นที่เกาะกินหัวใจ
ฉับพลันภาพมิติที่พวกเขาเกิดบิดเบือนทั้งสามโดนแรงบิดเบือนมิติขยับตัวไม่ได้ ร่างกายคนทั้งสามหมุนคว้างแก้วหูลั่นเปรี๊ย ร่างทั้งสามกระด็นออกมาจากรอยแยกมิติลอยตัวลงสู่บริเวณชั้นที่สี่ของเขาหลงเซียงซึ่งบัดนี้ทั้งหมดรู้สึกว่าพลังกดดันของชั้นนี้หายไปแล้วหรืออาจจะยังคงมีอยู่แต่มันมิสามารถทำอย่างไรต่อกายเนื้อของทั้งสามได้อีกต่อไปบัดนี้ ทั้งสามจึงสังเกตเห็นว่ารอบกายของพวกเขานั้นว่างเปล่าขุนศึกหงเฉินที่เคยอารักขาอยู่บัดนี้หายสาบสูญไป
"หงเฉินระหว่างรอพวกเราคงพยายามบุกทะลวงขั้นบันไดอยู่เป็แน่"
หนิวมู่อี้ทรุดกายลงนั่งพักพลางปาดเหงื่อ"หนิงเจี่ย... ข้าเกือบตายในห้องสายฟ้านั่น พลังปราณครามขั้น 8 นี้ได้มาด้วยเืแท้ๆข้ายังรู้สึกว่าเส้นชีพจรของข้าขยายตัวจนแทบจะรับพลังงานที่ไหลเวียนไม่ไหว"
ต้วนผิงอันพยักหน้าเห็นด้วย"ข้าเองก็เช่นกัน ระดับชี่ปอ (คลื่นปราณ) นี้รุนแรงนัก ทุกครั้งที่ข้าหายใจคลื่นปราณจะสั่นะเืออกมาจากร่างกายจนข้าควบคุมลำบาก"
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะยังไม่ขึ้นไปชั้นต่อไป" หนิงเจี่ยตัดสินใจเด็ดขาด"พลังที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปเปรียบเสมือนดาบสองคม หากรากฐานไม่มั่นคงเราจะพังทลายลงเองเมื่อเจอศัตรูที่แท้จริง"
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันกลางลานหินเริ่มเข้าสู่สภาวะสมาธิเพื่อย่อยสลายพลังที่ได้รับ
หนิงเจี่ยเริ่มโคจรพลังตามแบบของตนที่ได้จากพลังวิวัฒน์เขาใช้จิตนำทางพลังปราณสีม่วงดำให้ไหลเวียนช้าลง แทนที่จะพุ่งพล่านเขาเริ่มทำการ "รั้ง" พลังทั้งหมดกลับมาที่ศูนย์กลางรวมปราณแล้วค่อยๆ "ปล่อย" ออกมาทีละส่วนเพื่อทำความสะอาดเส้นชีพจร
"มู่อี้...เ้าอย่ามัวแต่เร่งพลังสายฟ้า" หนิงเจี่ยเอ่ยแนะนำเพื่อนโดยไมลืมตา"สายฟ้าแรงไปจะเผาตัวเอง เ้าต้องใช้ 'เนตรดารา' สังเกตการสั่นะเืแล้วจัดระเบียบมันให้เหมือนกับทำนองดนตรี"
หนิวมู่อี้รับคำเขาเริ่มโบกมือช้าๆกระแสไฟฟ้าสีทองรอบกายที่เคยแตกกระจายพลันกลับมารวมตัวกันเป็เส้นสายที่เรียบเนียนหมุนวนรอบคทาพฤกษาอัสนีอย่างเป็ระเบียบ
ทางด้านต้วนผิงอันเขาใช้พลังคลื่นปราณที่ได้รับมาฝึกการ "กลั่น" เขาจินตนาการว่าร่างกายของเขาคือท่อนเหล็กที่ถูกตีด้วยค้อนใหญ่ทุกครั้งที่คลื่นปราณกระแทกออกมา เขาจะกดมันกลับเข้าไปให้แน่นกว่าเดิมจนกระทั่งิัของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงชาดหม่น แฝงด้วยความทนทานดุจศิลาพันปี
เวลาผ่านไปหลายชั่วยามแสงสลัวในมิติเริ่มเปลี่ยนสี ทั้งสามคนลืมตาขึ้นพร้อมกันบรรยากาศรอบกายบัดนี้เปลี่ยนไปพลังกดดันที่เคยพุ่งพล่านกลับถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิดจนดูเหมือนคนธรรมดาที่มีสง่าราศี
"ข้ารู้สึกเบาสบายขึ้นเยอะเลย"มู่อี้บิดี้เี "ตอนนี้ข้ามั่นใจว่าหากเจอภูตอัสนีอีกข้าไม่ต้องเปลืองแรงเท่าเดิมแล้ว"
"ข้าก็เช่นกัน"ผิงอันยิ้มกว้าง "ง้าวของข้าดูเหมือนจะเป็ส่วนหนึ่งของแขนข้าไปแล้ว"
หนิงเจี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆบัดนี้พวกเขามองเห็นขุนศึกหงเฉินที่เนื้อตัวสะบักสะบอมนั่งพิงตัวอยู่บริเวณผนังผาด้านหนึ่ง หัวกะโหลกของเขาหม่นเสียงลงเล็กน้อยเขาพลางทอดถอนใจ “สมแล้วที่เป็สถานที่เทพเซียน”ขนาดพลังในตอนนี้ของข้าแค่ทะลวงขึ้นไปยังขั้นที่ 7 ได้ขั้นเดียวก็รับแรงกดดันขั้นนี้แทบไม่ไหวแล้วเขาพลันหยัดกายลุกขึ้น ดวงตาเรืองแสงสีม่วงโชติ่ ยังไงข้าก็ไม่ยอมแพ้ “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ”ทั้งสามสหายเหลียวมองหน้ากันพลางเบ้ปาก กล่าวพร้อมกัน “เขาคงเสียสติไปแล้วแน่ๆ”ท่ามกลางเสียงหัวเราะก้องของขุนศึกหงเฉิน