ในหุบเขาสีแดงชาดอันห่างไกลและเงียบสงบลมเอื่อย ๆ พัดพาเอาฝุ่นผงสีแดงส้มให้คลุ้งไปในอากาศท่ามกลางลานปูหินสีเข้มปรากฏสิ่งมีชีวิตร่างเล็กิัสีเขียวมีฟันแหลมขึ้นเต็มปาก ใบหูเรียวแหลม ยืดยาวออกไปกว่าปกติเดินกันขวักไขว่บ้างถือพลั่วขุดดินอันใหญ่ บ้างแบกที่ขุดดินปลายแหลมไว้บนไหล่เดินคุยกันอย่างสนุกสนาน
แม้ความสูงของพวกเขาแทบจะไม่ถึงหนึ่งเมตร แต่ร่างกายนั้นเต็มไปด้วยมัดกล้ามและริ้วรอยแผลเป็จากการออกแรงทำงานมาเนิ่นนานพวกเขาเ่าั้คือ กอบลิน [Goblin] เผ่าพันธุ์โบราณที่อาศัยอยู่ในถ้ำและใช้ชีวิตเพื่อค้นหาแร่หายากเพื่อผลิตสิ่งของเครื่องใช้ทั้งอาวุธ ชุดเกราะ เพื่อใช้ในการปกป้องเผ่าพันธุ์ของตนเองจากการรุกรานของเผ่าพันธุ์อื่น
วิทยาการในการสร้างและประดิษฐ์ของกอบลินนั้นจัดได้ว่าล้ำหน้าเป็อย่างมากผลผลิตที่ผลิตขึ้นมานั้นมีคุณภาพที่สูงจนทำให้เป็เผ่าพันธุ์ที่แม้จะมีรูปร่างเล็กแต่ก็มีความเข้มแข็งจนไม่อาจรุกรานได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ตัวไม่ได้สูงใหญ่ไปกว่ากันแต่รูปร่างนั้นไม่ได้กำยำเท่ากับกลุ่มกอบลินเพียงแต่เผ่าพันธุ์นี้มีความสามารถในการใช้เวทมนต์และความรู้เื่แร่ธาตุสำคัญต่างๆ นอกจากนั้นยังมีความสามารถในการตรวจจับค้นหาธาตุลึกลับและหากยากได้อีกด้วย
อีกทั้งพวกเขายังสามารถใช้วงจรเวทมนต์เพื่อแยกองค์ประกอบของสินแร่และทำให้สินแร่เ่าั้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นช่วยเพิ่มคุณภาพของแร่วัตถุดิบให้สูงมากยิ่งขึ้นเหมาะกับการนำไปผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆมากยิ่งขึ้น
เผ่าพันธุ์นี้ก็คือ โนม [Gnome]เผ่าพันธุ์แห่งสินแร่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็ต้นกำเนิดแห่งศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุและเวทมนต์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเผ่าพันธุ์นั้นอาศัยอยู่ร่วมกันมานานหลายพันปีด้วยความสามารถในการค้นหาแร่หายาก และศาสตร์การแปรธาตุของโนมผสมผสานกับความรู้และทักษะในการผลิตของกอบลิน ทำให้เผ่าพันธุ์ตัวเล็กทั้งสองนั้นรอดพ้นจากการรุกรานจากเผ่าพันธุ์อื่นมาได้และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาเนิ่นนาน
นอกจากทั้งเผ่าพันธุ์ตัวเล็กทั้งสองแล้ว ยังมีเผ่าพันธุ์อื่นที่อยู่ในป่าข้างเคียงที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์เพียงแต่มีผิวขาวซีด ใบหูยาวเรียวแหลมแวะเวียนเข้ามาหาเหล่าคนแคระตัวน้อยอยู่บ่อย ๆเพื่อร้องขอให้เหล่าคนแคระช่วยซ่อมแซมอาวุธคู่ใจ
รวมไปถึงแลกเปลี่ยนอาวุธของกอบลินกับยารักษาที่ปรุงจากสมุนไพรหายากด้วยกรรมวิธีที่ถูกถ่ายทอดกันในเผ่าพันธุ์มาอย่างช้านานซึ่งเหล่านี้เป็ความสามารถของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ [Elf]ที่ใช้ชีวิตท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ป่าโบราณศักดิ์สิทธิ์ที่ห้อมล้อมหุบเขาของชาวแคระอยู่นอกจากนี้เผ่าพันธุ์เอลฟ์ยังมีคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ลบล้างคำสาปได้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย
ด้วยการแลกเปลี่ยนที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเอลฟ์และเผ่าพันธุ์ตัวน้อยทั้งสองเผ่าเป็ไปอย่างแแ่มาอย่างเนิ่นนาน
“อรุณสวัสดิ์ [โนบลิน] วันนี้อากาศดีนะ”
เสียงะโทักทายจากชายร่างเล็กที่มีหนวดยาวโค้งอยู่ใต้จมูกพร้อมกับเคราที่ยาวเฟื้อยไปถึงอกเขากำลังเดินแบกสิ่วเจาะหินพร้อมกับหมวกเหล็กผลึกแสงที่ใช้ในการให้แสงสว่างในเวลาที่เข้าไปค้นหาแร่ในถ้ำทำให้รู้ว่ากำลังจะไปเริ่มงานค้นหาแร่อีกแล้ว
“สวัสดีลุงบ็อบ วันนี้เริ่มงานแต่เช้าเชียว จะไปหาแร่อะไรเหรอ?”
เด็กน้อยะโตอบไปยังกอบลินร่างเล็กที่มีความสูงไม่ได้มากไปกว่าเขาที่มีอายุห้าขวบเท่าไรนัก
โนบลิน คือเด็กน้อยที่คลอดอยู่ใจกลางป่าโบราณศักดิ์สิทธิ์แต่น่าเศร้าที่ผู้เป็แม่นั้นได้รับาเ็และตายไปเนื่องจากสัตว์ร้ายจนมีชาวเผ่าเอลฟ์ไปพบเข้าและทำการดูแลจนมีชีวิตรอดมาได้
แต่ด้วยกฎของเอลฟ์ที่ไม่สามารถเลี้ยงดูคนนอกเผ่าได้จึงได้นำทารกน้อยผู้เคราะห์ร้ายมาฝากไว้กับกอบลินและโนมให้ช่วยดูแลต่อจนถึงตอนนี้ก็ผ่านเวลามากว่าห้าปีแล้วและชื่อโนบลินก็มาจากการเอาชื่อโนมและกอบลินมารวมกันนั่นเอง
“วันนี้ว่าจะไปหาแร่ [ลินซ์] สักหน่อย พอดีเ้าหูแหลม (ชาวเอลฟ์)ขอให้พวกเราช่วยทำศรกัมปนาทให้น่ะ”
แร่ลินซ์ คือสินแร่ที่เกิดจากการอัดตัวของผลึกใต้ผิวโลกและดูดซับเอาพลังธาตุไฟไว้ในตัวจนเกิดเป็ผลึกสีแดงใสดูสวยงาม
นอกจากสามารถใช้หลอมเสริมธาตุไฟให้แก่อาวุธแล้วยังสามารถใช้สร้างหัวลูกศรกัมปนาท หรือลูกธนูที่เมื่อยิงไปกระทบเป้าหมายแล้วจะเกิดการะเิและเผาไหม้เป้าหมายอย่างรุนแรงตามแต่ปริมาณที่ผสมเข้าไป
ส่วนชื่อศรกัมปนาทนั้นคือชื่อที่ชาวคนแคระตั้งให้เพื่อความเวอร์ไปอย่างนั้นเอง
“ว้าว อย่างนี้ก็ต้องไปนานเลยสิ ได้ยินว่าแร่นี้อยู่ลึกลงไปตั้งเยอะ”
“นั่นนะสิ แต่ยังไงก็ยังดีที่พวก โนม คอยช่วยชี้จุดให้ไม่อย่างนั้นค้นหาทั้งวันทั้งคืนยังไม่รู้จะเจอหรือเปล่า ฮ่า ๆ ๆ”ชายร่างเล็กตอบอย่างอารมณ์ดี
“ว่าแต่ เ้าจะไปไหนหรือ?”
“วันนี้มีนัดเรียนปรุงยากับพวกลุงเอลฟ์น่ะ น่าจะกลับมาอีกทีค่ำ ๆ”
“อ๋อ อย่างนั้นเ้าต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะแล้วจากนั้นก็กลับมาปรุงยาให้กับพวกเราแทนไอ้พวกหูแหลมจะได้เลิกใช้เราทำงานเหนื่อย ๆ แลกกับยาของพวกมันเสียที ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”
บ็อบยังไม่วายนินทาชาวเอลฟ์แต่ถึงแม้ปากจะบ่นว่าอย่างนั้นอย่างนี้แต่ชาวคนแคระเองก็ชื่นชอบที่จะติดต่อกับเอลฟ์อยู่เสมอไม่ต่างจากพี่น้องหรือครอบครัวเลยนอกจากนั้นยังมีบางครั้งที่ทั้งคนแคระ โนมและเอลฟ์จัดงานเลี้ยงร่วมกันในวันสำคัญอีกด้วย
“ได้สิเดี๋ยวจะบอกพวกลุง ๆ ให้แล้วกันนะ”
โนบลินพูดแหย่ก่อนจะเดินออกมาจากเขตถ้ำและเข้าไปในเขตป่าลึกอันเป็พื้นที่ของเอลฟ์ จนสังเกตเห็นวงเวทตรวจจับของเผ่าเอลฟ์กระจายอยู่ตามต้นไม้ในป่า
ทันใดนั้นโนบลินได้ยินเสียงะเิอย่างรุนแรงตามมาด้วยเสียงร้องแหลมเล็กเสียดแก้วหูดังมาจากด้านในทางฝั่งที่อยู่ของเผ่าเอลฟ์แรงสั่นะเืจากการะเินั้นส่งมาถึงยังจุดที่โนบลินยืนอยู่จนรู้สึกได้อย่างชัดเจน
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติที่จะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปนี่คือสัญญาณแห่งอันตรายที่แผ่กระจายออกมาจนโนบลินรู้สึกเสียวสันหลังและทำให้หัวใจเขารู้สึกเย็นเฉียบ
ในดงหญ้าด้านหน้าเกิดเสียงดังขึ้นอย่างเร่งร้อนโนบลินรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วระหว่างที่กำลังจะหันหลังกลับเพื่อหลบหนีนั้นเองปรากฏมือหยาบเอื้อมมาคว้าจับแขนของเขาไว้และดึงไม่ให้เขาไปไหนได้
“เ้า!!”
เสียงดังเรียกให้โนบลินต้องหันไปมองและได้พบกับใบหน้าที่คุ้นเคยนั่นคือวู้ดชายชาวเอลฟ์ที่โนบลินรู้จักเป็อย่างดี เขามีท่าทางร้อนรนยืนหอบหายใจอย่างหมดแรงพลางอ้าปากเหมือนจะกล่าวอะไร
“น..โนบลิน เอาสิ่งนี้ไปให้เ้าพวกตัวเล็กและแจ้งว่า [อาลันตา]บุกมาจากทางชายป่า พร้อมกับกองทัพ [โทรล] อีกนับพัน คราวนี้เป็เื่ใหญ่..ขอให้พวกตัวเล็กเตรียมตัวให้ดี..”
พูดจบวู้ดก็ยื่นกระเป๋าหนังใบใหญ่ให้กับโนบลินและหันหลังวิ่งกลับไปในทิศที่เพิ่งมาโดยไม่ล่ำลาสักคำ
ในกระเป๋าที่โนบลินรับไว้นั้นมีน้ำหนักค่อนข้างมากด้านในบรรจุหนังสือปกหนังเล่มหนาแม้จะสงสัยแต่โนบลินก็ไม่มีเวลาพอจะถามและถึงถามตรงนี้ก็คงไม่มีใครอยู่คอยตอบเขาจึงตัดสินใจกลับมาที่ถ้ำเพื่อมอบของให้แก่เหล่าคนแคระ เผื่อว่าเหล่าคนแครพวกเขาจะพออธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ฟังได้บ้าง…
-------------------------------
“หือ? นี่เ้าพวกหูแหลมมันส่งสิ่งนี้มาให้อย่างนั้นหรือ?”
ชาวเผ่าร่างเล็กต่างตื่นใเมื่อได้เห็นสิ่งที่โนบลินถือมาให้เสียงฮือฮาเซ็งแซ่กระจายออกไปเรื่อย ๆ จนโนบลินเริ่มสงสัยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมหนังสือปกหนังเล่มเดียวถึงได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคนได้ขนาดนี้นั่นมันหนังสืออะไรกันแน่
“แบบนี้ดูท่าจะแย่แน่เ้าพวกอาลันตามันไปชักชวนพวกโทรลมาได้ยังไงตั้งเป็พัน สถานการณ์ไม่ใช่เล่น ๆ ไม่อย่างนั้นพวกเ้าหูแหลมคงไม่ส่งสิ่งนี้มาให้เรา”
ลุงเอลเดอร์ ผู้าุโของเหล่าคนแคระเอ่ยขึ้นอย่างหวั่น ๆจนชาวเผ่าร่างเล็กต่างทำหน้าตื่นใไปตาม ๆ กันชาวเผ่าต่างพากันแตกตื่นแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดั้แ่ที่โนบลินจำความได้
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอลุง ทำไมทุกคนดูแตกตื่นกันไปหมดอย่างนี้ล่ะแล้วหนังสือที่พวกลุงเอลฟ์เอามาให้มันคืออะไรกัน พอทุกคนเห็นก็ใกันไปหมดเลย”
โนบลินเอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้เพราะเท่าที่ดูตอนนี้มีเพียงแค่เขาคนเดียวที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“ก็ ตอนนี้เ้าพวกอาลันตามันร่วมมือกับโทรลมาโจมตีเ้าพวกหูแหลมนะสิแถมสถานการณ์ยังเลวร้ายถึงขีดสุด จนเ้าพวกหูแหลมต้องส่งบันทึกเผ่าพันธุ์มาให้เราแสดงว่าสถานการณ์อาจจะรุนแรงจนถึงขนาด...ล้างเผ่าพันธุ์”
“หา..!! ที่พูดนี่หมายถึงพวกลุงเอลฟ์อาจจะตายกันหมดเลยเหรอ?”
“ก็ใช่นะสิก็เ้าพวกอาลันตามัน้าวิทยาการกับความรู้ของพวกหูแหลมรวมไปถึงพวกเราด้วยเหมือนกันทำให้เ้าพวกนั้นต้องส่งบันทึกเผ่าพันธุ์มาให้เราเพื่อช่วยรักษาเผื่อไว้ในกรณีร้ายแรงที่พวกหูแหลมต้านทานไม่อยู่อย่างน้อยก็ไม่ยอมให้พวกอาลันตาได้ความรู้นี้ แต่ว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้เ้าพวกหูแหลมอาจจะต้านทานไว้ไม่ไหวจริงๆ นั่นแหละ และถ้าพวกอาลันตาจัดการพวกหูแหลมได้แล้วเหยื่อรายต่อไปก็คงเป็พวกเราอย่างแน่นอนพวกเราก็เลยกำลังตกลงกันว่าจะยกพลไปช่วยพวกนั้นสู้กับอาลันตา”
“อย่างนั้นฉันขอไปสู้ด้วยสินะลุงนะ” โนบลินเอ่ยอาสาตามประสาเด็กเพราะเขาอยากช่วยให้ทั้งสามเผ่าพันธุ์รอดพ้นจากอันตรายด้วยเช่นกัน
“ไม่ได้หรอก เ้าน่ะไม่สามารถช่วยในการต่อสู้ครั้งนี้ได้หรอกแต่ว่า...ข้าอยากจะให้เ้าช่วยอะไรอย่างอื่น...” เอลเดอร์กล่าวจากนั้นหันไปหาสมาชิกชนเผ่าคนหนึ่ง
“ไปนำมาที”
ชายร่างเล็กสมาชิกของคนแคระพยักหน้ารับและเดินออกไปที่ห้องพักของเอลเดอร์จากนั้นไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกระเป๋าหนังอีกหนึ่งใบและยื่นให้กับลุงเอลเดอร์
“โนบลินเอยข้าอยากให้เ้าช่วยเก็บรักษาบันทึกเผ่าพันธุ์ของพวกเราทั้งสามชนเผ่าไว้และสืบทอดความรู้ของพวกเราต่อไปถึงแม้จะมีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้สอนให้แก่เ้าแต่ข้าเชื่อว่าด้วยความสามารถของเ้าจะสามารถศึกษาได้เองจากบันทึกเหล่านี้เผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นเป็เผ่าพันธุ์ที่โดดเด่นด้านการเรียนรู้และประยุกต์จงใช้ข้อได้เปรียบนั้นบวกกับองค์ความรู้ของพวกเราจัดการเ้าพวกอาลันตาที่คอยรุกรานเผ่าพันธุ์อื่นๆให้ราบคาบและระวังอย่าให้พวกอาลันตามันได้บันทึกนี้ไปเป็อันขาด...เ้า...จะรับปากหรือไม่”
โนบลินตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็อย่างมากถ้าการที่ชาวเผ่าเอลฟ์ส่งบันทึกเผ่าพันธุ์มาให้แก่พวกคนแคระแปลว่าเผ่าพันธุ์เอลฟ์กำลังตกอยู่ในอันตรายแล้วการที่เอลเดอร์ส่งมอบบันทึกของทั้งสามเผ่าพันธุ์ให้แก่โนบลินก็ย่อมหมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้กับทั้งสามเผ่าพันธุ์อย่างนั้นหรือ?
“เอ่อ...ระ..รับฝากไว้ก็ได้ แต่ว่าพวกลุงต้องสัญญาก่อนว่าจะต้องกลับมาเอาบันทึกพวกนี้คืนไปนะ”
โนบลินตอบกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือเพราะตอนนี้เขาตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ปัจจุบันและความเสี่ยงที่เผ่าพันธุ์ที่เขาผูกพันจะถึงกาลล่มสลายเขารับกระเป๋าหนังสองใบมาสะพายไว้บนไหล่และกวาดสายตาไปรอบ ๆสบตาทุกคนที่คุ้นเคยกันมานานด้วยสายตาแสดงความขอบคุณอย่างที่สุด และได้รับการตอบรับด้วยสายตาอ่อนโยนจากชาวกอบลินและโนมทุกคน
ก่อนที่จะมีคนแคระหนึ่งคนมาทำหน้าที่นำทางให้แก่โนบลินให้หนีออกไปตามเส้นทางปลอดภัยของถ้ำคนแคระในระหว่างที่คนอื่น ๆ พากันทยอยสวมใส่เครื่องป้องกันและถืออาวุธขึ้นในมือ
…โนบลินหันกลับมามองภาพนั้นอีกครั้ง เพราะนี่อาจจะเป็ครั้งสุดท้ายที่เข้าจะได้เห็นชาวเผ่าร่างเล็กนี้และเป็ความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ที่เลี้ยงดูเขามาจนโต...