เหตุการณ์ก่อนออกเดินทางสู่แคว้นโจวสามวัน
“จือเหลียง มาหวีผมให้ข้าที” ซูเจินที่กำลังนั่งสางผมของตัวเองเอ่ยขึ้นอย่างเบื่อหน่าย วางหวีลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง สางผมแต่ละทีทำเอาเมื่อยแขนไปหมด ชีวิตก่อนไม่เคยไว้ผมยาวเกินกลางหลังสักที มิหนำซ้ำยังตัดสั้นเหลือแค่บ่าตลอด แต่นี่ตื่นมาผมก็ยาวเฟื้อยเกือบถึงเข่าเลยนะ
สระผมก็ยาก เช็ดผมก็ยาก หวีผมก็ยังยากอีก!
“ไม่เหมาะนะขอรับนายหญิง มีเพียงสามีเท่านั้นที่จะสางผมให้ภรรยาได้”
“ก็ข้าเมื่อย! เจ้าไม่เห็นหรือว่ามันยาวแค่ไหน ข้าเมื่อยมือได้ยินไหม!”
“เช่นนั้น...เดี๋ยวข้าไปเรียกสาวใช้มาให้ก็แล้วกันนะขอรับ” จือเหลียงรีบวิ่งออกจากห้องไป เพื่อตามหญิงสาวสักคนมาสางผมให้นายหญิง
“มาแล้วขอรับนาย...นายหญิง!” จือเหลียงตกใจกรรไกรที่อยู่ในมือของนายหญิงจนตาตั้ง แล้วรีบวิ่งเข้าไปจับมือที่ถือกรรไกรอยู่ไว้แน่น เมื่อนายหญิงทำท่าจะตัดผมตัวเองเมื่อเห็นมีคนเข้ามา แต่ยังช้ากว่าจือเหลียง
“ปล่อยข้านะจือเหลียง ให้ข้าตัดมันออกสักครึ่งนึงเถอะ ข้าไม่ไหวแล้ว”
“นี่ไม่เรียกครึ่งนึงนะขอรับ นายหญิงท่านจะตัดจนสั้นกุดเช่นนั้นมิได้นะขอรับ” จือเหลียงพยายามหยุดยื้อข้อมือของนางเอาไว้ ครึ่งนึงที่นายหญิงว่ามันคือเท่าบ่า! นี่ไม่เรียกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว!
สตรีที่จือเหลียงตามมานั้นเห็นท่าไม่ดี จึงหันหลังวิ่งออกไปตามนายหญิงเจียอี๋
ซูเจินทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างขัดใจ อีกนิดเดียวแท้ๆ ไฉนจึงกลับมาเร็วนักเล่า! นางกะว่าจะตัดออกสักหน่อยก่อนอีกฝ่ายกลับมาแท้ๆเชียว เพราะมัวแต่เสียเวลาหากรรไกรอยู่นั่นแหละ
มัวแต่หยุดยื้อกันไปมา ไม่นานเจียอี๋ก็มาถึง เห็นทั้งคู่ดึงดันกรรไกรไปมาอย่างไม่ยอมกัน นางก็รีบเข้าไปแย่งกรรไกรมาถือไว้เสียเอง เพราะนางกลัวว่ากรรไกรจะแทงโดนใครสักคนเข้า หยุดยื้อไปมาจนนางหวาดเสียว
“นายหญิงท่านจะทำอันใดเจ้าคะ?” เจียอี๋ส่งกรรไกรให้สาวใช้แล้วไล่นางออกไปไกลๆ
“ข้าบอกตั้งหลายหนแล้วว่าให้เลิกเรียกข้าว่านายหญิง” ซูเจินนั่งลงแล้วกลอกตาใส่ “อีกอย่างข้าแค่จะตัดผมเท่านั้น เหตุใดจึงทำเป็นเรื่องใหญ่โตเช่นนี้”
“นาย...เจินเอ๋อร์แต่ไหนแต่ไรการจะตัดผมย่อมต้องดูฤกษ์งามยามดี จะตัดสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไรคนเข้าถือ อีกอย่างเส้นผมก็ถือเป็นสมบัติที่บิดามารดามอบให้ ไม่มีเหตุสมควรจะถือว่าอกตัญญูได้” เจียอี๋พยายามเอาเหตุผลเข้าสู้ “สตรีชั้นสูงถือเส้นผมแสดงความงามและอำนาจบารมี ยิ่งยาวสวยก็ยิ่งมีมากจะตัดจนสั้นไม่ได้นะเจ้าคะ”
“คนอื่นถือแต่ข้าไม่ถือ! บิดามารดาข้าก็ตายไปกันหมดแล้ว ท่านคงมิว่าอะไรหรอก อีกอย่างนะ นี่มันยาวเกินไปท่านเห็นหรือไม่? จะเดินทีคอข้าแทบจะเอียงไปด้านหลังอยู่แล้ว”
นางไม่เข้าใจจริงๆนะ อยู่ที่นู่นอยากจะตัดเมื่อไหร่ตอนไหนก็แค่เดินเข้าร้านตัดผมได้เลย แต่ที่นี่กลับมีขั้นตอนมากมายก่ายกอง ช่างน่ารำคาญเสียจริง
เจียอี๋ไม่ตอบโต้เอาความเงียบเข้าสู้ อย่างไรนางก็จะไม่ยอมให้ตัดจนสั้นกุดแน่ มีเพียงทาสแรงงานชั้นต่ำสุดเท่านั้นที่จะตัดจนสั้น แม้แต่ขอทานก็ยังไว้ยาวเลย อย่างไรนางก็ไม่ยอม!
ซูเจินเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจ “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะไม่ตัดจนสั้นก็ได้ แต่ตัดออกหน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้ข้ามีท่านเป็นญาติพี่น้องเพียงคนเดียว ก็ให้ท่านเป็นคนตัดให้ข้าแทนเป็นอย่างไร?”
เห็นอีกฝ่ายยอมถอยให้หนึ่งก้าว เจียอี๋ก็ยิ้มออกมา “เอาเช่นนั้นก็ได้ ตัดขึ้นหน่อย สักสะโพก ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป”
สะโพกนี่ยังไม่เรียกยาวหรือ “ขึ้นมาอีกหน่อย” ซูเจินต่อรอง
“แต่นี่ก็สั้นมากแล้วนะเจ้าคะ”
“กลางหลัง”
“ได้แค่เอวเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ...ก็ได้” ซูเจินยอมแพ้ ดีกว่าไม่ได้ตัด “จือเหลียงเอากรรไกรมา ไม่ต้องมากพิธีอะไรตัดเลยก็แล้วกัน”
เจียอี๋ยิ้มกว้าง “ได้เจ้าค่ะๆ” นางรับเอากรรไกรจากจือเหลียงแล้วจับเส้นผมของนายหญิงขึ้นมาวัดระยะที่จะตัด จับรวบผมแล้วผูกเอาไว้ “ผมสวยถึงเพียงนี้ น่าเสียดายจริงๆ...”
ฉับๆๆๆ
“เรียบร้อยเจ้าค่ะ”
ซูเจินสะบัดศีรษะเบาๆ “เฮ้อ เบาหัวขึ้นเยอะเลย”
“เส้นผมของท่านข้าจะเก็บเอาไว้เองนะเจ้าคะ” เจียอี๋กำเส้นผมไว้อย่างนึกเสียดาย ผมของนายหญิงสวยจริงๆ ผมนางยังไม่สวยเท่าเลย
“ทิ้งไปเลยก็ได้”
“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เส้นผมที่ตัดออกมาต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี พอได้ฤกษ์ดีค่อยเอามาทำพิธีเผา” ว่ากันว่าเส้นผมที่ตัดออกมาแล้ว จะต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีป้องกันคนเอาไปทำพิธีคุณไสยเอาของเข้าตัวทำร้ายผู้เป็นเจ้าของ หรือไม่ก็จะเกิดเจ็บป่วยเอาได้ เมื่อมีวันดีแล้วก็ค่อยเอาออกมาทำพิธีเผาทิ้ง
ผู้คนไม่นิยมตัดผม มักจะไว้ยาวที่สุดเท่าที่จะไว้ได้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีพิธีเช่นนั้นบ่อยนัก หลายปีจึงจะมีสักหน นายหญิงก็แปลกคนจริง นึกจะตัดก็ตัดเลย
“ยุ่งยากเพียงนั้นเชียว” เจียอี๋พยักหน้า “เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถอะ”
จะทำอย่างไรก็แล้วแต่เลยก็แล้วกัน ข้าขอแค่ได้ตัดผมออกก็พอแล้ว ซูเจินจับลูบผมอย่างพึงพอใจ แม้จะยังยาวอยู่บ้างในความคิดของนาง แต่ก็ยังดีกว่าครั้งแรกมากนัก รู้อย่างนี้ตัดไปตั้งนานแล้ว
วันต่อมา
“นายหญิงเจ้าคะ เหตุใดจึงปล่อยผมสยายเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ”
“อะไรอีกล่ะเจี่ยเจีย ข้าทำอะไรผิดอีก” ซูเจินกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย
“ท่านจะสยายผมเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ มันไม่งามเจ้าค่ะ” เจียอี๋ที่เห็นนายหญิงเดินสยายผมอยู่ในหมู่บ้านก็รีบเดินเข้ามาหา จับรวบเส้นผมเอาไว้ ปล่อยผมให้ผู้อื่นเห็นเช่นนี้ได้อย่างไร
“อยู่ในหมู่บ้านมีแต่คนกันเองทั้งนั้น ไม่เห็นเป็นไรเลย”
“อย่างไรก็ไม่ได้เจ้าค่ะ นอกจากคนในครอบครัวแล้วมีเพียงสามีในอนาคตของท่านเท่านั้นที่จะสยายผมต่อหน้าได้ ท่านจะให้บุรุษอื่นเห็นเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าค่ะ”
“เหตุใดจึงขี้บ่นเช่นนี้เล่า ท่านยังไม่แก่เสียหน่อยบ่นเป็นยายแก่ไปได้” เจียอี๋หน้างอ
“อย่างน้อยก็ปักปิ่นสักชิ้นเถอะเจ้าค่ะ นะเจ้าคะ” สุดท้ายซูเจินก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เจียอี๋จึงวิ่งเข้าไปเลือกปิ่นในหีบสมบัติที่ยกมาจากสุสานมาหนึ่งชิ้น เป็นปิ่นทองประดับหยกล้ำค่าชิ้นงามแต่เพราะนางกลัวว่านายหญิงจะมิชอบ จึงยังคงเรียบง่าย
เจียอี๋รวบปักปิ่นเพียงครึ่งหัว เรียบง่ายทว่างดงามเป็นอย่างยิ่ง นางยิ้มอย่างพอใจในผลงาน