กองทัพเคลื่อนที่ไปช้า ๆ ขณะที่อากาศเย็นลงไปทุกขณะ นี่ทำให้หน่วยเก็บฟืนต้องออกแรงขันแข็งมากขึ้น ด้วยในยามราตรีต้องใช้ไม้ก่อไฟจำนวนมาก ทั้งหุงหาอาหารทั้งให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง
หากเป็นการเดินทัพไปทำศึกสงคราม อาจพอละเรื่องไม้ฟืนได้บ้าง แต่ขบวนเสด็จกลับเมืองหลวงเช่นนี้ ย่อมต้องมีความสะดวกสบายพอประมาณ
หลี่ไฉขอตัวไปควบคุมทหารให้เร่งมือทำงาน เสี้ยวอู่หมิงจึงขับรถม้าเอง
พอตอนสายอากาศอบอุ่น บุรุษหนุ่มเรียกเหมยฮวาออกมานั่งรับแสงอาทิตย์ด้วยกัน
ที่นั่งคนขับของรถม้ายาวพอให้คนสามคนนั่งเบียดกันได้พอดี เสี้ยวอู่หมิงกับเหมยฮวานั่งได้อย่างสบาย
เสี้ยวอู่หมิงสวมชุดขุนนางพลเรือนระดับเจ็ด เหมยฮวาสวมชุดทหารราบธรรมดา เมื่อนั่งเคียงข้างกันทำให้ดูแปลกตาไปบ้าง ดีนี่หน่วยเก็บฟืนอยู่บริเวณตอนท้ายของทัพหลวง ปกติมิค่อยมีผู้สนใจ ส่วนทหารในหน่วยก็ถูกกำชับมิให้พูดจาแพร่งพรายออกไป
เหมยฮวาขยับตัวไปมาคล้ายอึดอัดเล็กน้อย
“พี่สาวเป็นอะไร”
หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจหงุดหงิดกับคำเรียกนี้ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกยินดีที่เสี้ยวอู่หมิงเป็นเหมือนเดิม
“ไม่มีใด ข้าฯเพียงเหนียวตัวอยากอาบน้ำ”
“ผู้น้องสั่งหยุดทัพสักครู่ดีหรือไม่”
เหมยฮวาค้อน แล้วก็ต้องประหลาดใจที่พักนี้ตนแง่งอนกับเสี้ยวอู่หมิงมากขึ้น จึงพยายามควบคุมตัวเองไว้
การนั่งหน้ารถม้าทำให้นางมีโอกาสสังเกตการทำงานของหน่วยเก็บฟืน
ทหารส่วนใหญ่ของหน่วยเป็นเพียงทหารราบธรรมดา มีเพียงหลี่ไฉที่เป็นนายทหาร
“หน่วยของท่านทำหน้าที่อะไร”
นางถามด้วยความสงสัย เพราะเห็นทหารหลายคนแบกตะกร้าไว้ด้านหลัง
“พวกเรามีภารกิจสำคัญยิ่ง หาไม่กองทัพอาจหิวโหยหรือเหน็บหนาวจนไม่สามารถเดินทางได้”
“ทำสิ่งใด”
“เก็บฟืน”
นางหัวเราะคิกออกมา
แม้สวมชุดทหารปอน ๆ หน้าตามอมแมม แต่ไม่อาจปิดบังความหวานของวงหน้ายามแย้มยิ้มได้
เสี้ยวอู่หมิงนิ่งจังงัง
“เก็บฟืน ไม่เคยได้ยินว่ามีหน่วยงานเช่นนี้”
“พี่สาวอย่าดูแคลน ทหารยามเดินทัพแต่ละคนถืออาวุธเตรียมต่อสู้ ไม่มีผู้ใดอยากเดิมท่อม ๆ เก็บไม้ทำฟืน ทั้งการคัดเลือกไม้นั้นมีเคล็ดลับอันซับซ้อน หากไม้ดิบเกินไปก็ติดไฟยาก ไม้บางชนิดเผาไฟแล้วมีพิษ มีไม้บางอย่างนำมาหุงข้าวแล้วมีกลิ่นหอม บางชนิดก็ไล่ยุงกับสัตว์ร้ายได้ ตั้งแต่โบราณมา...”
“พอได้แล้ว ท่านตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้ฟืนเมื่อใด”
“เมื่อครู่”
“วรยุทธระดับท่านไม่น่าจะต้องมาทำหน้าที่นี้กระมัง”
“เมื่อรับราชการย่อมไม่อาจเลือกงานได้มากนัก”
เหมยฮวาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนเสี้ยวอู่หมิงย่อมไม่เหมาะกับงานเก็บฟืน
“อาการพี่สาวเป็นอย่างไร”
นางไม่ต้องพอกยาแล้ว ทำให้เหมยฮวานับถือหวงฮูหยินหมดใจ แม้พิษงูของรองเจ้าสำนักปราบมังกรอันลึกลับยังรักษาได้ในไม่กี่วัน
“ดีขึ้นมาก ข้าฯจะไปได้เมื่อใด”
แท้จริงด้วยนิสัยของเหมยฮวา นางไปมาตามใจ คราวนี้กลับถามความเห็นของเสี้ยวอู่หมิง แม้แต่ตนเองยังไม่เข้าใจ
“ท่านอยู่ต่อสักพักเถิด ในกองทัพย่อมปลอดภัยกว่า ทั้งหากท่านจากไปข้าฯอาจถูกงูพิษขบกัดหรือธาตุไฟเข้าแทรกเมื่อใดก็ได้”
คำพูดนี้แสดงว่าเสี้ยวอู่หมิงยึดถือว่านางห่วงใยตน
เหมยฮวารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ แต่เมื่อเป็นเพียงคำพูดทึกทัก ก็มิสะดวกกับการโวยวายออกไปให้เข้าทางคนน่าหมั่นไส้ข้าง ๆ
“หากต่อสู้กันตรง ๆ ยังไม่แน่ว่าหม่าหลิวตงจะเอาชนะท่านได้ เพียงระวังงูพิษคงไม่ยากเกินไปกระมัง”
“ถ้าผู้น้องโคจรลมปราณแล้วเป็นลมไป คงไม่มีใครมาดูแล”
นี่คือสิ่งที่เหมยฮวายังกังวล กล่าวย้อนกลับไปนี่คือผลจากการที่เสี้ยวอู่หมิงคอยช่วยเหลือนาง
สุดท้ายไม่ว่าด้วยเหตุใด นางยังต้องอยู่ในกองทัพ
เมื่อถึงเวลาค่ำ หิมะโปรยปราย
เป็นหิมะแรกของปี
หลังอาหารเสี้ยวอู่หมิงและเหมยฮวานั่งจับเจ่าอยู่ในกระโจม
เกล็ดหิมะขัดบรรยากาศจนใสราวแก้วผลึก แสงดาวเป็นจุดแต้มกระจายทั่วผืนฟ้า
แสงกองไฟวอมแวมผ่านผืนผ้ากระโจมเข้ามาเห็นเป็นเงาลางเลือน
ดีที่ในกระโจมมีโคมน้อยอยู่โคมหนึ่ง
เหมยฮวาใช้ผ้าห่มคลุมกาย
เสี้ยวอู่หมิงนอนเอกเขนกบนเตียง ทำจมูกฟุดฟิด
นางขยับตัวคว้าหินเล็ก ๆ ขึ้นมาก้อนหนึ่ง ทำท่าจะขว้างใส่บุรุษหนุ่ม แต่คิดได้ว่าเป็นการแสดงออกอย่างสนิทสนมเกินไปจึงวางลง
เสี้ยวอู่หมิงถอนหายใจอย่างหวุดหวิด
พักหนึ่งทหารก็ยกหม้อต้มขนาดใหญ่เข้ามา ควันน้ำร้อนกระจายทั่วกระโจม มองเห็นเหมือนม่านฝันประการหนึ่ง
“ผู้น้องพยายามแล้ว ยากจะหาลำธารให้พี่สาวอาบน้ำ ทั้งอากาศเช่นนี้อาจทำให้จับไข้ไม่สบาย อย่างไรก็ใช้น้ำร้อนเช็ดตัวแก้ขัดไปพลางก่อน คงทำให้สดชื่นได้บ้าง”
เหมยฮวายิ้มออกมาได้ในที่สุด
นางลุกขึ้นทำท่าจะถอดชุดทหารออก
“ช้าก่อนพี่สาว เดี๋ยวผู้น้องจะออกไปเฝ้าหน้ากระโจมให้”
เหมยฮวาส่งสายตาหวานมาอย่างขบขัน
“ออกไปยืนข้างนอกผู้อื่นก็จะสงสัย ท่านหันหลังเฝ้าทางเข้าไว้ก็พอ ใช้เวลาไม่นานหรอก”
ว่าแล้วก็เปลื้องเสื้อผ้าอย่างเร็ว เสี้ยวอู่หมิงรีบหมุนตัวกลับแทบไม่ทัน สองหูยังได้ยินเสียงเหมยฮวาถอดเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า
นางงามนั่งลงใช้ผ้าผืนเล็กชุบน้ำร้อนลูบไล้ตามร่างกาย ตอนแรกตั้งใจจะรีบเช็ดตัวให้เสร็จเร็ว ๆ แต่เมื่อสัมผัสกับน้ำที่อุ่นพอดี สร้างความสุขสบายยิ่ง นางจึงค่อย ๆ ถูผ้าน้อยไปตามร่างกายทุกซอกมุม
เสียงผ้าสัมผัสกับผิวกายอ่อนนุ่ม ไอน้ำขับกลิ่นหอมตามธรรมชาติของนางออกมา เสี้ยวอู่หมิงคันหัวใจยิ่ง
“น้ำอุ่นนัก ลำบากพวกท่านเกินไปหรือไม่”
นางกล่าวขณะใช้ผ้าถูจนถึงปลีน่องขาวผ่อง
เสี้ยวอู่หมิงหักห้ามใจไม่หันไปมอง แต่ใช้ลมปราณเร่งเร้าประสาทจมูก หู และจิตนการทั้งหมดออกพร้อมกัน
เหมยฮวาหลับตาลง ปล่อยอารมณ์ไปตามเนื้อผ้าที่ไล้ผิวกาย
เสี้ยวอู่หมิงพลันหันกลับมาในทันที
เหมยฮวารู้สึกตัวลืมตาขึ้นก็เห็นมันจ้องมาทางนางเขม็ง
“ท่าน”
มิทันพูดอันใดต่อ เสี้ยวอู่หมิงหยิบหินก้อนเล็กมาเมื่อใดไม่ทราบ ก่อนใช้สองนิ้วสะบัดหินผ่านศีรษะนางไปเล็กน้อย
เหมยฮวาลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ เอี้ยวตัวมองเห็นงูเผือกสีขาวตัวหนึ่งนอนบิดไปมา ส่วนหัวมีรอยทะลุโลหิตสีแดงฉานไหลทะลัก
ครู่หนึ่งมันก็แน่นิ่งไป
เหมยฮวาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทันใดนางก็คิดขึ้นได้ว่า บัดนี้ยืนตัวเปล่าถือผ้าผืนน้อยอยู่เพียงผืนเดียว
เสี้ยวอู่หมิงเหมือนไม่เห็นนาง พุ่งเข้าไปที่ซากงูนั่น เมื่อไม่พบงูตัวอื่น จึงค่อยผ่อนลมหายใจ
เหมยฮวาหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมช้า ๆ
นางไม่รู้ว่าจะรีบสวมเสื้อผ้าต่อหน้าเสี้ยวอู่หมิงไปเพื่ออะไร
ด้วยสายตาระดับมัน ไม่มีสิ่งใดบนเรือนร่างนางที่มันไม่เคยเห็นอีกแล้ว
เสี้ยวอู่หมิงหาไม้เขี่ยซากงูช้อนเดินออกไปหาหลี่ไฉด้านนอก
พอเห็นงูสีขาวเผือก แม้จะตัวไม่ใหญ่เท่าใด หลี่ไฉก็หน้าตาแตกตื่น
“งูเข้าไปในกระโจมได้อย่างไร”
หลี่ไฉย่อมแปลกใจ ด้วยมันควบคุมทหารให้ใช้ดินถมขอบกระโจมของเสี้ยวอู่หมิงด้วยตนเอง ทั้งยังโรยผงกันงูไว้โดยรอบ นับว่าปลอดภัยกว่าพวกทหารที่ต้องนอนอยู่กลางดินมาก แต่กลับมีงูเข้าไปในกระโจมได้เป็นครั้งที่สอง
ดีที่เสี้ยวอู่หมิงไม่มีท่าทางโกรธเคือง หากเป็นขุนนางผู้ใหญ่หรือนายทหารคนอื่น หลี่ไฉและผู้ใต้บังคับบัญชาอาจต้องรับโทษไม่เบา
“เก็บซากงูนี้ไว้ พรุ่งนี้นำไปให้ท่านเฟิงตรวจสอบ”
ที่แท้ซากงูตัวแรกก็ถูกนำไปตรวจสอบเช่นกัน
หลี่ไฉกระวีกระวาดปฏิบัติตาม
เสี้ยวอู่หมิงกลับเข้าไปในกระโจม
เหมยฮวาตรวจตามซอกมุมต่าง ๆ อีกหลายรอบ จนพบรูเล็ก ๆ ใต้ขอบกระโจม ลักษณะเป็นรอยใหม่ คาดว่างูเผือกตัวนั้นอาศัยรูนี้เข้ามา
เสี้ยวอู่หมิงและเหมยฮวาทราบดีว่านี่มิใช่ลักษณะของงูทั่วไป ดูท่ารองประมุขผู้นี้ไม่ยอมละเว้นทั้งสองโดยง่าย
“งูดำหนึ่งตัว ขาวหนึ่งตัว คราวหน้ามิทราบเป็นงูสีใด”
เสี้ยวอู่หมิงกล่าวออกมาด้วยต้องการให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่เหมยฮวายังมีท่าทีตึงเครียด หันมามองสำรวจมัน
“ท่านโดนขบกัดหรือไม่”
“ไม่แม้แต่น้อย”
“ดีแล้ว ข้าฯพึ่งนึกถึงเรื่องที่ยายเฒ่าเคยเล่าให้ฟัง ว่ารองประมุขผู้หนึ่งถนัดในการใช้งูพิษเป็นอาวุธ งูสีดำนั่นมีพิษราวสิบเท่าของงูพิษทั่วไป ส่วนงูเผือกมีพิษราวสิบเท่าของงูดำ”
เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกว่าน้ำลายเหนียวคอขึ้นมา รีบออกจากกระโจมไปกำชับหลี่ไฉให้ระวังพิษงูอย่างเข้มงวด หลี่ไฉจึงใช้ผ้าหนาห่อส่วนหัวของงูเผือกไว้ ก่อนจะพอกด้วยดินอีกชั้นหนึ่ง เสี้ยวอู่หมิงจึงยอมกลับเข้ามาในกระโจม
คราวนี้เหมยฮวานั่งอยู่ที่เตียง
“ขอบคุณท่านมาก มิเช่นนั้นหากพลาดพลั้งอาจมีทหารถูกพิษจากซากงูนั่นเข้า”
“ข้าฯต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน ตอนที่เช็ดตัวประมาทไปจริง ๆ ท่านทราบได้อย่างไรว่างูนั่นเข้ามา”
นางมั่นใจว่าเสี้ยวอู่หมิงคงไม่บังเอิญหันมามองนางพอดี แม้มันมีท่าทางเอาเปรียบนางบ้าง แต่มันไม่เคยกระทำจนเกินงาม
“ผู้น้องได้ยินเสียงเลื้อยของมันเบา ๆ แต่กลิ่นคาวของมันต่างจากกลิ่นหอมของพี่สาวอย่างชัดเจน”
เหมยฮวามองตาบุรุษหนุ่ม ไม่พบว่าเป็นการพูดหยอกล้อ
“ท่านช่างมีความสามารถพิเศษจริง ๆ”
“ขอบคุณพี่สาวที่ชม”
“นั่งลง”
เสี้ยวอู่หมิงงุนงง
“ข้าพเจ้าทำสิ่งใดผิดไป”
บุรุษหนุ่มรีบเปลี่ยนสรรพนาม ด้วยเกรงว่าเหมยฮวาไม่พอใจที่ตนหันไปมองนางเต็มสองตา
แน่นอนว่าเสี้ยวอูหมิงจดจำภาพเรือนร่างของนางได้ดีราวกับศิลปินเอกของแผ่นดินมาวาดไว้ในความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำเล่านับร้อยนับพันครั้ง
“ข้าฯบอกให้นั่ง”
เสี้ยวอู่หมิงทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง ยังนึกหาข้อแก้ตัวไม่ออก แต่มองหน้านางก็ไม่มีลักษณะว่าโกรธเคืองอันใด
เหมยฮวาเดินมาด้านหลัง ก่อนใช้สองมือนุ่มนิ่มบีบไหล่ที่แข็งเกร็งของเสี้ยวอู่หมิงที่กำลังตกตะลึงกว่าการพบงูตัวใดในโลก
“คืนนี้ท่านหาน้ำร้อน ทั้งช่วยชีวิตข้าพเจ้าอีกครั้ง พี่สาวคนนี้จะนวดไหล่ให้ แต่เพียงนวดเท่านั้น อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไป”
เสี้ยวอู่หมิงพยักหน้าไม่ตอบคำ ในใจมิรู้คิดไปไหนต่อไหน