กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 57 งูเผือก

            กองทัพเคลื่อนที่ไปช้า ๆ ขณะที่อากาศเย็นลงไปทุกขณะ นี่ทำให้หน่วยเก็บฟืนต้องออกแรงขันแข็งมากขึ้น ด้วยในยามราตรีต้องใช้ไม้ก่อไฟจำนวนมาก ทั้งหุงหาอาหารทั้งให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง

            หากเป็นการเดินทัพไปทำศึกสงคราม อาจพอละเรื่องไม้ฟืนได้บ้าง แต่ขบวนเสด็จกลับเมืองหลวงเช่นนี้ ย่อมต้องมีความสะดวกสบายพอประมาณ

            หลี่ไฉขอตัวไปควบคุมทหารให้เร่งมือทำงาน เสี้ยวอู่หมิงจึงขับรถม้าเอง

            พอตอนสายอากาศอบอุ่น บุรุษหนุ่มเรียกเหมยฮวาออกมานั่งรับแสงอาทิตย์ด้วยกัน

            ที่นั่งคนขับของรถม้ายาวพอให้คนสามคนนั่งเบียดกันได้พอดี เสี้ยวอู่หมิงกับเหมยฮวานั่งได้อย่างสบาย

            เสี้ยวอู่หมิงสวมชุดขุนนางพลเรือนระดับเจ็ด เหมยฮวาสวมชุดทหารราบธรรมดา เมื่อนั่งเคียงข้างกันทำให้ดูแปลกตาไปบ้าง ดีนี่หน่วยเก็บฟืนอยู่บริเวณตอนท้ายของทัพหลวง ปกติมิค่อยมีผู้สนใจ ส่วนทหารในหน่วยก็ถูกกำชับมิให้พูดจาแพร่งพรายออกไป  

            เหมยฮวาขยับตัวไปมาคล้ายอึดอัดเล็กน้อย

            “พี่สาวเป็นอะไร”

            หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจหงุดหงิดกับคำเรียกนี้ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกยินดีที่เสี้ยวอู่หมิงเป็นเหมือนเดิม 

            “ไม่มีใด ข้าฯเพียงเหนียวตัวอยากอาบน้ำ”

            “ผู้น้องสั่งหยุดทัพสักครู่ดีหรือไม่”

            เหมยฮวาค้อน แล้วก็ต้องประหลาดใจที่พักนี้ตนแง่งอนกับเสี้ยวอู่หมิงมากขึ้น จึงพยายามควบคุมตัวเองไว้

            การนั่งหน้ารถม้าทำให้นางมีโอกาสสังเกตการทำงานของหน่วยเก็บฟืน

            ทหารส่วนใหญ่ของหน่วยเป็นเพียงทหารราบธรรมดา มีเพียงหลี่ไฉที่เป็นนายทหาร 

            “หน่วยของท่านทำหน้าที่อะไร”

            นางถามด้วยความสงสัย เพราะเห็นทหารหลายคนแบกตะกร้าไว้ด้านหลัง

            “พวกเรามีภารกิจสำคัญยิ่ง หาไม่กองทัพอาจหิวโหยหรือเหน็บหนาวจนไม่สามารถเดินทางได้”

            “ทำสิ่งใด”

            “เก็บฟืน”

            นางหัวเราะคิกออกมา              

            แม้สวมชุดทหารปอน ๆ หน้าตามอมแมม แต่ไม่อาจปิดบังความหวานของวงหน้ายามแย้มยิ้มได้

            เสี้ยวอู่หมิงนิ่งจังงัง

            “เก็บฟืน ไม่เคยได้ยินว่ามีหน่วยงานเช่นนี้”

            “พี่สาวอย่าดูแคลน ทหารยามเดินทัพแต่ละคนถืออาวุธเตรียมต่อสู้ ไม่มีผู้ใดอยากเดิมท่อม ๆ เก็บไม้ทำฟืน ทั้งการคัดเลือกไม้นั้นมีเคล็ดลับอันซับซ้อน หากไม้ดิบเกินไปก็ติดไฟยาก ไม้บางชนิดเผาไฟแล้วมีพิษ มีไม้บางอย่างนำมาหุงข้าวแล้วมีกลิ่นหอม บางชนิดก็ไล่ยุงกับสัตว์ร้ายได้ ตั้งแต่โบราณมา...”

            “พอได้แล้ว ท่านตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้ฟืนเมื่อใด”

            “เมื่อครู่”

            “วรยุทธระดับท่านไม่น่าจะต้องมาทำหน้าที่นี้กระมัง”

            “เมื่อรับราชการย่อมไม่อาจเลือกงานได้มากนัก”

            เหมยฮวาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนเสี้ยวอู่หมิงย่อมไม่เหมาะกับงานเก็บฟืน

            “อาการพี่สาวเป็นอย่างไร”

            นางไม่ต้องพอกยาแล้ว ทำให้เหมยฮวานับถือหวงฮูหยินหมดใจ แม้พิษงูของรองเจ้าสำนักปราบมังกรอันลึกลับยังรักษาได้ในไม่กี่วัน

            “ดีขึ้นมาก ข้าฯจะไปได้เมื่อใด”

            แท้จริงด้วยนิสัยของเหมยฮวา นางไปมาตามใจ คราวนี้กลับถามความเห็นของเสี้ยวอู่หมิง แม้แต่ตนเองยังไม่เข้าใจ

            “ท่านอยู่ต่อสักพักเถิด ในกองทัพย่อมปลอดภัยกว่า ทั้งหากท่านจากไปข้าฯอาจถูกงูพิษขบกัดหรือธาตุไฟเข้าแทรกเมื่อใดก็ได้”

            คำพูดนี้แสดงว่าเสี้ยวอู่หมิงยึดถือว่านางห่วงใยตน

            เหมยฮวารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ แต่เมื่อเป็นเพียงคำพูดทึกทัก ก็มิสะดวกกับการโวยวายออกไปให้เข้าทางคนน่าหมั่นไส้ข้าง ๆ

            “หากต่อสู้กันตรง ๆ ยังไม่แน่ว่าหม่าหลิวตงจะเอาชนะท่านได้ เพียงระวังงูพิษคงไม่ยากเกินไปกระมัง”

            “ถ้าผู้น้องโคจรลมปราณแล้วเป็นลมไป คงไม่มีใครมาดูแล”

            นี่คือสิ่งที่เหมยฮวายังกังวล กล่าวย้อนกลับไปนี่คือผลจากการที่เสี้ยวอู่หมิงคอยช่วยเหลือนาง

            สุดท้ายไม่ว่าด้วยเหตุใด นางยังต้องอยู่ในกองทัพ

            เมื่อถึงเวลาค่ำ หิมะโปรยปราย 

            เป็นหิมะแรกของปี

            หลังอาหารเสี้ยวอู่หมิงและเหมยฮวานั่งจับเจ่าอยู่ในกระโจม

            เกล็ดหิมะขัดบรรยากาศจนใสราวแก้วผลึก แสงดาวเป็นจุดแต้มกระจายทั่วผืนฟ้า

            แสงกองไฟวอมแวมผ่านผืนผ้ากระโจมเข้ามาเห็นเป็นเงาลางเลือน

            ดีที่ในกระโจมมีโคมน้อยอยู่โคมหนึ่ง

            เหมยฮวาใช้ผ้าห่มคลุมกาย

            เสี้ยวอู่หมิงนอนเอกเขนกบนเตียง ทำจมูกฟุดฟิด

            นางขยับตัวคว้าหินเล็ก ๆ ขึ้นมาก้อนหนึ่ง ทำท่าจะขว้างใส่บุรุษหนุ่ม แต่คิดได้ว่าเป็นการแสดงออกอย่างสนิทสนมเกินไปจึงวางลง

            เสี้ยวอู่หมิงถอนหายใจอย่างหวุดหวิด

            พักหนึ่งทหารก็ยกหม้อต้มขนาดใหญ่เข้ามา ควันน้ำร้อนกระจายทั่วกระโจม มองเห็นเหมือนม่านฝันประการหนึ่ง

            “ผู้น้องพยายามแล้ว ยากจะหาลำธารให้พี่สาวอาบน้ำ ทั้งอากาศเช่นนี้อาจทำให้จับไข้ไม่สบาย อย่างไรก็ใช้น้ำร้อนเช็ดตัวแก้ขัดไปพลางก่อน คงทำให้สดชื่นได้บ้าง”

            เหมยฮวายิ้มออกมาได้ในที่สุด

            นางลุกขึ้นทำท่าจะถอดชุดทหารออก

            “ช้าก่อนพี่สาว เดี๋ยวผู้น้องจะออกไปเฝ้าหน้ากระโจมให้”

            เหมยฮวาส่งสายตาหวานมาอย่างขบขัน

            “ออกไปยืนข้างนอกผู้อื่นก็จะสงสัย ท่านหันหลังเฝ้าทางเข้าไว้ก็พอ ใช้เวลาไม่นานหรอก”

            ว่าแล้วก็เปลื้องเสื้อผ้าอย่างเร็ว เสี้ยวอู่หมิงรีบหมุนตัวกลับแทบไม่ทัน สองหูยังได้ยินเสียงเหมยฮวาถอดเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า

            นางงามนั่งลงใช้ผ้าผืนเล็กชุบน้ำร้อนลูบไล้ตามร่างกาย ตอนแรกตั้งใจจะรีบเช็ดตัวให้เสร็จเร็ว ๆ แต่เมื่อสัมผัสกับน้ำที่อุ่นพอดี สร้างความสุขสบายยิ่ง นางจึงค่อย ๆ ถูผ้าน้อยไปตามร่างกายทุกซอกมุม

            เสียงผ้าสัมผัสกับผิวกายอ่อนนุ่ม ไอน้ำขับกลิ่นหอมตามธรรมชาติของนางออกมา เสี้ยวอู่หมิงคันหัวใจยิ่ง

            “น้ำอุ่นนัก ลำบากพวกท่านเกินไปหรือไม่”

            นางกล่าวขณะใช้ผ้าถูจนถึงปลีน่องขาวผ่อง

            เสี้ยวอู่หมิงหักห้ามใจไม่หันไปมอง แต่ใช้ลมปราณเร่งเร้าประสาทจมูก หู และจิตนการทั้งหมดออกพร้อมกัน

            เหมยฮวาหลับตาลง ปล่อยอารมณ์ไปตามเนื้อผ้าที่ไล้ผิวกาย

            เสี้ยวอู่หมิงพลันหันกลับมาในทันที

            เหมยฮวารู้สึกตัวลืมตาขึ้นก็เห็นมันจ้องมาทางนางเขม็ง

            “ท่าน”

            มิทันพูดอันใดต่อ เสี้ยวอู่หมิงหยิบหินก้อนเล็กมาเมื่อใดไม่ทราบ ก่อนใช้สองนิ้วสะบัดหินผ่านศีรษะนางไปเล็กน้อย

            เหมยฮวาลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ เอี้ยวตัวมองเห็นงูเผือกสีขาวตัวหนึ่งนอนบิดไปมา ส่วนหัวมีรอยทะลุโลหิตสีแดงฉานไหลทะลัก

            ครู่หนึ่งมันก็แน่นิ่งไป

            เหมยฮวาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

            ทันใดนางก็คิดขึ้นได้ว่า บัดนี้ยืนตัวเปล่าถือผ้าผืนน้อยอยู่เพียงผืนเดียว

            เสี้ยวอู่หมิงเหมือนไม่เห็นนาง พุ่งเข้าไปที่ซากงูนั่น เมื่อไม่พบงูตัวอื่น จึงค่อยผ่อนลมหายใจ

            เหมยฮวาหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมช้า ๆ

            นางไม่รู้ว่าจะรีบสวมเสื้อผ้าต่อหน้าเสี้ยวอู่หมิงไปเพื่ออะไร

            ด้วยสายตาระดับมัน ไม่มีสิ่งใดบนเรือนร่างนางที่มันไม่เคยเห็นอีกแล้ว

            เสี้ยวอู่หมิงหาไม้เขี่ยซากงูช้อนเดินออกไปหาหลี่ไฉด้านนอก

            พอเห็นงูสีขาวเผือก แม้จะตัวไม่ใหญ่เท่าใด หลี่ไฉก็หน้าตาแตกตื่น

            “งูเข้าไปในกระโจมได้อย่างไร”

            หลี่ไฉย่อมแปลกใจ ด้วยมันควบคุมทหารให้ใช้ดินถมขอบกระโจมของเสี้ยวอู่หมิงด้วยตนเอง ทั้งยังโรยผงกันงูไว้โดยรอบ นับว่าปลอดภัยกว่าพวกทหารที่ต้องนอนอยู่กลางดินมาก แต่กลับมีงูเข้าไปในกระโจมได้เป็นครั้งที่สอง

            ดีที่เสี้ยวอู่หมิงไม่มีท่าทางโกรธเคือง หากเป็นขุนนางผู้ใหญ่หรือนายทหารคนอื่น หลี่ไฉและผู้ใต้บังคับบัญชาอาจต้องรับโทษไม่เบา

            “เก็บซากงูนี้ไว้ พรุ่งนี้นำไปให้ท่านเฟิงตรวจสอบ”

            ที่แท้ซากงูตัวแรกก็ถูกนำไปตรวจสอบเช่นกัน

            หลี่ไฉกระวีกระวาดปฏิบัติตาม

            เสี้ยวอู่หมิงกลับเข้าไปในกระโจม

            เหมยฮวาตรวจตามซอกมุมต่าง ๆ อีกหลายรอบ จนพบรูเล็ก ๆ ใต้ขอบกระโจม ลักษณะเป็นรอยใหม่ คาดว่างูเผือกตัวนั้นอาศัยรูนี้เข้ามา

            เสี้ยวอู่หมิงและเหมยฮวาทราบดีว่านี่มิใช่ลักษณะของงูทั่วไป ดูท่ารองประมุขผู้นี้ไม่ยอมละเว้นทั้งสองโดยง่าย

            “งูดำหนึ่งตัว ขาวหนึ่งตัว คราวหน้ามิทราบเป็นงูสีใด”

            เสี้ยวอู่หมิงกล่าวออกมาด้วยต้องการให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่เหมยฮวายังมีท่าทีตึงเครียด หันมามองสำรวจมัน

            “ท่านโดนขบกัดหรือไม่”

            “ไม่แม้แต่น้อย”

            “ดีแล้ว ข้าฯพึ่งนึกถึงเรื่องที่ยายเฒ่าเคยเล่าให้ฟัง ว่ารองประมุขผู้หนึ่งถนัดในการใช้งูพิษเป็นอาวุธ งูสีดำนั่นมีพิษราวสิบเท่าของงูพิษทั่วไป ส่วนงูเผือกมีพิษราวสิบเท่าของงูดำ”

            เสี้ยวอู่หมิงรู้สึกว่าน้ำลายเหนียวคอขึ้นมา รีบออกจากกระโจมไปกำชับหลี่ไฉให้ระวังพิษงูอย่างเข้มงวด หลี่ไฉจึงใช้ผ้าหนาห่อส่วนหัวของงูเผือกไว้ ก่อนจะพอกด้วยดินอีกชั้นหนึ่ง เสี้ยวอู่หมิงจึงยอมกลับเข้ามาในกระโจม

            คราวนี้เหมยฮวานั่งอยู่ที่เตียง

            “ขอบคุณท่านมาก มิเช่นนั้นหากพลาดพลั้งอาจมีทหารถูกพิษจากซากงูนั่นเข้า”

            “ข้าฯต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน ตอนที่เช็ดตัวประมาทไปจริง ๆ ท่านทราบได้อย่างไรว่างูนั่นเข้ามา”

            นางมั่นใจว่าเสี้ยวอู่หมิงคงไม่บังเอิญหันมามองนางพอดี แม้มันมีท่าทางเอาเปรียบนางบ้าง แต่มันไม่เคยกระทำจนเกินงาม

            “ผู้น้องได้ยินเสียงเลื้อยของมันเบา ๆ แต่กลิ่นคาวของมันต่างจากกลิ่นหอมของพี่สาวอย่างชัดเจน”

            เหมยฮวามองตาบุรุษหนุ่ม ไม่พบว่าเป็นการพูดหยอกล้อ 

            “ท่านช่างมีความสามารถพิเศษจริง ๆ”

            “ขอบคุณพี่สาวที่ชม”

            “นั่งลง”

            เสี้ยวอู่หมิงงุนงง

            “ข้าพเจ้าทำสิ่งใดผิดไป”

            บุรุษหนุ่มรีบเปลี่ยนสรรพนาม ด้วยเกรงว่าเหมยฮวาไม่พอใจที่ตนหันไปมองนางเต็มสองตา

            แน่นอนว่าเสี้ยวอูหมิงจดจำภาพเรือนร่างของนางได้ดีราวกับศิลปินเอกของแผ่นดินมาวาดไว้ในความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำเล่านับร้อยนับพันครั้ง

            “ข้าฯบอกให้นั่ง”

            เสี้ยวอู่หมิงทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง ยังนึกหาข้อแก้ตัวไม่ออก แต่มองหน้านางก็ไม่มีลักษณะว่าโกรธเคืองอันใด

            เหมยฮวาเดินมาด้านหลัง ก่อนใช้สองมือนุ่มนิ่มบีบไหล่ที่แข็งเกร็งของเสี้ยวอู่หมิงที่กำลังตกตะลึงกว่าการพบงูตัวใดในโลก

            “คืนนี้ท่านหาน้ำร้อน ทั้งช่วยชีวิตข้าพเจ้าอีกครั้ง พี่สาวคนนี้จะนวดไหล่ให้ แต่เพียงนวดเท่านั้น อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไป”

            เสี้ยวอู่หมิงพยักหน้าไม่ตอบคำ ในใจมิรู้คิดไปไหนต่อไหน

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน