บทที่ 34 จะแพ้แล้วจริงหรือ
“หม่อมฉันถูกปรักปรำเพคะ!” ฮองเฮาคุกเข่าลงบนพื้น
“ข้าไม่ต้องการฟังคำพูดที่ไร้ความหมายพวกนี้ เครื่องหอมประสานใจอยู่ในความดูแลของฮองเฮามาตลอด ตอนนี้กลับไปปรากฏในมือโจวเป่าหลิน เจ้าต้องมอบคำอธิบายที่ฟังขึ้นให้ข้า” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปทางฮองเฮา แววตาปราศจากไออุ่นแม้เศษเสี้ยว
“หม่อมฉันสะเพร่าเลินเล่อ เกรงว่าคงถูกนางกำนัลสักคนขโมยไป ฝ่าบาทโปรดให้เวลาหม่อมฉัน หม่อมฉันจะสืบให้รู้ความจริงจนได้เพคะ” ฮองเฮาแสร้งกล่าวอย่างเยือกเย็น
“เฮอะ ยังต้องให้เวลาฮองเฮาอีกหรือเพคะ เมื่อครู่โจวเป่าหลินก็บอกแล้วว่าเครื่องหอมประสานใจ ฉางเย่กับอะไรอีกสักอย่างนั่นล้วนซ่อนอยู่บนแท่นบูชาในห้องพระส่วนพระองค์ของฮองเฮา หากตรวจดูก็จะได้รู้ความจริง”
ฮุ่ยเฟยสมกับที่เป็นบุตรีตระกูลแม่ทัพ ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดเช่นนั้นยังกล้าก้าวออกมาพูด
“หุบปาก! ฮองเฮาเป็นนายของวังหลวง มารดาของแผ่นดิน จะบอกว่าค้นก็ค้นเลยได้อย่างไร” ฮองเฮายังไม่เอ่ยวาจา เสียงหมัวมัวข้างกายนางก็กล่าวขึ้นด้วยท่าทางเคร่งเครียด
เสียงหมัวมัวเป็นแม่นมของฮองเฮา มีตำแหน่งไม่ธรรมดาในวังหลวง คำพูดและการกระทำของนางเป็นตัวแทนประสงค์ของฮองเฮา
“เจ้าต่างหากที่ต้องหุบปาก เจ้านายกำลังพูด บริวารไม่มีสิทธิ์สอดปาก ข้าเคารพเจ้าเพราะเห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ข้างกายฮองเฮา ข้าขอแนะนำเจ้าสักคำ อย่าได้ทำให้ฮองเฮาต้องเสื่อมเกียรติ” ฮุ่ยเฟยเป็นคนใจกล้ามาแต่ไหนแต่ไร ยามตอกกลับแม่นมจึงไม่ตกเป็นรองแม้แต่น้อย
เสียงหมัวมัวผู้นั้นเห็นว่าคุยกับฮุ่ยเฟยไปก็ไร้ผล จึงหันหน้าไปหาโอรสสวรรค์ “ฝ่าบาท หลายปีมานี้ฮองเฮาดูแลวังหลัง แม้ไม่มีความดีความชอบก็มีความเหนื่อยยาก อย่าได้ทรงคลางแคลงใจเพียงเพราะวาจาปั้นน้ำเป็นตัวเหล่านั้นนะเพคะ”
“ปั้นน้ำเป็นตัวหรือไม่ก็ต้องดูกันที่หลักฐาน โจวเป่าหลินพูดจริงหรือโกหก เพียงค้นตำหนักก็ได้รู้แล้ว” ฮุ่ยเฟยไม่ยอมเลิกรา
ฝ่าบาทไม่เอ่ยวาจา เพียงมองพวกนางทะเลาะกันนิ่ง ๆ
“ฮองเฮาเป็นหน้าตาของราชวงศ์ ถ้าจะค้นตำหนักเพียงเพราะวาจาเลื่อนลอย ความน่าเกรงขามของราชวงศ์จะอยู่ที่ไหน?” เสียงหมัวมัวกล่าวอย่างดึงดัน
“เสียงหมัวมัวคัดค้านการค้นตำหนักเช่นนี้ บนแท่นบูชาคงไม่ได้มีสิ่งของที่พบผู้คนไม่ได้จริง ๆ หรอกนะ พวกท่านถึงต้องพยายามปิดบังอำพรางกันขนาดนี้” ฮุ่ยเฟยกล่าวต่อไป
“ท่านอย่าใส่ร้ายคนอื่น” เสียงหมัวมัวเห็นว่าจะรับมือไม่ไหวแล้ว ทรวงอกสะท้านขึ้นลงอย่างรุนแรงเหมือนหายใจไม่ทัน “ความบริสุทธิ์ของฮองเฮาไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะมาใส่ร้ายได้”
“ความบริสุทธิ์มีตนเองเป็นผู้พิสูจน์ หม่อมฉันยังเป็นฝ่ายขอร้องให้องครักษ์เสินอิงเว่ยค้นตำหนักเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ถ้าฮองเฮาบริสุทธิ์จริง ไหนเลยจะต้องหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาปฏิเสธการค้นตำหนัก ในสายตาของหม่อมฉัน คำพูดของโจวเป่าหลินน่ากลัวว่าคงเป็นเรื่องจริง” ฮุ่ยเฟยกล่าวด้วยแววตาเจิดจ้า
“เจ้านับเป็นตัวอะไรถึงกล้ามาสงสัยข้า!” ในที่สุดฮองเฮาก็ไม่หลบอยู่หลังเสียงหมัวมัวอีกต่อไป ตวาดกร้าวขณะชี้หน้าฮุ่ยเฟย
แผ่นหลังของฮุ่ยเฟยยังคงตั้งตรง แววตาแน่วแน่ “หม่อมฉันไม่นับเป็นอันใดทั้งนั้น เพียงถามหาความจริงแทนกุ้ยเฟยที่นอนอยู่ข้างใน รวมถึงพี่สาวน้องสาวที่อยู่ในที่แห่งนี้ด้วยก็เท่านั้น”
“โจวเป่าหลินไม่เพียงแต่เปิดโปงยาพิษที่ชั่วร้ายอย่าง ‘ฉางเย่’ กับ ‘จินอู’ นางยังพูดว่าโรคภูมิแพ้ของเจิ้งเหลียงเยวี่ยนและการตกเลือดหลังคลอดลูกของหยางเหม่ยเหรินเกี่ยวข้องกับฮองเฮาอีกด้วย”
เมื่อวาจานี้ดังขึ้น กู้อวี้ก็ก้าวออกมา “ทูลฝ่าบาท ตกลงแล้วฮองเฮามีส่วนพัวพันกับเรื่องวางยาพิษพี่สาวของข้าและองค์ชายหกหรือไม่ เพียงตรวจดูก็รู้ได้”
เจิ้งเหลียงเยวี่ยนและหยางเหม่ยเหรินก้าวออกมา “ฝ่าบาทโปรดมีรับสั่งให้ค้นตำหนักด้วยเพคะ”
เวลานั้นเอง สนมคนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายฮองเฮาพลันก้าวออกมาพูดว่า “ฝ่าบาท ค้นตำหนักไม่ได้นะเพคะ ฮองเฮาทรงดูแลวังหลังมาหลายปี ความลำบากตรากตรำทุกคนล้วนประจักษ์กับตาตนเอง ไม่อาจปล่อยให้ฮองเฮาต้องรับความอัปยศอดสูเพราะการค้นตำหนักนะเพคะ”
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร
ฮ่องเต้มีสีพระพักตร์มืดครึ้ม ไม่เอ่ยวาจา
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นฮองเฮาของพระองค์ เป็นภรรยาของพระองค์นะเพคะ ความอัปยศทั้งหมดที่หม่อมฉันได้รับจะถูกจารึกไว้ในบันทึกประวัติศาตร์โดยไม่ตกหล่นไปสักคำในภายหน้า ฝ่าบาททรงอยากถูกบันทึกไว้ว่ามีฮองเฮาที่มีเรื่องอื้อฉาวหรือเพคะ?” ฮองเฮากุมอกกล่าวเสียงสะอื้น
กู้อวี้กำมือทั้งสองแน่น นางเข้าใจฮ่องเต้ดี ทราบว่าฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ชาวประชามีต่อตนเองมากเพียงไร วาจานี้ของฮองเฮาเปรียบได้กับมีดคมกริบเล่มหนึ่ง เสียบลงกลางพระทัยฮ่องเต้ แต่กลับยกเรื่องตำราประวัติศาสตร์มาพันบาดแผลเอาไว้ ไม่ให้เลือดไหลออกมา
นางใช้วิธีการที่อ้อมค้อมมายอมรับข้อสงสัยที่มีต่อตนเอง แต่ก็ยังจะบังคับให้ฝ่าบาทกลบเกลื่อนให้ ด้วยแน่ใจว่าฝ่าบาทจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เพราะจะนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์
สมกับที่เป็นฮองเฮาผู้กุมอำนาจในวังหลังอย่างมั่นคงมาหลายปี วิธีการโหดเหี้ยม โหดร้ายกับผู้อื่นและยังโหดร้ายกับตนเองยิ่งกว่า
ฝ่าบาทได้ยินดังนั้น พระพักตร์เย็นชาดุจน้ำแข็งก็ปรากฏร่องรอยปริแตก สร้อยประคำสิบแปดเม็ดในมือหมุนเร็วกว่าเดิม
จิตใจกู้อวี้จมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง ด้วยทราบว่าฝ่าบาทมีเจตนาจะปล่อยฮองเฮา นางพยายามข่มความแค้นเคือง ไม่อยากยอมแพ้ พี่สาวต้องเสี่ยงชีวิต สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการปล่อยผ่านของฮ่องเต้เช่นนี้น่ะหรือ
นางจ้องออกไปข้างนอก ยังไม่มา …ทำไมถึงยังไม่มาอีก!
“ช่างเถอะ ฮองเฮา…”
กู้อวี้กัดฟันแน่น จะแพ้แล้วจริงหรือ?
ฮ่องเต้ยังตรัสไม่จบก็มีเสียงร้องไห้ดังมาจากข้างนอก
เป็นองค์ชายหก!
กู้อวี้คลายมือออกแล้วถอนหายใจออกมา ก่อนหน้านี้นางประเมินเวลาเอาไว้ สั่งให้นางกำนัลในตำหนักจิ่งซิ่วไปแจ้งเรื่องนี้ต่อองค์ชายหกที่สำนักศึกษาหลวง โชคดีที่กลับมาทันเวลา
นางไม่เชื่อหรอกว่าเมื่อมีองค์ชายหกมาร่วมด้วย ฝ่าบาทยังจะปล่อยผ่านไปอีก
องค์ชายหกที่เพิ่งมีพระชันษาครบสิบสองปีร้องไห้วิ่งเข้ามา กล่าวอย่างทำอะไรไม่ถูกว่า “เสด็จแม่ของข้าเล่า? เสด็จแม่ของข้าเป็นอะไรไป”
ฝ่าบาททรงพระทัยอ่อนยวบ แสดงท่าทีบอกให้โอรสเข้ามาหาตนเอง
ทว่าองค์ชายหกเห็นฮ่องเต้แล้วกลับถอยหลังไปสองก้าว หันมาโผเข้าอ้อมอกของกู้อวี้ และพูดเสียงสั่นเครือ
“ท่านน้า นางกำนัลบอกว่าเสด็จแม่ถูกพิษจนหมดสติไปและยังไม่ฟื้น ที่นางพูดมาไม่จริงใช่ไหม วันนี้เสด็จแม่ยังลูบหัวข้าอยู่เลย บอกให้ข้าตั้งใจเรียนหนังสือ ทำไมจู่ ๆ ถึงถูกพิษได้เล่า”
กู้อวี้คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นเช็ดน้ำตาให้เด็กชาย พลางกลืนสะอื้นตอบว่า “องค์ชายหก กุ้ยเฟย… อยู่ข้างใน กระหม่อมพาท่านไปดูดีกว่า”
ใบหน้าขององค์ชายหกพลันซีดเผือด ร่างโงนเงน กู้อวี้จูงมือพาเขาเดินเข้าไปข้างใน
เมื่อเห็นกุ้ยเฟยนอนไม่ได้สติอยู่บนแท่นบรรทม องค์ชายหกก็พลันร้องห่มร้องไห้ “เสด็จแม่ เสด็จแม่ ท่านเป็นอะไรไป ท่านรีบฟื้นขึ้นมาเร็วเข้า ท่านไม่ต้องการถังเอ๋อร์แล้วหรือ”
“หมอหลวง พวกท่านรีบรักษาเสด็จแม่เร็วเข้า ทำไมเสด็จแม่ถึงยังไม่ฟื้น”
หมอหลวงหลินกล่าว “ทูลองค์ชาย กุ้ยเฟยถูกพิษพ่ะย่ะค่ะ หากไม่มียาแก้พิษ กระหม่อมคงได้แก้พิษให้กุ้ยเฟยตามอาการ แต่ไม่อาจรับประกันได้เช่นกันว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่”
“ยาแก้พิษ?” องค์ชายหกพึมพำ
เขาพลันวิ่งออกมาคุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้ “เสด็จพ่อ ท่านครอบครองใต้หล้า จะต้องมียาแก้พิษแน่ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”
ยาแก้พิษ ‘ฉางเย่’ หายสาบสูญไประหว่างเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงในวังหลวง แม้แต่หมอหลวงหลินยังทำได้เพียงใช้ยารักษาตามอาการของกุ้ยเฟย
ครั้นทอดพระเนตรโอรสที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตา ฮ่องเต้พลันขยับเรียวปาก แต่กลับไม่อาจเอ่ยออกมา
“เสด็จพ่อ ท่านช่วยเสด็จแม่ด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ ลูกสูญเสียเสด็จแม่ไปแล้วหนึ่งคน ไม่อาจสูญเสียไปอีกคนนะพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหกร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น
วิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว ทันใดนั้นองค์ชายหกกลับพรวดพราดเข้ามา รวมถึงฮ่องเต้ที่พระทัยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด ฮองเฮาร่างสั่นสะท้าน โชคดีที่เสียงหมัวมัวช่วยประคองแขนนางเอาไว้จึงไม่ถึงกับทรุดฮวบลงบนพื้น
“ฝ่าบาท เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พระองค์ยังไม่ยินดีจะพิสูจน์ความจริงแทนกุ้ยเฟยกับองค์ชายหก ไม่ยินดีค้นวังฉางชุนของฮองเฮาอีกหรือเพคะ” ฮุ่ยเฟยกล่าวอย่างปวดใจ