ที่ภายนอกลานเต๋า หงจวินจ้องมองบานประตูด้วยสายตาคมกริบ
เจ้าเดรัจฉาน... หากคราวนี้ข้ามาถึงหน้าประตูแล้วเจ้ายังไม่ยอมโผล่หัวออกมาอีกล่ะก็ อย่าได้หาว่าข้าไร้เมตตา!
การที่ทงเทียนทำลายแผนการของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้หงจวินขุ่นเคืองใจยิ่งนัก ยามนี้เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า หากทงเทียนยังคงหลบหน้าอยู่อีก เขาจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในทันที
หงจวินรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าภายในลานเต๋ายังคงเงียบสงัดไร้สุ้มเสียงใด ๆ เขาจึงเตรียมที่จะลงมือ
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง บานประตูใหญ่ของลานเต๋าก็ค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ
ปรากฏเงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังบานประตูนั้น
“ท่านมรรคาจารย์หงจวินให้เกียรติมาเยือนถึงที่ ผู้น้อยเสียมารยาทแล้ว เชิญท่านเข้าไปข้างในเถิด”
เงาร่างนั้นหาใช่ใครอื่น แต่คือร่างอวตารที่สวีทงแยกออกมาด้วยวิชาหนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์นั่นเอง
หงจวินจ้องมองร่างตรงหน้าด้วยสายตาอันลึกล้ำประดุจจะมองให้ทะลุปรุโปร่ง ร่างอวตารนี้สัมผัสได้ถึงความคมกริบของสายตานั้น ราวกับว่าหงจวินกำลังจะกินดวงวิญญาณของเขา
ทว่าร่างอวตารนี้หาได้ใส่ใจไม่ ต่อให้หงจวินจะมองทะลุเพียงใดแล้วจะทำอะไรได้? ในเมื่อวิชาหนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์นั้นรังสรรค์ตัวตนที่มีเนื้อหนังมังสาสมบูรณ์แบบ หากจะกล่าวว่ายามนี้ร่างอวตารนี้เหมือน ‘ทงเทียน’ ตัวจริงยิ่งกว่าสวีทงเสียอีกก็คงไม่ผิดนัก เพราะกลิ่นอายและตัวตนของเขาใกล้เคียงกับทงเทียนดั้งเดิมมากที่สุด
สวีทงมั่นใจยิ่งนักว่า ต่อให้เป็นหงจวินก็ไม่มีทางตรวจพบพิรุธ
และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้จริง ๆ
หลังจากหงจวินกวาดสายตาสำรวจทงเทียนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ เขาจึงจำต้องระงับจิตสังหารที่เคยมีก่อนหน้านี้ลง
“สหายเต๋าทงเทียนให้เกียรติแล้ว เป็นข้าผินเต้าเองที่ดั้นด้นมาเยือนโดยไม่บอกกล่าว หวังว่าสหายเต๋าจะไม่ถือสา”
เดิมทีหงจวินตั้งใจจะลงมือสังหารเพื่อระบายโทสะ เพราะการคำนวณสืบเสาะดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเมื่อครู่ ทำให้เขาต้องสูญเสียพลังแห่งวิถีสวรรค์ที่อุตส่าห์สะสมมาไปจนสิ้น เรียกได้ว่าความพยายามหลายปีพังทลายลงในพริบตา หากหงจวินจะรามือไปง่าย ๆ ย่อมไม่ใช่เขา
ทว่าทันทีที่เห็นร่างอวตารนี้ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
เพราะยามนี้ ทงเทียนเบื้องหน้าเขามีพลังบำเพ็ญเพียงขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นปลายที่เพิ่งบรรลุได้ไม่นานเท่านั้น
แม้จะเดินบนวิถีพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลัง ทว่าในสายตาหงจวิน เรื่องนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป เขามั่นใจว่ายามนี้วิถีสวรรค์เริ่มปิดกั้นมหาเต๋า ทงเทียนย่อมไม่อาจหยั่งรู้สัจธรรมได้อีก และพลังคงจะติดชะงักอยู่ที่ขั้นนี้ไปตลอดกาล หากวันหน้าต้องการรุดหน้า ย่อมต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากเขาเอง
สำหรับหงจวินแล้ว คนตรงหน้าก็เป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ค่าเกินกว่าจะลดตัวลงไปเข่นฆ่าให้เสียเกียรติ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น โทสะในใจของหงจวินก็มลายหายไปกว่าครึ่ง
“ท่านมรรคาจารย์ เชิญเข้าไปสนทนากันด้านในเถิด”
ร่างอวตารของสวีทงเชิญหงจวินเข้าไปยังตำหนักรองของลานเต๋า
ภายในตำหนักรอง
ทั้งสองนั่งลงเผชิญหน้ากัน สวีทงเป็นฝ่ายเปิดฉากสนทนาด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ทราบว่าท่านมรรคาจารย์มาเยือนในวันนี้ มีธุระสำคัญอันใดหรือ?”
สวีทงไม่คิดจะอ้อมค้อมให้เสียเวลา เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์ชัดเจน และตัวเขาเองก็ต้องการเจรจาเงื่อนไขเช่นกัน ดังนั้นการเปิดอกคุยกันย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อเห็นสวีทงเข้าประเด็นอย่างรวดเร็ว หงจวินก็ไม่ประวิงเวลา เอ่ยปากเข้าเรื่องทันที
“ที่ข้ามาในวันนี้ เพราะต้องการของสิ่งหนึ่ง... หวังว่าสหายเต๋าทงเทียนจะยอม ‘ตัดใจสละให้’ แก่ข้า”
“โอ้? ของสิ่งใดกันหนอ ที่ทำให้ท่านมรรคาจารย์ถึงกับต้องดั้นด้นมาด้วยตนเองเช่นนี้” สวีทงแสร้งถามทั้งที่รู้แก่ใจ
หงจวินมิได้ใส่ใจท่าทีนั้น เขาเอ่ยต่อว่า
“ไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่คือ ‘ดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้า’ ที่อยู่ในมือสหายเต๋านั่นเอง สิ่งนี้ข้ามีความจำเป็นต้องนำไปใช้ประโยชน์บางประการ จึงอยากจะขอให้สหายเต๋ายอมมอบมันให้แก่ข้า”
หงจวินไม่ได้บอกสวีทงว่าของสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการบรรลุปราชญ์ของศิษย์คนอื่น ๆ เขาเข้าใจว่าสวีทงคงมิอาจล่วงรู้ความลับระดับลิขิตสวรรค์นี้ได้
หากเขาบอกความจริงไปว่าต้องใช้ดินสวรรค์เพื่อส่งเสริมการจุติของปราชญ์ เขากลัวว่าสวีทงจะเรียกผลตอบแทนมหาศาล จนทำให้เขาจัดการลำบาก
ที่สำคัญที่สุดคือ หงจวินไม่เต็มใจจะมอบผลประโยชน์ใด ๆ ให้แก่สวีทงเลยแม้แต่น้อย เจ้านี่สร้างเรื่องปวดหัวให้เขามามาก หากยามนี้เขายังต้องมาเอาอกเอาใจประจบประแจงอีก มันช่างเป็นเรื่องที่อัดอั้นตันใจยิ่งนัก
แม้จะเป็นตัวตนที่ทรงพลังเช่นหงจวิน แต่เขาก็ยังคงมี ‘กิเลส’ และความลำเอียงส่วนตนหลงเหลืออยู่
สวีทงเมื่อได้ยินคำพูดที่ดูนอบน้อมทว่าแฝงเล่ห์กลของหงจวิน เขาก็ลอบแค่นเสียงเย็นในใจ
ตาแก่เอ๋ย... คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าของสิ่งนี้มีไว้ทำอะไร หึ ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะไขสือทำเป็นไม่รู้ความ เช่นนั้นก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน
สวีทงแสร้งแสดงสีหน้าลำบากใจออกมาทันที
“ท่านมรรคาจารย์ ใช่ว่าข้าไม่ต้องการสละให้ แต่ดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้านี้คือรากวิญญาณอันล้ำค่า กล่าวตามตรง ข้าเองก็มีความจำเป็นต้องใช้มันในการบำเพ็ญเช่นกัน ลำพังที่มีอยู่ในมือยามนี้ก็ยังไม่พอใช้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเรื่องนี้เกรงว่า...”
สวีทงหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านี้ ทว่าเจตนาปฏิเสธนั้นชัดเจนหาใดเปรียบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงจวินก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที
เจ้านี่ช่างไม่รู้ความจริง ๆ
เดิมทีเขาคิดว่าเพียงแค่เสียสละหน้าตายอมมาหาถึงที่ ก็น่าจะได้รับดินสวรรค์มาครองได้โดยง่าย แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมหลงกล
หงจวินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนแผนใหม่
“หากสหายเต๋ายอมตัดใจสละให้ ข้าผินเต้ายินดีที่จะนำสมบัติวิเศษมาแลกเปลี่ยน สหายเต๋าเห็นเป็นอย่างไร?
ข้าสังเกตดู เห็นว่าสหายเต๋ายังไม่มีสมบัติวิเศษชิ้นใดไว้คุ้มครองกาย ข้ามีกระบี่วิเศษอยู่สี่เล่ม จะขอมอบให้แก่สหายเต๋าเพื่อเป็นการตอบแทน
ขอเพียงสหายเต๋ายอมมอบดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาให้ข้าเท่านั้น”
พูดจบ หงจวินก็ลอบชมเชยความปราดเปรื่องของตนเองในใจ
แม้เขาจะเพิ่งนำสี่กระบี่สังหารเซียนไปวางไว้ที่หน้าผาแบ่งสมบัติ แต่นั่นก็เป็นของของเขา เขาย่อมสามารถเรียกกลับมาเมื่อใดก็ได้
หากเขาสามารถใช้สี่กระบี่สังหารเซียนมาแลกกับดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้สำเร็จ ย่อมถือเป็นการได้ประโยชน์สองต่อ เพราะสี่กระบี่สังหารเซียนนั้นใช่ว่าจะเป็นวาสนาสำหรับทุกคน หากวันใดเขาต้องการ เขาก็เพียงแค่ขยับปลายนิ้วนิดเดียว ทงเทียนก็จะตกอยู่ในมหันตภัยชำระกัลป์ทันที
และการทำเช่นนี้เขายังได้ดินสวรรค์มาแก้ปัญหา โดยไม่ต้องติดค้างหนี้บุญคุณใครอีกด้วย
เมื่อนึกถึงแผนการนี้ หงจวินก็รู้สึกสาแก่ใจอยู่ลึก ๆ
ทว่าสวีทงที่ได้ยินข้อเสนอนั้น กลับลอบกลอกตาอยู่ในใจ
ข้าว่าแล้ว... ตาแก่เจ้าเล่ห์นี่ไม่มีทางหวังดีแน่ ๆ ถึงขนาดจะเอาสี่กระบี่สังหารเซียนมาแลกกับดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเนี่ยนะ?
ไอ้กระบี่สี่เล่มนั้นมันคือ ‘กับดัก’ ที่เจ้าเตรียมไว้ให้ข้าชัด ๆ !
มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะจ้องวางแผนทำร้ายข้าอีก หากข้ายอมส่งดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าให้เจ้าไปง่าย ๆ ล่ะก็ ให้เขียนชื่อข้ากลับหลังได้เลยเอ้า!
สวีทงครุ่นคิดในใจ ก่อนจะเอ่ยปากออกมา
“ท่านมรรคาจารย์หงจวิน บอกตามตรงเลยนะ ทงเทียนอย่างข้าหามีความทะเยอทะยานใด ๆ ไม่ ข้าเพียงต้องการบำเพ็ญอย่างสงบเงียบเพื่อความมั่นคงของชีวิต และข้าก็ไม่คิดจะย่างกรายออกจากเขาคุนหลุนแห่งนี้ ดังนั้นการมีกระบี่วิเศษไว้ครอบครองจึงไม่ได้มีประโยชน์อันใดสำหรับข้าเลย”
สวีทงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“หากท่านมรรคาจารย์ไม่มีธุระอันใดอื่นแล้ว ก็เชิญท่านเดินทางกลับเถิด ดินสวรรค์เก้าชั้นฟ้านี้ ข้ามิอาจสละให้ได้จริง ๆ ”
กล่าวจบ สวีทงก็แสดงท่าทีเสียดายพลางลุกขึ้นยืน ประหนึ่งกำลังจะขับไล่แขกออกไปในทันที
หงจวินถึงกับนิ่งตะลึงตาค้าง
บัดซบ! ข้าเพิ่งจะมาถึง เจ้าก็จะไล่ข้ากลับแล้วรึ? นี่เรายังเจรจากันไม่จบเลยนะ!
แน่นอนว่าหงจวินมิอาจเอ่ยคำนั้นออกมาได้ แต่เมื่อเห็นสวีทงดื้อดึงไม่ยอมตกหลุมพราง เขาก็เริ่มจะหมดความอดทน
“สหายเต๋าทงเทียน ข้าขอเตือนให้เจ้าพิจารณาให้รอบคอบอีกสักครั้ง... ของบางอย่างหากถือครองไว้ในมือโดยไม่มีบารมีพอ บางทีมันอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”
สิ้นวาจา หงจวินพลันแผ่ซ่านพลังกดดันแห่งปราชญ์ออกมาวูบหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าเมื่อแผนการใช้ไม่ได้ผล เขาก็เลือกที่จะใช้กำลังเข้าข่มขู่แทน
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลแห่งปราชญ์ สวีทงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าหงจวินจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้
ทว่าไม่นานนัก สวีทงกลับเผยรอยยิ้มออกมา
เริ่มร้อนรนแล้วสินะ? หึหึ ดี... ข้ากลัวแต่ว่าเจ้าจะไม่ร้อนรนน่ะสิ บังอาจมาขู่ข้าเชียวรึ วันนี้แหละ ข้าจะทำให้เจ้าต้องปวดใจจนเนื้อเต้นเชียวล่ะ!