ตอนที่ 142 หมอกพิษ
ที่ห้องประชุมขนาดใหญ่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่รัฐบาลพร้อมด้วยรัฐมนประจำเมืองหลวงต่างนั่งกันอยู่พร้อมหน้าสีหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
การถกเถียงแบ่งออกเป็นสามฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องให้สมาพันธ์นักล่าส่งคืนเมืองโดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของประเทศ
อีกกลุ่มคุยเรื่องของผลประโยชน์มากกว่าที่จะไปยึดเมืองซานติเกียคืนแต่ก็ยังไม่เห็นด้วยกับการยึดเมืองซานติเกีย
และกลุ่มสุดท้ายซึ่งเสนอทั้งสองวิธีคือให้ลดอำนาจของสมาพันธ์นักล่าและต้องการให้สมาพันธ์นักล่ากลายเป็นหน่วยงานหน่วยหนึ่งของกองทัพเท่านั้น
โดยพวกขาอ้างเหตุผลว่าเนโคปู่ของไนเรลนั้นถือว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
แต่แล้วอยู่ก่อนที่การประชุมจะได้ข้อสรุปก็เกิดเรื่องบางอย่างขึ้นไฟภายในห้องดับลง ควันจากแก๊สพิษปล่อยเข้ามาทางช่องระบายอากาศเกิดเหตุยิ่งกันในทุก ๆ จุดของเมืองหลวงไทกีล่า
แต่ดูเหมือนคนที่ลงมือก่อเหตุจะว่างแผนมาอย่างดีพวกมันใช้มนุษย์ชั้นสูงระดับเดียวกันสองคนประกบมนุษย์ชั้นสูงของฝ่ายรัฐบาลไทกีล่าหนึ่งคนทำให้มนุษย์ชั้นสูงของไทกีล่าตายอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้นไม่กี่นาทีก็ประกาศสภาวะฉุกเฉินและเกิดสงครามภายในเมืองหลวงไทกีล่า
ส่งครามนั้นขยายตัวอย่างต่อเนื่องมีหลายกลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้องและแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นยอมมีตัวหลักในการลงมือก็คือพาราซัส
แต่ที่น่าแปลกขณะเกิดเหตุกลับไม่มีใครรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเนื่องจากสัญญาณสื่อสารระหว่างเมืองโดนตัดหมด แม้แต่รถไฟประตูเมืองหลวงใหม่ถูกสั่งปิดห้ามใครเข้าออก
แต่หลังจากนั้นกลับมีกลุ่มทหารและมนุษย์ชั้นสูงติดอาวุธถึงสองขบวนรถเดินทางออกไปจากเมืองหวงไทกีล่าใหม่พร้มกันนั้นยังมีเครื่องบินอีกหลายลำตามพวกเขาไป
และจุดหมายของพวกมันก็คือ เมืองย่อย 101ทิ้งไว้เพียงภาพของเมืองหลวงใหม่ไทกีล่าที่ยังคงมีการต่อสู้อย่างรุนแรง
ซึ่งตอนนี้เมืองย่อย 101 ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเมืองย่อยอื่น ๆจึงทำได้เพียงประกาศสภาวะฉุกเฉินให้มนุษย์และนักล่าทุกคนกลับมาภายในเมืองและปิดประตูเมือง
รัฐมนตรีพาลเมอร์และพลตรีวินเซนต์ต่างก็เตรียมกำลังทหารออกลาดตะเวนและสั่งคุมเข้าพลเมืองทุกคนเพราะถึงพวกเขาไม่รู้ แต่ก็พอจะเดาอะไรบางอย่างออก
ทางด้านสมาพันธ์นักล่าเองก็เตรียมพร้อมเช่นกันแต่เพราะเจ้าหน้าที่กว่าครึ่งได้ย้ายไปเมืองย่อย 101และเหลือผู้พิทักสมาพันธ์นักล่าที่ถูกทิ้งไว้อีกประมาณ 300 นาย
ถึงจะมองว่าสมาพันธ์นักล่าอ่อนแอแต่ในสายตาของนักล่าส่วนใหญ่พวกเขาพึ่งพาได้ดีกว่ารัฐบาลในบางด้านซะอีก
แต่นักล่าเหล่านี้หารู้ไม่ว่าตอนนี้เมืองซานติเกียยังคงวุ่นวายมากพอสมควรเนื่องจากตอนนี้มีฝูงซอมบี้นับหมื่นตัวหลายสิบฝูงกำลังมุ่งหน้ามาที่เมืองซานติเกียถ้าแค่นั้นมันก็ไม่เรียกว่าอันตรายกองกำลังหมาป่าสามารถซุ่มโจมตีซอมบี้พวกนี้ได้ที่ละฝูง
แต่ดูเหมือนพวกมันกำลังรวมตัวกันจากหมื่นเพิ่มขึ้นเป็นหลายหมื่นในเวลาสั้น ๆ ไม่ถึงหนึ่งวันดังนั้นกองกำลังหมาป่าต้องขอกำลังเสริมซึ่งแน่นอนว่ามีเพียงกองกำลังพยัคฆ์
ทั้งสองกองกำลังมีสมาชิกในกองกำลังมากกว่า 800 คนต่อกองกำลังแล้วแต่พวกเขาก็ยังหวั่น ๆ ซอมบี้อยู่จากการคาดเดาภายในสองวันมันน่าจะเพิ่มขึ้นไปเกินแสน
ถึงหลายคนจะเคยผ่านสงครามซอมบี้ที่มีจำนวนหลายแสนแล้วที่เมืองย่อย101 แต่ที่เมืองย่อยพวกเขามีกำลังทหารและอาวุธอย่างปืนใหญ่พลังงานแต่ในตอนนี้อย่าว่าแต่ปืนใหญ่พลังงานเลยแม้แต่กำแพงเมืองที่ใช้ต้านการโจมตียังไม่มีเลยเพราะตอนนี้ทั้งสองกองกำลังออกมาดักฆ่าพวกมันนอกเมืองซานติเกีย
ที่เป็นแบบนี้เพราะตอนนี้เมืองซานติเกียยังสร้างกำแพงไม่เสร็จและไม่อาจจะให้พวกมันรวมตัวกันได้มากกว่านี้ไม่เช่นนั้นต่อให้มีกำแพงของเมืองซานติเกียแต่ก็ไม่อาจจะต้านซอมบี้ที่เพิ่มไปแสนและล้านตัวได้
ดังนั้นทักคนจึงใช้วิธีการหลอกล่อพวกมันและลดจำนวนเท่าที่จะทำได้
ขณะเดียวกันทางด้านเมืองซานติเกียก็เตรียมรับศึกกับซอมบี้และเรื่องความผิดปกติของเมืองหลวงไทกีล่าโดยที่ยังคงพยายามให้ซีโร่ติดต่อไนเรลให้ได้
เนื่องจากก่อนที่จะเกิดเรื่องทุกอย่าง 3วันก่อนไนเรลได้ออกเดินทางและขาดการติดต่อไปในเขตที่มีสนามแม่เหล็กรุนแรงปิดกันสัญญาณทุกอย่างซึ่งแน่นอนว่าไนเรลได้แจ้งทางเอวาไว้แล้วว่าจะเข้าไปในพื้นที่ปิดอาจจะติดต่อไม่ได้สักพัก
ในเวลาเดียวกันทางด้านของกลุ่มของไนเรลก็มายืนอยู่หน้าหมอกสีเทาราวกับควันไฟลักษณะการดำรงอยู่ของหมอกเหล่านี้แปลกประหลาดมากพวกมันเกาะกลุ่มรวมตัวกันเป็นเหมือนโดมล้อมรอบหุบเขากินพื้นที่กว่า100 กิโลเมตรหนาแน่นจนมองภายในไม่เห็นทางข้างหน้า แม้ฝนที่ตกลงมาก็ยังไม่สามารถซะล้างหมอกพิษให้หายไปได้
ด้านหลังยังคงมีชารอนที่สนใจหมอกด้านหน้าเธอหยิบตัวอย่างขวดออกมาเก็บตัวอย่างหมอกทางด้านของเมสันก็กำลังเตรียมอุปกรณ์ของตนเองอยู่ซึ่งมีอาวุธครบครันตั้งแต่หน้ากากกันแก๊สพิษ ปืนเรียวกัน ระเบิด มีด ดาบ พลุสัญญาณแม้แต่ชุดสูทอย่างเกราะรบ M2 ที่พึ่งออกมาใหม่ เมสันก็สามารถหามันมาได้
“ปู่เมสันคุณเป็นมนุษย์ชั้นสูงไม่ใช่เหรอทำไมถึงแต่งตัวซะเต็มที่ขนาดนี้”เสียงของนิเรียดังขึ้นมา ขณะที่เธอจับนั้นเล่นนี่ของชุดเกราะรบ M2อยู่พร้อมกับกล่าวชม “สุดยอด ปู่เมสันปรับแต่งได้สุดยอดมาพลังของมันน่าจะเพิ่มมากกว่า50 เปอร์เซ็นต์เลย”
“แน่นอนอยู่แล้วด้วยความสามารถระดับฉันแค่เกราะรบกระจอกนี้ก็สามารถวิเคราะห์ได้โดยใช้เวลาไม่นานถ้ามีเวลาและเครื่องมือพร้อมสามารถสร้างออกมาได้อย่างแน่นอน”
“แต่คงต้องหลังจากที่ได้เครื่องมือมาก่อน” เมสันพูดด้วยความคาดหวังที่สมาพันธ์นักล่ามีวัตถุดิบระดับสูงมากมายแต่ดันติดที่ไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ตอบสนองเขาได้เมสันจึงไม่สามารถแสดงความสามารถที่มีได้ทั้งหมด
เมื่อจัดเตรียมของเสร็จเมสันก็หันไปถามไนเรลอีกครั้ง“ข้างในจะมีของที่ฉันต้องการแน่นะ ไม่ใช่ว่ามาเสียเวลาเปล่าฉันยังมีงานประกอบปืนเรียวกันค้างไว้อยู่”
“มีนะมีแน่ แต่ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่ บางที่คุณต้องไปดูเอง”ไนเรลตอบด้วยน้ำเสียงที่ยืนยัน “ทุกคนสวมหน้ากากไว้ด้วย และระวังตัวหมอกพิษนี้อันตรายมากมันเกิดมาจากต้นไม้ประหลาดกลายพันธุ์ไม่มีชื่อเรียกแต่ส่วนใหญ่ฉันจะเรียกมันว่า ‘เห็ดระเบิดพิษ’
คนปกติสูดดมเข้าไปจะตายทันที ส่วนมนุษย์ชั้นสูงนั้นทนได้นานกว่าแต่ถ้าโดนมาก ๆ เข้าตายเหมือนกัน ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ต้องระวังมากกว่านี้คือซอมบี้ภายในเทือกเขานี้ เมื่อก่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีโรงแรมและหมูบ้านอยู่คงจะมีซอมบี้อยู่ในหมอกไม่น้อย”
หลังจากไนเรลพูดจบก็เดินเข้าหาหมอกทั้งที่ไม่ใส่หน้ากากกันแก๊สพิษกวาดมือเพียงหนึ่งครั้ง ความสามารถ [สนามพลังอากาศ S] ก็ทำงานหมอกรอบ ๆ ตัวของเขากระจายออกเหลือเพียงอากาศบริสุทธิ์ราวกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกคนเดิมตายเข้ามาในระยะความสามารถสนามพลังอากาศของไนเรล
แต่ก็ยังเตรียมหน้ากากกันแก๊สพิษไว้ด้วยเพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในหมอก
ทุกคนเดินตามไนเรลไปโดยทิ้งม้ายักษ์ที่ขี่มาด้วยไว้ด้านหลัง
ภายในพื้นที่ที่เหมือนฟองอากาศของสนามพลังอากาศของไนเรลมี ชารอนเมสัน นิเรีย เจคอบ และเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์นักล่าอีก 10 คน
ทั้งกลุ่มเคลื่อนตัวไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่องถึงหลายคนจะไม่รู้ว่าไปทางไหน แต่ชารอนและไนเรลก็พอจะรู้บ้างและแน่นอนว่าการรู้ของทั้งสองคนนั้นต่างกันออกไป แต่ก็ไม่มาก
ทั้ง 15 คนเดินไปตามหมอกลึกเข้าไปเรื่อย ๆแต่ก็ยังคงมีร่องรอยของถนนลาดยางที่แทบจะมองไม่เห็นหลงเหลืออยู่บ้างในบางช่วง ๆและป้ายเหล็กบอกทาง
“พวกเรามาถูกทางแล้ว” ชารอนพูดออกมาขณะที่เดินเข้าไปเก็บตัวอย่างเห็ดระเบิดพิษที่ติดอยู่ตายป้ายบอกทางอย่างระมัดระวัง
คนอื่น ๆ ก็พยายามระวังเช่นกัน เพราะรอบ ๆพวกเขายิ่งเข้าไปใจกลางของหุบเขาก็ยิ่งมีเห็ดระเบิดพิษมากเท่านั้น
และในตอนนั้นเองรอบด้านของพวกเขาก็มีเสียงของบางสิ่งวิ่งวนไปรอบ ๆ
“มันไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์ แต่เป็นซอมบี้” ไนเรลพูดจบก็ชักปืนยิ่งเข้าไปในหมอก
ปัง!เสียงของปืนเรียวกันดังอย่างรุนแรงหนึ่งครั้งแหวกหมอกจนเป็นรูตามมาด้วยเสียงร่างที่ล้มลง
หลังจากนั้นก็มีเสียงเท้าของซอมบี้วิ่งมาทางพวกเขาอีกหลายสิบตัวทุกคนจับอาวุธของตัวเองไว้แน่น แต่ก่อนที่คนอื่น ๆ จะได้ทำอะไร
นิเรียก็ยิงปืนพกเรียวกันออกไปทันที 10นัดรอดด้วยความรวดเร็วร่างของซอมบี้สิบตัวล้มลงตายไปในทันที
การกระทำของไนเรลว่าสุดยอดแล้ว แต่นิเรียกับสุดยอดยิ่งกว่าเธอหันมายิ้มอย่างภาคภูมิใจกับพี่ชายของตัวเองไนเรลเองก็ยิ้มและไม่ได้ดูแปลกใจซะเท่าไหร่
พที่เขายิงโดนเพราะวิวัฒนาการจนมาถึงระดับ 5จึงสัมผัสอะไรได้มากขึ้นและด้วยความสามราถตรวจจับความร้อนจึงมองเห็นพวกซอมบี้ในหมอกชัดเจน
ส่วนนิเรียนั้นมีความสามารถ [ดวงตาเทพ S] การที่จะมองและเดาทิศทางต่ำแหน่งของซอมบี้ผ่านการหยับไปมาในเงาของหมอกก็เป็นเรื่องปกติ
“ไปต่อ” ไนเรลเดินหน้าต่อ
พวกเขาผ่านศพของซอมบี้สีม่วงดูเหมือนพวกมันจะอยู่ภายในหมอกจนกระทั่งกลายพันธุ์ไปร่างกายจึงเปลี่ยนเป็นสีม่วงเพราะมีพิษจากหมอกพิษ
“แม้แต่ซอมบี้ยังปรับตัวให้ท้านทานพิษได้เมื่อพวกมันอยู่ในหมอกพิษนานๆ” เมสันใช้เท้าเขี่ย ๆ ซากซอมบี้
หลังจากนั้นก็เดินตามคนอื่น ๆด้านหลังเจคอบเดินตามมาและก็ส่ายหัวกับการกระทำของเมสันเจคอบไปอยู่กับเมสันมาซักระยะดังนั้นจึงพอจะเดาการกระทำของเมสันออกว่าชายชราคงอยากรู้โครงสร้างของซอมบี้ส่วนจะรู้ไปทำไมก็คงต้องบอกว่า เพื่อค้นคว้าอาวุธ
กลุ่มของไนเรลยังคงเดินหน้าต่อพร้อมกับเสียงของชายหนุ่มที่อธิบายไปด้วยว่าต่อไปจะเจอกับอะไรพวกเขาจะได้เตรียมตัวถูก
แต่ถึงไนเรลจะอธิบายให้คนอื่น ๆ ฟังตัวเขาก็ยังมั่นใจว่าจะผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ ไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้อย่างแน่นอนยกเว้นก็แต่พวกระดับ 6 ขึ้นไป แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ใช่เจอกับสัตว์กลายพันธุ์ระดับนี้ได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน อีกอย่างไนเรลรู้ว่าที่นี่ไม่มีสัตว์ระดับ 6 อย่างแน่นอนไม่เช่นนั้นในชีวิตที่แล้วรัฐบาลไม่มีทางมาเอาของออกไปจากที่นี่ได้