วังหลวง......
กลางลานพิธีมีชายร่างใหญ่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงเกิดลมพายุหมุนก่อตัวเป็เกลียวคลื่นส่งร่างของฮ่องเต้โจวเทียนหลงให้ลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงอัดมหาศาลรอคอยรับอสนีบาตที่จะฟาดฟันลงมาเพื่อเลื่อนขั้นปราณธาตุทองของตนไปชั้นแปดด้วยความหนักแน่น
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นแทนที่สายฟ้าอสนีบาตอันทรงพลังจะต้องฟาดฟันลงบนตัวของโจวเทียนหลงฮ่องเต้ทีละสายจนครบแปดครั้งขณะนี้กลับรวมตัวกันมาเป็สายฟ้ากลุ่มก้อนใหญ่เคลื่อนตัวลงมา แต่ก่อนจะถึงตัวโจวเทียนหลงฮ่องเต้ขุมพลังก้อนนั้น ก็แตกตัวออกเป็สายอสนีบาตแปดเส้นฟาดฟันไปทั่วทั้งแปดทิศเกิดเป็เสียงกึกก้อง กัมปนาท สั่นะเืเลื่อนลั่นไปทั่วสารทิศทั้งแคว้นโจวต่อมาเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวก็สงบลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้ตนจะได้เลื่อนขั้นปราณเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่โจวเทียนหลงรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณที่แม่นยำว่าขณะนี้ได้เกิดเื่ร้ายแรงครั้งใหญ่ขึ้นเสียแล้ว
วันต่อมา...เช้านี้ที่มีการประชุมในท้องพระโรงตามปกติแต่กลับผิดแปลกไปตรงที่มีท่านโหรหลวงได้ถูกเรียกตัวเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย“ท่านโหรหลวงมาทำไมล่ะนั่น ฝ่าาเรียกตัวหรือ?” แต่ละคนจึงได้หันมองหน้ากันและคิดไปในทางเดียวกันว่าจะต้องเกิดเื่อะไรบางอย่างขึ้นแล้วอย่างแน่นอน แล้วก็ไม่ได้ผิดไปดังคาด เมื่อโจวเทียนหลงฮ่องเต้ขึ้นนั่งยังที่ประทับเสร็จเรียบร้อยก็รีบตรัสสั่งให้โหรหลวงดำเนินการตรวจดูสถานการณ์ผิดปกติขึ้นทันที
“ฝ่าาขณะนี้แคว้นโจวของเราได้ถึงคราวเสียแล้วอัสนีบาตได้ฟาดฟันสัตว์เทพทั้งแปดทิศจนดวงจิตแตกร้าวไอมารเข้าแทรกซ้อนและจะก่อเกิดเป็ภัยพิบัติไปทั่วแว่นแคว้นในอีกไม่ช้าพ่ะย่ะค่ะ” โหรหลวงกล่าวทูลหลังลงมือคำนวณดวงชะตาบ้านเมืองอยู่พักใหญ่โดยมีสายตาคอยกดดันรอฟังจากขุนนางมากมายในท้องพระโรง จนเหงื่อไหลออกมาข้างขมับ
“แล้วเราต้องทำเช่นไร?”โจวเทียนหลงฮ่องเต้ตรัสถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“จำต้องสังหารสัตว์เทพทั้งแปดทิศทำลายจิตมารแล้วหลอมรวมดวงจิตเทพขึ้นใหม่เพื่อปกป้องดูแลแคว้นสืบต่อไปพ่ะย่ะค่ะ” จบคำโหรหลวงหัวคิ้วของโจวเทียนหลงฮ่องเต้ก็ขมวดเข้าหากันทันที
การจะหลอมรวมดวงจิตเทพนั้นต้องใช้การผสานปราณขั้นสูงของผู้มีพลังธาตุหลักทั้งสี่ได้แก่ ดิน น้ำ ลมและไฟ แม้จะยากที่จะมีผู้มีปราณขั้นสูง แต่ก็ยังพอที่จะเสาะหาคนมาได้ล่ะนะ
หลังจากเหล่าขุนนางได้ฟังคำของโหรหลวงจบลงก็เกิดเสียงดังอื้ออึงขึ้นทันที ต่างหันหน้าเข้าปรึกษาหารือกันเสียงดังเซ็งแซ่
“เป็เหตุภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงนักพวกเ้าทั้งหลายจงร่วมกันออกความคิดเห็นมาเถิดว่าควรส่งใครไปทำหน้าที่ในครั้งนี้”
โจวเทียนหลงฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นควรแก่เวลาที่ปล่อยให้ปรึกษากันมากพอสมควรจึงทำให้ท้องพระโรงที่กำลังเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจในตอนแรกเงียบสงบลงในทันที
ขึ้นชื่อว่าปราบสัตว์เทพ...ทุกคนย่อมตระหนักถึงอันตรายที่แสนยิ่งยวดไม่มีใครอยากเสนอชื่อคนในตระกูลแต่กลับกันก็ไม่กล้าที่จะเสนอชื่อผู้อื่นด้วยเช่นกันเพราะกลัวจะโดนอีกฝ่ายแก้แค้นด้วยการเสนอชื่อฝ่ายตนเองขึ้นมา คงจะแย่เป็แน่ด้วยเป็งานเพื่อประโยชน์ต่อแว่นแคว้นเมื่อถูกเลือกคงยากที่จะปฏิเสธ
“เสด็จพ่อกระหม่อมขอเสนอตนเองพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายสามโจวหลิวหยางผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพหลวงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“อืมได้” โจวเทียนหลงฮ่องเต้หยุดคิดเพียงเสี้ยวลมหายใจก็ตรัสอนุญาตโดยในใจย่อมรู้จักนิสัยโอรสของตนดี โจวหลิวหยางนั้นแม้จะมีธาตุน้ำแต่เ้าตัวกลับเป็คนที่ใจร้อนยิ่งซึ่งการไปทำภารกิจในครั้งนี้หาได้มีกุนซือคอยชี้แนะ เอ่ยแย้งหรือเตือนสติหยุดยั้งความหุนหันพลันแล่นเหมือนตอนออกรบไม่คงต้องหาคนที่ช่วยบรรเทาอารมณ์ของโอรสคนนี้ไปร่วมด้วยเสียแล้ว ถอนหายใจพลางทอดสายตามองไปโดยรอบก็พลันไปสะดุดตาเข้ากับชินอ๋องโจวตงหยางที่กำลังนั่งจิบชาเหมือนมิได้สนใจสิ่งใดโจวเทียนหลงฮ่องเต้หรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด แล้วจึงได้เอ่ยเรียกน้องชาย
“ชินอ๋อง” โจวเทียนหลงฮ่องเต้
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา”โจวตงหยางได้ยินพี่ชายเอ่ยเรียกจึงเงยหน้าขึ้นรับคำ
“เจิ้นจะให้เ้าไปเป็ผู้ควบคุมทำภารกิจในครั้งนี้เ้าเห็นว่าเป็เช่นไร ตกลงหรือไม่”โจวเทียนหลงฮ่องเต้
โจวตงหยางไม่มีความคิดเห็นในเื่นี้อยู่แล้วเพื่อแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม หากเสนอให้เขาไปเขาย่อมไม่ปฏิเสธหรือคัดค้าน “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ชินอ๋องโจวตงหยางยกหัวคิ้วแปลกใจกับคำสั่งการของผู้เป็พี่ชายที่ปกติแล้วจะไม่ค่อยได้ดึงเขาเข้าไปยุ่งกับเื่แสนยุ่งยากแต่ก็ตอบรับไปด้วยใบหน้านิ่งเฉยตามนิสัยของตน
“จะได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!!”เหล่าขุนนางเอ่ยคัดค้านขึ้นเสียงดังโดยพร้อมเพรียงกัน
“แล้วทำไมจึงไม่ได้เล่า?”โจวเทียนหลงฮ่องเต้เอ่ยถามเหล่าขุนนางด้วยความสงสัย
บรรดาขุนนางต่างมองหน้ากันไปมา สักพักจึงได้มีตัวแทนออกมากล่าวถึงเหตุผลของการคัดค้านในครั้งนี้
“ชินอ๋องไม่เคยต่อสู้ ไม่มีวรยุทธ์ย่อมเสี่ยงอันตรายเกินไปพ่ะย่ะค่ะ ไหนจะพลังปราณธาตุขั้นสูงที่ต้องใช้ในการประสานดวงจิตเทพอีกเล่าจะทำเช่นไร”โจวเทียนหลงฮ่องเต้ได้ฟังเหตุผลขุนนางของตนเองถึงกับขมวดคิ้วแล้วหัวเราะขึ้นมา ส่วนชินอ๋องที่ถูกดูถูกหลู่เกียรติ ก็ไม่ได้ว่ากล่าวหรือโมโหอันใดทำเพียงจิบชาต่อไปดั่งไม่ใช่เื่ของตน
“หึหึ พวกเ้าอาจจะมิรู้ เชื้อพระวงศ์ทุกคนแม้จะนิสัยแบบไหนความนึกคิดจะเป็เช่นไร อยากที่จะฝึกฝนหรือไม่ทุกคนย่อมต้องได้รับการเคี่ยวกรำโดยมิอาจยกเว้น แล้วน้องของเจิ้นจะไม่มีวรยุทธ์ได้อย่างไรพวกเ้าไม่เคยเห็นชินอ๋องต่อสู้ใช่ว่าเขาจะสู้ไม่เป็แล้วอีกอย่างชินอ๋องโจวตงหยางมีปราณถึงขั้นที่เจ็ดพวกเ้ามิจำต้องเป็ห่วงกังวลอันใด” เมื่อได้ยินคำกล่าวของ
โจวเทียนหลงฮ่องเต้ทุกคนต่างก็ตกตะลึง พวกเขาย่อมรู้ดีว่าเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ต้องได้รับการเรียนรู้และฝึกฝนแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสำเร็จผล ยิ่งชินอ๋องโจวตงหยางแล้วมิมีใครเคยเห็นว่าจะมีผลงานอะไรไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับใครค่อนข้างไปทางเก็บตัวเงียบเช่นนั้นจะเป็บุคคลที่มีความสามารถมากขนาดนี้นี่สินะที่เรียกว่า..เสือซ่อนเล็บ..ัย่อมไม่ออกลูกเป็หมาน้อย(สุภาษิตเขาว่าไว้แบบนี้หรือเปล่านะ?)เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้งเพราะไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อจึงเป็อีกครั้งที่โจวหลิวหยางเข้ามาทำลายความเงียบ
“เสด็จพ่อ..กระหม่อมขอเสนอชื่อหวงหลิ่งซานบุตรชายท่านราชครูอีกผู้หนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”โจวหลิวหยาง
“เหตุใดจึงเป็ข้าเล่า!!”หวงหลิ่งซานเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เขาอุตส่าห์นั่งอยู่เฉยๆแล้วนะเื่วนมาถึงเขาได้เยี่ยงไร
“ท่านแม่ทัพข้ามีปราณธาตุแค่ขั้นหกเท่านั้น เห็นควรว่าคงจะไม่เหมาะกับการณ์นี้กระมัง?”หวงหลิ่งซานผู้สืบทอดตำแหน่งราชครูที่นั่งอยู่ด้านหลังผู้เป็บิดาเอ่ยขึ้นเชิงคัดค้านแสดงออกถึงความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
“ขั้นหกเท่านั้นอันใดกันคนทั่วไปย่อมมีแค่ขั้น 2-3 หรือในเหล่าชาวบ้านยิ่งแทบหาได้ยากที่จะมีพลังธาตุ อีกอย่างเ้าเป็เพื่อนข้าโตมาด้วยกัน ย่อมต้องไปผจญภัยด้วยกันมิถูกหรือ?”โจวหลิวหยางเลิกคิ้วถามกลับน้ำเสียงกวนโทสะติดออกไปทางชั่วร้ายทิ้งบทพระเอกชั่วคราว
ไม่ถูก!!หวงหลิ่งซานได้แต่ะโก้องในใจ มุมปากกระตุกส่งสายตากราดเกรี้ยวให้แก่โจวหลิวหยาง แต่มิอาจเถียงออกมาได้แม้ครึ่งคำ
“ท่านราชครู ท่านคิดเห็นว่าอย่างไรหรือยอมให้บุตรชายของท่านไปด้วยในครั้งนี้หรือไม่”โจวเทียนหลงฮ่องเต้ถามด้วยรอยยิ้มชอบใจในบทสนทนาเชิงทะเลาะกันของบุตรพวกเขา ที่ตีกันั้แ่จำความได้แต่ก็เป็เพื่อนกันมาจนถึงทุกวันนี้
“แล้วแต่พระองค์จะเห็นสมควรพ่ะย่ะค่ะ” ราชครูได้แต่จำใจตอบไปเช่นนั้นแม้จะไม่อยากให้บุตรชายไปก็ตาม
“ในเมื่อเป็เช่นนี้เราก็มีตัวแทนสามคนแล้วสินะ”โจวเทียนหลงฮ่องเต้
มีโจวตงหยาง ธาตุดินขั้น 7 ,โจวหลิวหยางธาตุน้ำขั้น 7 และหวงหลิ่งซาน ธาตุลมขั้น 6งั้นก็เหลือธาตุหลักอีกหนึ่งก็คือธาตุไฟ “ใครมีชื่อธาตุไฟเสนอบ้างมีบุตรบ้านใดที่มีธาตุไฟไม่ต่ำกว่าขั้น 5หรือไม่”โจวเทียนหลงฮ่องเต้ถามขึ้นอีกครั้งหลังสรุปความได้ทุกคนนิ่งคิดแล้วหันสายตาไปรวมอยู่ที่จุดเดียวกัน
“เพ้ย! เหตุใดจึงมองมาที่ข้ากันบุตรของข้าเป็เกอนะ” เสนาบดีไป๋เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสายตามากมายที่มองมายังตน
“เกอก็ถือเป็บุรุษมิใช่หรืออีกอย่างข้าได้ข่าวว่าบุตรของท่านอยู่ขั้น 6 กำลังจะเลื่อนขั้นเป็ 7แล้วมิใช่หรือ?” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ที่บุตรของตนจะได้ไม่ต้องไปอย่างแน่นอนถ้าได้เอ่ยถึงบุตรของเสนาบดีผู้นี้
“นี่พวกเ้า!!”เสนาบดีไป๋โกรธจนพูดไม่ออกใบหน้าบึ้งตึงด้วยความโมโหถึงขีดสุดที่เหล่าขุนนางรวมหัวกันเสนอชื่อบุตรของเขานี่เอกบุรุษทั่วแคว้นไร้ความสามารถจนต้องใช้งานบุตรเกอของเขาแล้วหรือ?
“เจิ้นขอเ้าสักครั้งได้หรือไม่”โจวเทียนหลงฮ่องเต้เห็นถึงความมิยินยอมแต่ก็หาทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว จึงได้ตัดสินใจเอ่ยขอเสนาบดีไป๋ออกไป
“พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีไป๋ได้ยินก็ไม่รู้จะทำเช่นไรจึงได้แต่พยักหน้าและตอบรับไปด้วยความจำยอม
เมื่อได้คนครบแล้วทุกคนจึงได้ผ่อนลมหายใจคลายความกังวลลงหลังนั่งเกร็งกันมาเป็ระยะเวลยาวนานพอสมควรเพราะต่างลุ้นกันว่าโชคชะตานั้นจะหล่นทับโดนคนในตระกูลของตนเองหรือไม่
แต่นั่นก็เป็เวลาแค่เสี้ยวจิบชาหนึ่งเท่านั้นเมื่อได้ยินพระสุรเสียงตรัสขึ้นอีกครั้ง
“ปัญหาหลักได้ผ่านพ้นไปแล้วทีนี้เราก็มาถึงปัญหาใหญ่กันบ้าง”โจวเทียนหลงฮ่องเต้
หา!?!อะไรนะ ปัญหาใหญ่??ปัญหาหลักยังมิใช่ปัญหาใหญ่อีกหรือทุกคนต่างคิดเป็เสียงเดียวกัน
......ยังมีปัญหาอะไรอี๊กกกกก!!!
**หมายเหตุ...องค์รัชทายาทและองค์ชายองค์อื่นๆไม่ถูกกล่าวถึงเนื่องจากมีพลังธาตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องหรือขั้นต่ำเกินไปหรือไปทำภารกิจอื่นหรือ ฯลฯ นักอ่านสามารถจินตนาการได้เองเลยค่ะ
--เอาตามนี้นะคะมือใหม่ผูกตัวละครไม่ถูกแล้ว ปล่อยไรต์ไปเถอะ! กระซิก กระซิก—