ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 160 ตะกูลเฟิ่งแห่งเมืองเมฆาหมอก

            อาณาจักรเฟิ่งเทียนที่ได้ฤกษ์ก่อตั้งขึ้นมาได้เชื้อเชิญแขกจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงานเฉลิมฉลองการก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมาในครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเริ่มเดินทางมายังอาณาจักรเฟิ่งเทียนอาณาจักรเฟิ่งเทียนนับเป็นอาณาจักรที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกต้นกำเนิดนี้ประชากรที่อยู่ที่อาณาจักรแห่งนี้ต่างมีความเป็นอยู่ที่ดีทุกคนร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น โดยเฟิ่งหยูสั่งให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองถึงหนึ่งเดือนเต็ม

            ทุกคนที่มาร่วมงานในเมืองจินเฟิงล้วนได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันความปลอดภัยแก่ผู้คนที่มาร่วมงานทหารนับล้านนายที่เข้าไปฝึกในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ประจำอยู่ในจุดต่างๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งอาณาจักรเฟิ่งเทียน เพื่อป้องกันความปลอดภัยให้แก่ผู้มาร่วมงานอย่างดีที่สุด

            ด้านหน้าประตูเมือง......

            ทหารที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้เข้าเมืองพลันต้องตกตะลึงเมื่อมีเสียงหนึ่งโวยวายขึ้นมา

            “ข้าเป็นคนของตระกูลเฟิ่ง มาจากเมืองเมฆาหมอก พวกเจ้ามาตรวจค้นพวกเราให้ยุ่งยากและเสียเวลาทำไม พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเราเป็นใครถึงได้มาบังอาจกับพวกข้าได้”

            เสียงที่เอ่ยขึ้นมาคือเสียงของเฟิ่งซู ที่เดินทางมากับบิดาของเขารวมถึงผู้อาวุโสตระกูลเฟิ่งจากเมืองเมฆาหมอกพวกเขาต้องการเข้าร่วมงานนี้เพราะได้ยินว่าราชันย์โลกต้นกำเนิดแซ่เฟิ่งเช่นเดียวกับพวกเขาซึ่งพวกเขาไม่ได้คิดว่าจะเป็นเฟิ่งเทียน อดีตผู้นำตระกูลของพวกเขาแม้แต่น้อย

            ดังนั้นพวกเขาเดินทางมาในครั้งนี้เพื่อหวังที่จะพึ่งใบบุญของราชันย์โลกต้นกำเนิดที่แซ่เฟิ่งเช่นเดียวกับพวกเขานั่นเอง

            นับตั้งแต่เฟิ่งเทียนนำคนของตระกูลเฟิ่งออกไปประมาณหนึ่งปีตระกูลเฟิ่งในเมืองเมฆาหมอก ก็ค้นพบเหมืองแร่ขนาดเล็กเหมืองหนึ่งซึ่งทำให้พวกเขาสามารถมีหน้ามีตาภายในเมืองเมฆาหมอกได้อีกครั้งหนึ่ง

            ทหารผู้นั้นรีบหยิบหยกสื่อสารออกมารายงานเรื่องราวต่างๆให้กับหัวหน้าหน่วยทราบในทันที หัวหน้าหน่วยรายงานเรื่องไปยังจ้าวหยวนเจ้าหยวนรีบเข้าพบกับเฟิ่งหยูในทันทีพร้อมกับรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้น

            “รายงานองค์กษัตริย์ตอนนี้มีคนแอบอ้างว่ามาจากตระกูลเฟิ่งของพวกท่านมาจากเมืองเมฆาหวน ชื่อเฟิ่งซูท่านต้องการให้พวกเราทำยังไงกับเขาพะยะค่ะ”

            “เจ้าพูดธรรมดา ๆ กับเราดีกว่าข้ารู้สึกเหมือนเจ้ากับข้าห่างเหินกันเกินไป พวกเขามาก็ช่างพวกเขาเถอะพวกเราอยู่ส่วนของพวกเรา พวกเขาจะเป็นยังไงก็ช่างแต่จับตาดูเอาไว้อย่าให้พวกเขาสร้างความวุ่นวายภายในงานได้”

            “ขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปดำเนินการ”

            จ้าวหยวนรีบออกคำสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานเช่นเดิม  และปล่อยให้พวกเขาเข้ามาในเมืองได้พร้อมกับสั่งให้คนไปคอยจับตาดูพวกเขาเหล่านั้นไว้ ไม่ให้พวกเขาก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาได้

            เมื่อเฟิ่งซูและผู้อาวุโสตระกูลเฟิ่งทั้งหลายเข้าเมืองได้อย่างง่ายดายพลันตกตะลึงพวกเขาคิดว่าเฟิ่งซูคงหาเรื่องให้พวกเขาเข้าแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะสามารถเข้ามาในเมืองได้อย่างง่ายดาย

            “ท่านพ่อ ท่านคิดไหมว่า บางทีองค์ราชันย์โลกต้นกำเนิดอาจจะยินดีต้อนรับพวกเราที่เป็นคนแซ่เฟิ่งเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆพวกเราคงสามารถเติบโตได้แบบก้าวกระโดดอย่างแน่นอน”

            “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะดี กับพวกเราไม่น้อย” ซือถูกล่าวขึ้นมา

            “ ตั้งแต่พวกของเฟิ่งเทียนนำพวกเฟิ่งหานหลี่และผู้อาวุโสอีกห้าคน รวมถึงคนในตระกูลออกไปจากตระกูลตระกูลของพวกเราก็เจริญขึ้นเรื่อย ๆ ข้าละอยากเห็นหน้าพวกมันตอนนี้จริง ๆไม่รู้ว่าพวกมันทั้งหลายไปตกระกำลำบากอยู่ที่ไหนกันไม่แน่พวกมันอาจจะมาร่วมงานนี้ด้วยก็ได้ เพื่อหวังพึ่งใบบุญขององค์ราชันย์โลกต้นกำเนิดที่แซ่เฟิ่งเช่นเดียวกับพวกเราก็เป็นได้”

            “ก็เป็นไปได้นะเช่นนั้นพวกเราต้องพยายามเข้าพบองค์ราชันย์โลกต้นกำเนิดนี้ให้ได้ก่อนพวกมันไม่แน่องค์ราชันย์อาจปราณีพวกเราให้รับตำแหน่งเล็ก ๆอย่างเจ้าเมืองสักเมืองหนึ่งก็เป็นไปได้”

            “เอาหละ เอาหละ อย่าพึ่งพูดมากเลย พวกเรารีบเข้าเมืองไปหาที่พักกันก่อนเถอะนี่พวกเราเดินทางมาถึงก่อนเวลาที่จะเริ่มงาน  อีกหนึ่งเดือนกว่าเท่านั้นที่องค์ราชันย์จะมาร่วมพิธีแต่งตั้งองค์กษัตริย์ของอาณาจักรเฟิ่งเทียนแห่งนี้”

            “ใช่ท่านพ่อ ข้าได้ยินมาอีกนะว่ากษัตริย์ที่จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นคู่หมั้นขององค์หญิงหนิงเอ๋อของอาณาจักรเมฆาหวนอีกด้วยนะท่านพ่อเพียงแต่ข้าไม่ทราบชื่อของเขาก็เท่านั้นเอง”

            “เอาเถอะ เป้าหมายของเราอยู่ที่องค์ราชันย์โลกต้นกำเนิดพวกเราต้องพยายามเข้าให้ถึงตัวของเขาให้ได้ก่อนที่งานแต่งตั้งจะเริ่มขึ้นท่านผู้อาวุโสทั้งหลายพวกท่านช่วยส่งคนไปสืบให้ข้าหน่อยได้ไหมว่าองค์ราชันย์พักอยู่ที่ใดพวกเราจะสามารถเข้าพบเขาได้อย่างไร”

            “ได้ท่านผู้นำ ข้าจะให้คนไปสืบเอง”

            เพียงไม่นานพวกเขาก็หาที่พักได้ พวกเขาสืบราคาจากหลาย ๆที่ราคาที่พักทุกที่ล้วนใกล้เคียงกันทั้งหมด ซึ่งแต่ละที่เปิดโดยชาวเมืองจินเฟิงทั้งหมดมีการบริหารจัดการคล้าย ๆ กัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ที่เดินทางจากที่ห่างไกลมาไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่พักหรือว่าที่พักจะมีราคาแพง

            “ท่านพ่อ หากพวกเราสามารถหาซื้อที่ดินหรือร้านค้าที่เมืองหลวงแห่งนี้ได้พวกเราคงมีโอกาสร่ำรวยกันท่านสังเกตหรือไม่ ที่พักแถวนี้มีแต่ชาวบ้านชาวเมืองธรรมดาที่เปิดให้บริการแถมราคายังถูกอีกด้วยหากเป็นที่เมืองเมฆาหมอกของพวกเราราคาคงเพิ่มเป็นสิบเท่าพวกท่าคิดว่ายังไง ยิ่งช่วงที่มีงานเฉลิมฉลองแบบนี้ที่พักล้วนหาได้ยากพวกเขากลับคิดราคาถูกเช่นนี้ ช่างไม่มีหัวทางการค้าเลย ท่านว่าไหม”

    “จริงของเจ้า พวกเขาคิดแค่คืนละสามเหรียญทองเท่านั้นนับว่าเป็นราคาที่ต่ำเป็นอย่างมาก”

            “เท่าที่ข้านับ ๆ ดูน่าจะมีสักสามสิบโรงเตี้ยมเท่านั้นที่ให้บริการห้องพักแถมแต่ละที่น่าจะมีห้องพักไม่เกินร้อยห้องด้วยซ้ำ นี่ก็พึ่งจะวันที่สามวันที่สี่เองจำนวนห้องของพวกมันน่าจะใกล้จะเต็มหมดแล้ ท่านพ่อ ทำไมพวกเราไม่เช่าโรงเตี้ยมแห่งนี้ทั้งหมดเลยแล้วปล่อยให้คนที่มาทีหลังเช่าต่อในราคาที่แพง เราน่าจะได้กำไรเป็นจำนวนมาก”

            “ความคิดของเจ้าไม่เลยเลยทีเดียว แต่แขกที่มาพักอยู่ก่อนแล้วหละพวกเราจะทำยังไงกับพวกเขา”

            “ไม่เห็นยากเลยท่านพ่อ เราก็แค่ให้เงินพวกเขามากหน่อย ให้เขาย้ายออกไปพักที่อื่นเพียงแค่นี้พวกเราก็สามารถทำกิจการของพวกเราได้แล้ว”

            “ก็ดีเหมือนกัน ผู้อาวุโสท่านช่วยส่งคนไปเชิญเจ้าของโรงเตี้ยมมาคุยกับพวกเราหน่อยจะได้ไหม”

            “ขอรับท่านผู้นำ พวกเราจะรีบดำเนินการให้”

            เพียงไม่ถึงสิบห้านาที ตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมกันทำกิจการโรงเตี้ยมที่พักและให้บริการอาหารเครื่องดื่มก็มาพบกับ ผู้นำตระกูลเฟิ่ง เฟิ่งซือถูจากเมืองเมฆาหมอกในทันที

            “ข้าน้อย มู่อ้ายหยิน ไม่ทราบว่าแขกผู้มีเกียรติมีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือขอรับ”

            “ข้าเฟิ่งซือถู และพวกเราตระกูลเฟิ่ง พวกเราต้องการจะเช่าโรงเตี้ยมของพวกท่านต่อทั้งหมด พวกท่านพอจะให้ข้าเช่าต่อได้หรือไม่”

            “ท่านจะเช่าทั้งหมด พวกท่านต้องการนำโรงเตี้ยมของพวกเราไปทำอะไรหรือขอรับ”

            “พวกข้าต้องการนำโรงเตี้ยมของพวกเจ้าไปทำกิจการให้เช่าต่อ เรื่องค่าใช้จ่ายพวกเจ้าไม่ต้องห่วงข้าจะชดเชยให้พวกเจ้าเอง”

            “ ข้าน้อยเกรงว่าคงจะมิได้ เพราะมีแขกที่พักอยู่ก่อนท่านแล้วมีจำนวนหลายห้องแถมพวกเรายังมีหุ้นส่วนอยู่อีกหลายคน หากข้าน้อยตัดสินใจเพียงลำพังคงจะไม่ได้”

            “เรื่องแขกที่พักอยู่ก่อนแล้ว พวกเราจะจ่ายค่าชดเชยให้พวกเขาเองส่วนเรื่องราคา ห้องพักของพวกท่านมีอยู่จำนวนทั้งหมดกี่ห้องข้าจะจ่ายเป็นสองเท่าของราคาที่พวกท่านให้เช่า”

            “ห้องพักของโรงเตี้ยมข้าน้อยมีทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบห้อง แต่ข้าน้อยขอกลับไปปรึกษากับหุ้นส่วนของข้าน้อยก่อนแล้วอีกสองชั่วโมงข้าน้อยจะกลับมาให้คำตอบพวกท่านได้หรือไม่”

            “ได้ ได้สิ เชิญท่านไปปรึกษากันก่อน พวกเรารอได้”

            “ขอบคุณใต้เท้า”

            ตัวแทนชาวบ้านผู้นั้นรีบแจ้งไปยังสำนักเทพดาราในทันทีเพื่อปรึกษาปัญหาในครั้งนี้เพราะตระกูลที่มาขอเช่าต่อจากพวกเขาเป็นคนของตระกูลเฟิ่งตระกูลเดียวกับองค์ราชันย์และตระกูลเดียวกันกับกษัตริย์ของพวกเขาที่จะแต่งตั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

            เมื่อทางสำนักเทพดาราได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ แล้วพวกเขาจึงรีบแจ้งไปยังเฟิ่งหยูในทันที

            “อยู่ดีไม่ว่าดี คิดจะมารวยทางลัดในอาณาจักรของข้าเช่นนั้นหรือ” เฟิ่งหยูยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย

            “พวกท่านไปแจ้งกับชาวบ้านพวกนั้นบอกว่า ข้าอนุญาตให้พวกเขาเช่าโรงเตี้ยมของเราได้ทั้งหมดห้าหลัง  หากพวกเขาให้ราคาห้องละ หกเหรียญทองให้บอกพวกเขาว่ามีโรงเตี้ยมขนาดสองร้อยห้องที่ยังคงไม่มีคนพักอยู่ห้าหลัง  และต้องจ้างชาวบ้านจำนวน สิบคนต่อหนึ่งหลังในการดูแลแขกเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน การจ้างชาวบ้านแต่ละคนต้องจ่ายคนละสิบเหรียญทองต่อคนต่อวันและต้องจ่ายเงินก้อนเดียวในการเช่าหนึ่งเดือนเต็มพร้อมกับค่าจ้างเต็มจำนวนให้กับชาวบ้าน จะไม่มีการคืนเงินใด ๆ ทั้งสิ้นและจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีใด ๆ ทั้งสิ้นด้วย หากเหรียญทองของพวกเขาไม่เพียงพอก็ให้นำทรัพย์สินที่มีค่ามาวางไว้ก่อนได้”

            เฟิ่งหยูแจ้งไปยังสำนักเทพดารา เพื่อแจ้งไปยังตัวแทนชาวบ้านในทันที

            ตัวแทนชาวบ้านกลับมาพร้อมกับแจ้งเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับตระกูลเฟิ่งที่มาจากเมืองเมฆาหมอกทราบ

            เฟิ่งซือถู และเหล่าผู้อาวุโสรีบคำนวณอย่างรวดเร็ว สองร้อยห้องห้าหลังหนึ่งพันห้อง ห้องละหกเหรียญทอง ก็หกพันเหรียญทองสามสิบวันหนึ่งแสนแปดหมื่นเหรียญทอง จ้างชาวบ้าน ห้าหลัง ห้าสิบคน คนละสิบเหรีญทองต่อวันก็วันละห้าร้อยเหรียญทอง สามสิบวันก็หนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญทอง รวมทั้งหมดสองแสนเหรียญทอง

             

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน