“ พวกเจ้ากลัวแสงแดดกันหรือไม่”
ราเชนให้เด็กๆ พานำทางออกจากรัตติกาลที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ปกคลุม พร้อมกับมีหมอกควันบดบังแสงอาฑิตย์เอาไว้ จนบรรยากาศรอบๆ ดูมืดครึ้ม ราวกับกลางคืน
เขาไม่รู้ว่า เด็กพวกนี้หาก ออกไปเจอแสงแดด ร่างกายจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านหรือไม่
“ ไม่กลัว แต่พวกเราจะไม่สามารถนำพลังออกมาใช้ได้ พวกเราจะกลายเป็นเหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไป”
เด็กสาวที่มีอายุประมาณ 13 ปี ดูแล้วมีอายุมากที่สุดกล่าวขึ้น
“ แสดงว่า พวกเจ้าสามารถแยกเขี้ยว ขยายกรงเล็บได้เฉพาะยามค่ำมืดอย่างนั้นรึ?”
“ ขอเพียงไม่ถูกแสงอาฑิตย์ พวกเราก็สามารถนำพลังออกมาใช้ได้”
“ พวกเจ้าเคยดูดเลือดคนไหม?”
“ ไม่ พวกเรากินเฉพาะพืช ผัก และผลไม้เท่านั้น”
“ หืม ไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย?”
เด็กทั้งสิบสามพยักหน้า
เผ่ารัตติกาลพวกนี้ ไม่เหมือนแวมไพร์ในโลกของเขาเลย เหมือนกันว่า พระเจ้าสร้างพลังให้กับพวกเขาใช้ต่อสู้ แต่น่าเสียดาย จุดอ่อนของพวกเขาอยู่ที่หัวใจเหมือนกับพวกแวมไพร์ดูดเลือด ราเชนถูกพาออกมาจากป่ารัตติกาล ซึ่งยังคงเป็นเวลากลางวัน เด็กๆ ทั้งสิบสามคนคล้ายไม่คุ้นชินกับ แสงแดด ทั้งหมดนำผ้ามาคลุมศรีษะเอาไว้ พร้อมปิดบังผิวกาย ราเชนสังเกตผิวของพวกเขาซึ่งซีดขาว ราวกับไม่มีเลือด
“ ข้าต้องการไปเมืองเอ้อเฉิน พวกเจ้ารู้จักหรือไม่”
“ พวกเราไม่เคยออกจากป่ามาก่อน” เด็กสาวเอ่ยตอบทันที ทำเอาราเชนถึงกับอึ้งไป แล้วรีบนำคัมภีร์ปีศาจออกมาเพื่อดูแผนที่ในนั้น จนในที่สุดก็พบว่า ป่ารัตติกาลนี้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง เปี้ยนเฉิน นั่นเอง
“ อืม ข้าเข้าใจแล้ว ตามข้ามาทางนี้”
ราเชนดูแผนที่แล้ว ก็พอจะหาเส้นทางไปเมืองเอ้อเฉินได้แล้ว จึงรีบเดินทางไปทันที ในใจของเขาคิดว่า จะฝากเด็กๆ เหล่านี้ให้องค์ชายรองหลี่คังเลี้ยงดู เป็นทางออกที่ดีที่สุด ขืนให้ติดตามเขาไป จะเป็นภาระกับเขามากกว่า
ระหว่างทาง ราเชนไม่พูดคุยกับเด็กๆ เหล่านี้มากนัก เพราะเขาไม่อยากสร้างความสัมพันธ์ให้มีมากขึ้น แม้แต่ชื่อแซ่ของพวกเขา ราเชนก็ไม่ถาม ส่วนเรื่องอาหารการกิน พวกเขาสามารถหากินกันเองได้ แถมยังนำมามอบให้เขาได้อีก
จนทั้งหมด ออกจากป่ารัตติกาลมาได้ ท้องฟ้าก็เริ่มมืด แสงจันทราก็เริ่มสาดส่องมา ราเชนคิดจะเดินทางต่อไป โดยไม่หยุดพัก เด็กเผ่ารัตติกาลก็ได้แต่ตื่นเต้น ยิ่งตอนกลางคืน พวกเขาจะรู้สึกสดชื่นแข็งแรงขึ้นมากกว่าตอนกลางวันหลายเท่า
ทันใดนั้นเอง ราเชนก็ได้ยินเสียงนกอินทรี บินอยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด ส่งเสียงร้องแปลกๆ ความรู้สึกถึงภัยอันตรายย่างกรายเข้ามา แล้วก็มีเสียงม้าหลายสิบตัว กำลังเคลื่อนตัวกันเข้ามาหาพวกเขา
“ แย่แล้ว หนีเร็ว” ราเชนตะโกนบอกออกไป แต่ทว่า มีกองทหารม้าของทัพฮาน เข้ามาใกล้แล้วยิงธนูเข้าใส่พวกเขา ราเชนได้แต่นำยันต์นับร้อยๆ แผ่นเหวี่ยงออกไปเพื่อสร้างกำแพงยันต์คอยป้องกัน
โครม !!
ลูกธนูไม่อาจฝ่ากำแพงยันต์ของเขามาได้ แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีฉาบทองเหลืองนับสิบบินพุ่งเข้ามาราวกับจากบิน พุ่งเข้าใส่กำแพงยันต์ของเขา
ตูม !!
กำแพงยันต์ของเขา พังทลาย ลามะผมทอง 6 คน กระโดดจากหลังม้า จับฉาบทองเหลือง แล้วทิ่มใส่ร่างของราเชนพร้อมกันทันที
ฉึก ๆ ๆ ๆ ๆ !!!!
ฉาบทองเหลืองของลามะทั้งหกแทงใส่ร่างของราเชน แต่ไม่เข้า ผิวหนังของราเชนกลับมีพลังบางอย่างคอยปกป้องเอาไว้ ราเชนรู้อยู่แล้ว คงเป็นเพราะกระดูกสันหลังของมังกรแน่ๆ ที่ช่วยเขาไว้
ราเชนจึงนำมีดออกมาตวัดเฉือนออกไป กรีดใส่ลำคอของลามะสองคนที่อยู่ใกล้ว จนคอขาดกระเด็นไป ลามะอีกสี่คนเห็นดังนั้น ก็นำโซ่เหล็กเหวี่ยงใส่ราเชนทั้งสี่ทิศ รัดตรึงร่างของเขาไว้ไม่ให้ขยับตัวได้ เด็กน้อยทั้งสิบสาม ก็เข้ามาช่วยราเชนเอาไว้ แม้ทั้งหมดจะถูกยิงด้วยธนู แต่ไม่ถูกหัวใจ เด็กๆ ยังสามารถลอยตัวเข้าไปกัดกระชากร่างของทหารม้าที่เข้ามาตายกันเกลื่อน แต่ว่าพอปะทะกับลามะทั้งสี่
กลับถูกผ้าจีวรมัดร่างเอาไว้ไม่อาจขยับตัวได้ ราเชนถูกพันด้วยโซ่จนไม่อาจขยับตัวได้เลย มองเห็นเด็กปีศาจทั้งสิบสามถูกลามะจับตัวเอาไว้ได้ทั้งหมด
“ หมดกัน” ราเชนแม้จะหนังเหนียวทนทาน แต่เมื่อถูกพันธนาการด้วยโซ่ของลามะทั้งสี่ ก็ไม่มีทางทำอะไรได้เลย จนกระทั่ง มีหัวหน้าทหารคนหนึ่งขี่ม้าเข้ามาแล้วเอ่ยว่า
“ ตัดหัวของมันซะ แล้วนำไปมอบให้กับองค์ชายของเรา”
ทหารกำยำร่างใหญ่ ถือขวานขนาดใหญ่เดินปรี่เข้ามา ไม่พูดมาก ยกขวานอันใหญ่ฟัดเข้าที่คอของราเชนทันที
แต่ทว่าไม่อาจฟันได้ ถูกเด็กสาวที่อายุมาก ไม่รู้หลุดออกจากผ้าจีวรมาได้อย่างไร กัดเข้าที่ลำคอของมันจนเลือดไหลพุ่งกระฉูด เลอะเปรอะเปื้อนมาที่หน้าของราเชน
ลามะคนหนึ่งถึงกับใช้ฝ่ามือกระแทกใส่หัวของเด็กหญิงน้อย จนหัวทิ่มเลือดสาดลงไปนอนกับพื้น แถมยังถูกเหยียบด้วยเท้าของทหารอีกหลายคน
ราเชนได้แต่กลืนเลือดของทหารเข้าปากไป แล้วร่างกายของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยน กลายเป็นมารโลหิต โซ่เหล็กหนาสี่เส้นที่รัดร่างของเขา ถูกกระชากจนขาดกระเด็น สีหน้าของทุกๆ คนล้วนแตกตื่นตกใจ ไม่เว้นแม้แต่เด็กน้อยทั้งสิบสาม
มารโลหิตราเชนที่บัดนี้มีเขี้ยวออกมาจากปากเหมือนกับเด็กปีศาจ ลำตัวมีเกล็ดคล้ายกับมังกร เขาคำรามออกมาไม่เป็นภาษามนุษย์ กรงเล็บเมื่อก่อนสั้นและแหลมเรียว แต่บัดนี้ มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่า ราวกับกรงเล็บมังกรจริงๆ มารโลหิตราเชนตวัดกรงเล็บออกไป ลามะคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากองทหารม้า ร่างขาดเป็นสองท่อน ทหารที่ขี่ม้าอีกนับสิบคน ก็ไม่รอดเช่นกัน มีพลังจากกรงเล็บมังกรปีศาจ ตัดพวกมันขาดครึ่งราวกับหยวกกล้วย เลือดทั้งหมดไม่ทันตกพื้น ก็ไหลเข้ามารวมในร่างของมารโลหิตราเชน
“ เจ้า….เจ้าเป็นตัวอะไรกันเนี่ย?” หัวหน้าทหารเอ่ยตะกุกตะกัก ก่อนที่จะถูกราเชนมารโลหิตควักหัวใจออกมา ลามะที่เหลือ แม้นจะใช้ฉาบหรือ ผ้าจีวร ลูกประคำระเบิดออกมาสู้ แต่ก็ไร้ประโยชน์ แค่พริบตาพวกมันก็กลายเป็นเศษเนื้อ ทหารที่เหลืออีกหลายสิบนาย แม้นคิดจะหลบหนี แต่ไม่อาจหลบหนีพ้น ทั้งคนทั้งม้า ล้วนถูกพลังของมารโลหิตราเชนดูดเลือดออกจากตัว แล้วไหลเข้ามาในร่างของราเชนมารโลหิตจนหมดสิ้น
ศัตรูตายไม่เหลือแม้แต่คนเดียว เด็กปีศาจทั้ง สิบสามคนเข้ามากอดกันอย่างหวาดกลัว ราเชนรีบกินเลือดงูยักษ์ แล้วกลายร่างมาเป็นเหมือนเดิม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ รีบไป ก่อนที่พวกมันจะยกโขยงกันมาอีก”
เด็กทั้งสิบสามรีบทำตามคำสั่ง แต่ในใจรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงกับตัวตนที่แท้จริงของราเชน
ณ ป้อมบนกำแพง เมืองเอ้อเฉินเมืองหน้าด่านที่สอง บนป้อมมีคนที่อยู่ข้างในเพียงไม่กี่คน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นระดับนายทหารระดับสูงทั้งนั้น ทุกๆ คนต่างมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเอาชนะศึกครั้งนี้ได้ เพราะแม่ทัพใหญ่จ้าวสง ผู้ที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ไม่เคยพ่ายแพ้ใคร กำลังยืนมองกองทัพอาณาจักรฮานด้วยสายตาที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาความคิดของเขาออก
“ กองทัพฮานมันได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี บางทีพวกมันอาจมีวิธีทำลายค่ายกลพนาสนธิ์ของพวกเราได้แล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกมันคงไม่ปล่อยโอกาสทองนี้ ต้องเร่งโจมตีพวกเราทันที เครื่องยิงหินของพวกมันร้ายกาจมาก เมืองเอ้อเฉินไม่อาจต้านทานได้แน่" เสียงที่พูดออกมาราวกับเสียงของแม่ทัพสวรรค์ ทุกๆ คนต่างคล้อยตาม ทำให้ทุกๆ คนเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“ น่าเสียดาย หากว่ารองผู้บัญชาการหยางอยู่ด้วยก็คงจะดี จะได้เป็นกำลังช่วยพวกเราได้เป็นอย่างมาก นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง" องค์ชายรองหลี่คังเอ่ยด้วยความเสียดาย
รองแม่ทัพลู่ตง พันบาดแผลเอาไว้ที่แขนซ้าย เอ่ยด้วยความเศร้าว่า
" รองแม่ทัพหยาง เก่งกล้ายิ่งนัก ตัวคนเดียวต้านกองทัพนับหมื่น ทำให้พวกเราและชาวบ้านรอดชีวิตกลับมาได้
ข้าเชื่อมั่นว่า เขาต้องรอดกลับมาอย่างแน่นอน"
“ ตอนนี้กองทัพฮานมาถึง กำแพงเมืองแล้ว รองแม่ทัพหยางยังไม่กลับมา แสดงว่า ต้องพบกับเรื่องร้ายมากกว่าดี”
กุนซือฉีกุ้ยเอ่ยออกมา
ทันใดนั้นเอง ทหารกองทัพฮาน ก็เริ่มเคลื่อนไหว โดยจุดไฟไปตามจุดต่างๆ มากมาย
“ พวกมันจะใช้ไฟทำลายค่ายกลพนาสนธิ์ แม่ทัพใหญ่จะทำอย่างไรดี” แม่ทัพชราเยว่ไควมองหน้าแม่ทัพใหญ่จ้าวสงที่สีหน้าเรียบเฉยยิ่ง
“ พวกเรามีเวลาอีก สามชั่วยาม รอให้พวกมันเข้าเมือง เราจะทำลายเขื่อนกั้นแม่น้ำเอ้อสุ่ย ปล่อยให้สายน้ำทำลายกองทัพของพวกมันทั้งหมด”
“ อะไรนะ ! ทำลายเขื่อน... เมืองเอ้อเฉินก็จะถูกทำลายไปด้วยนะ”
องค์ชายรองหลี่คังเอ่ยอย่างตื่นเต้น ตกใจ
“ องค์ชายหากพวกเราพ่ายแพ้ คิดหรือว่าพวกมันจะไม่ทำลายเมืองเอ้อเฉิน”
แม่ทัพใหญ่จ้าวสงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“ แต่ว่า พวกชาวบ้านนับล้าน ไม่มีทางอพยพหนีได้ทันอย่างแน่นอน”
ที่ปรีกษาแม่ทัพเยว่ไคว เอ่ยด้วยความหวั่นใจ
“ ไม่เป็นไร ต้องสูญเสียเท่าไร ก็ช่างมัน ขอเพียงเอาชนะกองทัพฮานได้ก็เพียงพอ”
องค์ชายรองหลี่คัง เห็นด้วยกับ แม่ทัพใหญ่จ้าวสง คนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้า มีเพียงที่ปรึกษาเยว่ไค รีบคัดค้าน
“ ให้ทหารต้านทานทัพฮานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วให้เวลาชาวบ้านอพยพออกไป จะได้ไหม”
“ ไม่ได้ ทำเช่นนั้นจะทำให้พวกมันรู้ตัว องค์ชายมู่ฉิน และ คนสำคัญในกองทัพฮานก็จะไม่กล้าเข้ามา ดังนั้น ห้ามบอกทหารทุกๆ คน ข้าจะสั่งให้ทหารของข้าที่นำกำลังมาจากชายแดน เป็นคนขึ้นไปทำลายเขื่อนนี้เอง”
“ เดี๋ยวนะ หมายความว่า ทหารที่อยู่ในเมือง สามแสนคนกับชาวบ้านอีกล้านคนจะต้องจมน้ำตายไปด้วยอย่างนั้นเร๊อะ” องค์ชายรองหลี่คังได้ฟัง ก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา เมื่อรู้ว่าจะต้องสูญเสียมากมายขนาดนี้
“ ใช่ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะสยบกองทัพฮานได้ภายในพริบตา”
เสียงที่เย็นชาไม่สนความเป็นความตายของทหารและชาวบ้าน ของแม่ทัพใหญ่จ้าวสงทำเอาทุกๆ คน ถึงกับหน้าถอดสี ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านแม้แต่ผู้เดียว
“ รองแม่ทัพเตี้ยนถง เจ้ารออยู่ที่นี่ เมื่อใดที่เห็นองค์ชายมู่ฉินและพวกเข้ามา ก็ส่งสัญญาณให้ข้า ทุกๆ คนขอเชิญตามข้าไปที่บนยอดเขาเหนือเขื่อนกั้นน้ำเอ้อสุ่ย พวกเรามีเวลาไม่มากแล้ว”
ทุกๆ คน ได้แต่พยักหน้า เดินตามแม่ทัพใหญ่จ้าวสงขึ้นไปบนยอดเขา มีแต่ที่ปรึกษาแม่ทัพเยว่ไคว ขออยู่ที่นี่กับทหารและชาวบ้านไม่ยอมไปไหน
“ ท่านจะอยู่เพื่ออะไร”
“ ข้าแก่แล้ว ข้าจะขอตายร่วมกับทหารและชาวบ้าน พวกท่านไปกันเถอะ”
ทุกๆ คนได้แต่ส่ายหัว มองที่ปรึกษาแม่ทัพชรา ที่ไม่สนใจชีวิต มองกองทัพฮาน ที่กำลังเผาป่าทำลายค่ายกลพนาสนธ์ เสียจนราบเรียบ อีกไม่กี่ชั่วยามพวกมันก็คงจะบุกเข้ามาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว.....