จักรพรรดิกระบี่โอสถ

    บทที่ 43 — หุบเขาเมฆหม่น และสิ่งที่ตื่นขึ้นในเงา

    หมอกบางลอยเอื่อยผ่านช่องเขาเบื้องหน้า แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยเงาภูเขาสูงจนท้องฟ้ากลายเป็นม่วงหม่น

    กลุ่มของเซียฉินยืนหยุดอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านร้าง — เป้าหมายของภารกิจระดับสี่คะแนนที่พวกเขาตัดสินใจเลือกในวันก่อน

    ซากประตูไม้โค้งที่มีเถาวัลย์พันเลื้อยเหมือนสิ่งมีชีวิตกำลังเกาะกิน ซากอาคารชั้นเดียวที่ผุพังเรียงรายไปตามทางเดินดิน

    บรรยากาศวังเวงกดทับทุกจังหวะลมหายใจ หลี่เหยินยื่นยันต์เรืองแสงสีฟ้าให้ทุกคน

    นี่คือยันต์ตรวจจับคลื่นวิญญาณที่เขาเบิกมาจากหอสมุดสำนัก มันจะสว่างขึ้นหากมีพลังวิญญาณผิดปกติอยู่ในรัศมีสิบจั้ง

    เซียฉินรับมาแล้วเหน็บไว้ตรงอกเสื้อ เขากวาดตามองโดยรอบ

    “เริ่มจากทางขวา ตรวจตราทีละหลัง อย่ากระจายเกินสามก้าวจากกัน”

    ทุกคนพยักหน้า ก่อนเริ่มก้าวเดินช้า ๆ ผ่านรั้วไม้หักๆ ไปยังบ้านหลังแรก

    “เงียบเกินไป...” ฉู่เหยียนกระซิบขณะชำเลืองมองกองไม้พังตรงมุมบ้าน

    “ไม่มีแม้แต่เสียงแมลง” ไป๋อี้หานกล่าวพร้อมย่อตัวแตะพื้นดิน “นี่ไม่ใช่สภาพธรรมชาติ”

    เซียฉินย่อตัวลงสังเกตพื้นไม้หน้าบ้าน แผ่นไม้ที่ยุบตัวบางจุดมีรอยเถาวัลย์สีดำซึมอยู่ข้างใต้

    “มีพลังมืดบางอย่างในเถานี่...เป็นตัวดูดปราณโดยธรรมชาติ” เขาพูดก่อนลุกขึ้นอย่างระวัง

    “หากเผลอเหยียบระหว่างต่อสู้ อาจถูกดูดจนหมดพลังได้”

    หลี่เหยินบันทึกข้อมูลลงสมุดทันที “ถ้าอย่างนั้นพวกเราควรหลีกเลี่ยงจุดที่มีเถาดำโดยเด็ดขาด”

    ขณะที่ทุกคนกำลังตรวจสอบอาคารต่อไป เสียงของกระดิ่งลมก็ดังขึ้นอีกครั้ง

    คราวนี้ใกล้กว่าเดิม และมีเสียงหวีดแผ่วคล้ายเด็กน้อยร้องไห้ในสายลม

    “หยุด!” เซียฉินยกมือขึ้น ทุกคนชะงักในทันที

    เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งผ่านหลังอาคารทางด้านซ้ายไปอย่างรวดเร็ว เงาร่างขาวซีดเคลื่อนไหวพริบตาก่อนหายลับในเงามืด

    “นั่นมัน...” หงเทียนทำท่าจะตามไป แต่ไป๋อี้หานรั้งแขนไว้ทัน

    “อย่าแยกกัน นั่นอาจเป็นสิ่งที่มันต้องการ”

    เซียฉินกัดฟันแน่น “พวกมันรู้ว่าเรามา และกำลังหลอกล่อให้กระจายตัว”

    ฉู่เหยียนขยับเข้าใกล้ขึ้น เงียบแต่มือจับอาวุธแน่น “เรายังไม่ได้เห็นตัวจริงเลยด้วยซ้ำ”

    เวลาเริ่มล่วงเข้าสู่กลางคืน กลุ่มของเซียฉินตั้งเตาชั่วคราวตรงลานบ้านกลางหมู่บ้าน

    เตาใช้โอสถแสงจันทร์เป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดแสงสีเงินอ่อนกระจายเป็นวงกว้าง ป้องกันพลังมืดได้ในรัศมีสามจั้ง

    เซียฉินนั่งประจันหน้ากับแผนผังคร่าว ๆ ของหมู่บ้านที่วาดจากข้อมูลในหอสมุด

    “เราตรวจไปแล้วครึ่งหนึ่ง เหลือโซนตะวันตกที่ยังไม่เข้าไป” เขาชี้ที่มุมกระดาษ

    “ที่นั่นคือบริเวณโถงหมู่บ้านเดิม เคยใช้เป็นที่ประชุมและเก็บของโอสถโบราณ”

    หลี่เหยินเปิดแผ่นยันต์ขึ้นมา “ถ้ามีอะไรอยู่ตรงนั้น มันจะเป็นจุดที่รวบรวมพลังปราณมากที่สุดในพื้นที่นี้...ทั้งดีและร้าย”

    ทันใดนั้น ยันต์ในมือของฉู่เหยียนเรืองแสงขึ้นทันที พร้อมกับเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นราวกับอยู่บนหัวพวกเขา

    “มันมาแล้ว!”

    พื้นดินสั่นเล็กน้อย ก่อนที่จากข้างใต้บ้านร้างตรงหน้า จะเกิดเสียงแหวกของดินขึ้นมาพร้อมกับร่างของอสูรรูปร่างคล้ายเด็กหญิง

    ร่างเล็ก ผมยาวปิดหน้า มือทั้งสองมีกรงเล็บยาวสีดำ และขาที่ไม่ได้เดิน แต่ลากตัวเลื้อยคล้ายงู

    “...นี่มัน...อสูรเงาจิต!” หลี่เหยินเบิกตากว้าง “มันเคยเป็นมนุษย์ที่ถูกพลังมืดกัดกินจนหมด!”

    เซียฉินสั่ง “กระจายตามรูปแบบปีกผีเสื้อ! อย่าใช้เปลวเพลิงโดยไม่จำเป็น พลังของมันสะท้อนเวทบางชนิดได้!”

    หงเทียนและไป๋อี้หานเคลื่อนตัวเข้าหาทางซ้ายและขวา ฉู่เหยียนโยนยันต์แสงใส่อากาศทำให้บริเวณรอบตัวอสูรเกิดแสงสะท้อน

    ป้องกันการโจมตีด้วยจิตหลอน

    อสูรเงาจิตแผดเสียงแหลมแล้วพุ่งเข้าใส่ไป๋อี้หานทันทีด้วยความเร็วผิดมนุษย์ กรงเล็บของมันแทงผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีด

    เซียฉินคว้าขวดยาพิษที่เตรียมไว้ ปาใส่พื้นหน้าอสูรทันที เกิดหมอกดำพุ่งขึ้น อสูรร้องโหยหวนแล้วถอยกรูด แต่ยังไม่ล้มลง

    หงเทียนกระแทกหอกลงกลางหมอกหวังตรึงไว้ แต่แรงต้านจากร่างมันกลับมหาศาล ร่างของหงเทียนปลิวออกไปกระแทกผนังบ้าน

    “หงเทียน!” ฉู่เหยียนตะโกน ก่อนจะพุ่งเข้าไปช่วยฟื้นฟูด้วยปราณ

    หลี่เหยินตะโกน “ใช้ยันต์วงแสง! มันไม่ชอบพลังเย็น!”

    เซียฉินและไป๋อี้หานทำพร้อมกัน วงยันต์เรืองแสงสีน้ำเงินปรากฏใต้พื้นเท้าอสูร ร่างของมันเริ่มชักกระตุก ก่อนจะแผดเสียงกรีดร้องลั่น

    “ตอนนี้!”

    เซียฉินใช้กระบี่แทงเฉียงเข้าด้านหลังของมัน พร้อมกับไป๋อี้หานที่ฟันจากด้านข้าง ร่างของอสูรเงาจิตสั่นระริก

    ก่อนจะสลายเป็นหมอกดำ แล้วหายไปในอากาศ

    หลังการต่อสู้สิ้นสุด ทุกคนหอบหายใจหนักอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ยังส่องเหนือหมู่บ้าน

    เซียฉินทรุดตัวลงนั่ง “มันไม่ใช่ตัวสุดท้าย...”

    ไป๋อี้หานกล่าว “แต่เรารอดมาได้โดยไม่เสียใคร”

    ฉู่เหยียนมองเศษเถาวัลย์สีดำที่ยังติดตามพื้น “ที่นี่...ยังมีอะไรซ่อนอยู่อีก”

    หลี่เหยินพึมพำ “และบางทีมันอาจตื่นขึ้นแล้วจริง ๆ”

    เซียฉินกำมือแน่น สายตามองไปยังโถงกลางหมู่บ้านที่ยังไม่ตรวจสอบ

    แสงจันทร์สะท้อนผ่านหน้าต่างแตกหัก ราวกับมีเงาร่างบางอย่างเคลื่อนไหวในนั้น

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิกระบี่โอสถ ที่คุณอ่าน