จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 116 ขี่คออันดับหนึ่ง

            พยนต์มรณะ!

            ฉินอวี่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับพยนต์มรณะในตำนานที่นี่

            มิน่าล่ะผู้นำเผ่าหยาจื้อจึงกำชับอันดับสองไม่ให้เขามายังแดนมรณะหากรู้ว่าที่นี่มีพยนต์มรณะอยู่ด้วยฉินอวี่เองคงไม่ต้องการเลือดของหยาจื้ออีกทั้งคงไม่คิดจะเหยียบเข้ามาในแดนแห่งนี้แม้ครึ่งก้าวการบุกเข้ามาถึงเขตแดนของพยนต์มรณะเพียงเพื่อตามหาเลือดของหยาจื้อ เป็นเรื่องรนหาที่ตายให้ตนเองยิ่งนักไม่แปลกใจเลยที่ตลอดหลายปีมานี้จึงมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เลือดของหยาจื้อไปจากแดนมรณะแห่งนี้!

            ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นอันวุ่นวายช่วงเวลาสามารถแบ่งออกเป็นห้าช่วงใหญ่ ได้แก่ หงเหมิง หงหวง ไท่ชู ไท่กู่และหยวนกู่ ห้ายุคสมัยใหญ่ทั้งห้านี้ ยังแบ่งย่อยลงไปอีกดังนี้ยุคหงหวงแบ่งออกเป็นฮุ่นหยวนและหงหยวน ส่วนยุคหยวนกู่แบ่งออกเป็นสามยุคคือ ต้นกลาง ปลาย

            และพยนต์มรณะนี้หากจะสืบเชื้อสายย้อนขึ้นไป สามารถย้อนไปได้ถึงยุคสมัยหงหวง ในตอนนั้นการฝึกฝนมีวิวัฒนาการถึงจุดสมบูรณ์แล้วแต่ละตระกูลต่างมีวิธีการฝึกฝนแตกต่างกันออกไป

            เป็นเพราะในช่วงปลายของยุคหงหวงตอนนั้น มีสมบัติของยุคหงหวงหลงเหลืออยู่บนโลก ทหารของหงหวงได้รวบรวมกำลังพลและอาวุธไว้ทันทีผู้แข็งแกร่งรวมตัวกันราวกับมวลเมฆ และในยุคมืดอันเกิดสงครามที่วุ่นวายนั้นได้มีชีพจรพยนต์มรณะกำเนิดขึ้น สร้างคนตายให้กลายเป็นทาสรับใช้ในความโดดเด่นของเหล่าการฝึกฝนจำนวนมากมายนั้นสามารถพบเห็นถึงความแข็งแกร่งอันทรงพลัง แม้ว่าจะไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดแต่สายชีพจรนี้คงอยู่ได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ท้ายที่สุดก็หายไปตามกาลเวลาทว่าความแข็งแกร่งชีพจรพยนต์มรณะกลับไม่สามารถทำลายลงได้

            ฉินอวี่เคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับพยนต์มรณะมาก่อนแล้วในตำราโบราณซึ่งเก่าแก่ที่สุดของสำนักเทียนฉีและมีบันทึกไว้เพียงประโยคสั้นๆ ว่า “แต่โบราณมามีหนึ่งสายโลหิตหวังควบคุมการเกิดตาย ทำการขัดต่อสวรรค์ ใช้พลังมรณะหลอมจิตมรณะ กล่าวคำคลุ้มคลั่งทุกสรรพสิ่งที่มีเกิดตาย ล้วนกลายเป็นทาสเรียกพยนต์มรณะ!

            ฉินอวี่เคยคิดอยากรู้เกี่ยวกับพยนต์มรณะมานานแล้วเขาเคยค้นหาบันทึกเกี่ยวกับมัน แต่กลับไม่พบอะไรเลย ท้ายที่สุดฉินอวี่ก็ได้ข้อสรุปมาจากหลายวิธีการว่า พยนต์มรณะไร้กฎเกณฑ์ในการเป็นทาสหรืออาจพูดได้ว่า ไม่ว่าตอนมีชีวิตอยู่จะอยู่ในระดับฝึกตนขั้นใดเมื่อสิ้นชีพไปแล้ว ล้วนแต่สามารถแปรไปเป็นพยนต์มรณะได้ทั้งสิ้น

            กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าแม้จะอยู่ในระดับเขตแดนเต๋า หรือจะเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นเซียนในตำนานล้วนแต่สามารถกลายเป็นพยนต์มรณะได้ทั้งนั้น!

            ในแดนมรณะแห่งนี้มีพยนต์มรณะซึ่งหมายความว่าที่แห่งนี้มีชีพจรของพยนต์มรณะ ในหลายปีนี้มีคนมากมายที่เสียชีวิตอยู่ที่นี่แค่จำนวนคนตายเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะจัดการพวกฉินอวี่ได้หลายร้อยครั้ง

            สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้อันดับหนึ่งและคนอื่นๆ ต่างตกใจเช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของฉินอวี่ทั้งหมดต่างเร่งตามฉินอวี่ไปทางแดนหินหนืดที่ร้อนระอุในทันที

            สิ่งที่ทำให้ทุกคนต่างตกใจเป็นอย่างยิ่งคือขณะที่ทุกคนกำลังหันกลับไปหินหนืดอันร้อนระอุที่อยู่ห่างไปทางด้านหลังกว่าพันจ้างก็ได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับว่าไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในตำแหน่งเดิมของมวลหินหนืดอันร้อนระอุนั้นได้ปรากฏเป็นเงาร่างของพยนต์มรณะหนึ่งร่าง สองร่าง สามร่าง... และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

            ฉินอวี่ก่นด่าบรรพชนทั้งสิบแปดรุ่นของอันดับหนึ่งในทันทีการเดินทางเข้ามาที่นี่เพื่อเลือดหยาจื้อคือการพาตัวเองมาตายชัดๆ

            “ทุกคนแยกย้ายกัน หนี!” ฉินอวี่ตะโกนสุดเสียง พูดจบทั่วทั้งร่างของเขาก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าอสุนีลึกลับในร่างกายพุ่งทะยานออกไปจนเกิดเป็นเส้นทางโลหิตสายหนึ่ง

            แต่สิ่งที่ฉินอวี่นึกไม่ถึงคือดูเหมือนว่าอันดับหนึ่งจะตั้งใจติดตามฉินอวี่มาและด้านหลังของฉินอวี่ในตอนนี้ก็มีทั้งอันดับหนึ่งและเหล่าคนที่คอยติดตามอันดับหนึ่งอยู่แต่เดิมเมื่อเห็นว่าอันดับหนึ่งตามฉินอวี่ไปพวกเขาทั้งหมดต่างตามหลังอันดับหนึ่งมาเป็นแถว

            ฉินอวี่ก่นด่าขึ้นในใจพลางพูดอย่างไม่พอใจ “ยังจะมาตามกันอยู่ทำไม? อยากถูกจับไปต้มรวมกันหรือ?หากไม่แยกกัน พวกเราได้ตายกันหมดแน่!”

            เพียงคำพูดเดียวเหมือนเตือนให้ทุกคนได้สติ

            เมื่อมองไปยังพยนต์มรณะที่รายล้อมเข้ามาอย่างหนาแน่นยอดฝีมือหนุ่มสาวของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างรู้สึกลังเลแต่พวกเขาก็กังวลว่าน้ำน้อยจะแพ้ไฟ ในขณะที่พวกเขาลังเลอยู่นั้น อันดับหนึ่งก็พูดขึ้นทันที“แบ่งเป็นกลุ่มละสองคน แยกออกเป็นห้าเส้นทาง เร็วเข้า!”

            เมื่ออันดับหนึ่งเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้คนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายก็ไม่ลังเลอีกต่อไปพลันรีบกระจายกันออกไปแต่ละเส้นทางอย่างรวดเร็ว

            หยางเทียนและหยางเต้าเข้าใจได้โดยปริยายมีแสงสีดำสนิทส่องสว่างจากร่างกายของหยางเต้าและมีลำแสงกระบี่สีครามของหยางเทียนพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้าจากนั้นทั้งสองคนก็พุ่งออกไปทางด้านหนึ่งทันที

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่อดไม่ได้ที่จะก่นด่าอยู่ในใจคืออันดับหนึ่งสั่งให้ทุกคนแยกจากกัน แต่ตัวเขากลับมาติดตามตนเอง

            เมื่อรู้สึกถึงพยนต์มรณะมากกว่าร้อยตนที่กำลังล้อมเข้ามาฉินอวี่จึงไม่สนใจอะไรอีก และพูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ยังไม่ลงมืออีกจะรอถึงเมื่อไรกัน?”

            แม้ว่าอันดับหนึ่งจะไม่พอใจต่อน้ำเสียงของฉินอวี่แต่เขาก็ทำได้เพียงกลั้นใจเอาไว้ พลางส่งเสียงคำรามไปเบาๆร่างกายที่โซเซอยู่แต่เดิมได้เกิดเป็นประกายแสงขนาดใหญ่ก่อนแปลงเป็นอสูรร้ายขนาดสูงหนึ่งจ้างตัวหนึ่ง

            เขากลายเป็นดั่งเสือดาวที่ดุร้ายมีเขาเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนศีรษะ ในปากของเขามีดาบสีทองขนาดเล็กเล่มหนึ่งเมื่อฉินอวี่เห็นดังนี้ เขาจึงตกใจขึ้นมาทันที ตัวตนแท้จริงของอันดับหนึ่งมีความคล้ายคลึงกับหยาจื้อเป็นพิเศษนอกจากส่วนศีรษะที่ยังไม่มีลักษณะศีรษะของมังกรแล้ว ส่วนอื่นๆเรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกันทั้งสิ้น

            มิน่าล่ะอันดับหนึ่งจึงต้องการจะเข้ามายังแดนมรณะเพื่อเก็บเลือดของหยาจื้อ หากเขาได้มันไปคาดว่าจะสามารถกลายเป็นหยาจื้อได้โดยสมบูรณ์ ถึงเวลานั้นพละกำลังของเขาจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน

            เป็นเวลานานมาแล้วที่อันดับหนึ่งไม่เคยแสดงพละกำลังที่แท้จริงออกมาหลังจากกลับกลายเป็นร่างอสูร พลังปราณของเขาทำให้ฉินอวี่เริ่มรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนฉินอวี่มองไปทางพยนต์มรณะที่อยู่ห่างออกไปหลายจ้างพลางกระโดดขึ้นไปกลางอากาศโดยไม่ลังเล ก่อนจะกระโดดลงมาบนศีรษะของอันดับหนึ่งและพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ! “ไปกันเถอะ!”

            ดวงตาของอันดับหนึ่งเต็มไปด้วยความโกรธเคือง

            ในฐานะของอันดับหนึ่งแห่งคนหนุ่มสาวของเผ่าหยาจื้อมีชีพจรหยาจื้ออันบริสุทธิ์ อันดับหนึ่งจึงมีความหยิ่งผยองเป็นอย่างยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกระโดดมานั่งบนศีรษะของเขาเลย น้อยคนนักที่กล้าแตะต้องศีรษะของเขาแต่คนนอกผู้นี้กล้าดีอย่างไรจึงขึ้นมานั่งบนศีรษะของเขาเช่นนี้?

            ในตอนนี้จิตใจของอันดับหนึ่งเต็มไปด้วยความโกรธเคืองพลางสะบัดศีรษะอันใหญ่โตของเขาอย่างรุนแรง และพูดขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว“ไสหัวลงไปเดี๋ยวนี้!”

            “ขอแค่ข้ามีชีวิตรอด เจ้าก็มีหวังจะได้ครอบครองเลือดของหยาจื้อ!”ฉินอวี่พูดอย่างเรียบเฉย

            ในใจของอันดับหนึ่งที่กำลังเต็มไปด้วยความโกรธเมื่อได้ยินเรื่องเลือดของหยาจื้อก็เหมือนได้สติกลับมา เขาระงับความโกรธเอาไว้ในใจพลางแปลงกายตนเองด้วยพลังแสงสีทองดั่งดวงอาทิตย์สาดส่องพุ่งตรงเข้าใส่พยนต์มรณะเหล่านั้นทันทีเกิดเป็นถนนแห่งโลหิตที่ทอดยาว แต่ในใจของเขาตอนนี้กลับดุร้ายขึ้นอย่างยิ่งและเอาแต่คิดเรื่องการฉีกฉินอวี่ให้เป็นชิ้นๆ หากออกไปจากแดนขัดเกลาได้

            ฉินอวี่ขี่อยู่บนศีรษะของอันดับหนึ่งยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มอันเย้ยหยัน

            เจ้าชอบการวางแผนมากนักมิใช่หรือ?

            เจ้าคิดจะหลอกใช้ข้าเพื่อให้ได้เลือดของหยาจื้อมาใช่หรือไม่?

            เจ้าอยากตามข้ามามิใช่หรือ?

            เจ้าคิดทำร้ายข้าข้าไม่ถือสา

            เจ้าหลอกใช้ข้าข้าก็ไม่ใส่ใจ

            เจ้าตามข้ามาข้าก็ไม่อาจขวางได้

            แต่ข้าจะขี่เจ้าบ้างไม่ได้หรือ?

            “หลายปีมานี้ คิดว่าข้าน่าจะคนเป็นคนแรกที่ขึ้นมาขี่คอหยาจื้อได้เช่นนี้?น่าเสียดาย นี่ยังไม่ใช่หยาจื้อที่แท้จริง...”ฉินอวี่รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งอันดับหนึ่งผู้นี้เป็นถึงอันดับหนึ่งของเหล่าคนหนุ่มสาวเผ่าหยาจื้อมิใช่หรือ?แล้วจะทำไม? ข้าก็ยังขี่ได้ไม่ใช่หรือ?

            ฉินอวี่ไม่เป็นกังวลใจเลยว่าอันดับหนึ่งจะแก้แค้นอย่างไรกับเรื่องนี้ขอแค่เขาได้เลือดหยาจื้อ เขาก็จำเป็นต้องได้เลือดหยาจื้อเพื่อชีวิตรอดแต่หากไม่ได้มันมา ก็ไม่ต้องคิดเรื่องจะเข้าไปในเหวลึกอีก

            ดังนั้นฉินอวี่จึงไม่มีความเกรงกลัว

            และดูเหมือนจะเป็นเพราะความโกรธอันดับหนึ่งเกือบจะอาละวาดออกมา แม้ว่าจะมีพยนต์มรณะเป็นจำนวนมากแต่พยนต์มรณะล้วนแต่เป็นคนของเผ่าหยาจื้อในอดีตที่เข้ามายังที่แห่งนี้ในตอนเข้ามาครั้งยังมีชีวิตพวกเขาต่างอ่อนแอกว่าอันดับหนึ่งแต่เมื่อถูกแปรเปลี่ยนเป็นพยนต์มรณะแล้ว พละกำลังจะลดลงไปอย่างมากเมื่อถูกอันดับหนึ่งกระแทกใส่พยนต์มรณะเหล่านี้ต่างกระเด็นไปเหมือนกระสอบทรายที่ถูกเหวี่ยงทิ้ง

            ฉินอวี่ที่กำลังนั่งอยู่เหนือศีรษะของอันดับหนึ่งมองไปยังอันดับหนึ่งที่วิ่งตรงไปอย่างรุนแรง ในใจก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งหากวันใดที่อันดับหนึ่งกลายเป็นหยาจื้อที่แท้จริง เช่นนั้นคงจะน่าสนใจมากและตนเองก็จะกลายเป็นคนแรกที่เคยขี่อยู่บนศีรษะของผู้นำส่วนหยาจื้อในระยะเวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

            หลังจากพูดจาที่ดูน่าขุ่นเคืองออกไปฉินอวี่ก็ระงับความคิดทุกอย่างเอาไว้ และกวาดสายตามองพยนต์มรณะที่อยู่รอบกายพลางขมวดคิ้วแน่น แม้ว่าพยนต์มรณะจะมีจำนวนมาก และมีพละกำลังที่ไม่ค่อยดีนักแต่หลายปีมานี้ก็มีเหล่าอัจฉริยะของหยาจื้อสิบสามฝ่ายจำนวนมากที่เข้ามายังหอคอยขัดเกลาชั้นที่เจ็ดแห่งนี้ทั้งยังมีอีกหลายคนที่แข็งแกร่งกว่าอันดับหนึ่ง

            แต่ในกลุ่มยอดฝีมือหนุ่มสาวเหล่านี้กลับมีคนจำนวนน้อยนักที่รอดออกไปได้ จึงเห็นได้ชัดว่ามีพยนต์มรณะที่แข็งแกร่งอื่นๆหลบซ่อนอยู่ในที่แห่งนี้

            “ที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นเพียงพยนต์มรณะในระดับต่ำที่สุด หากเข้าไปลึกกว่านี้จะมีพยนต์มรณะที่แข็งแกร่งกว่านี้อีกหรือไม่?” ฉินอวี่เริ่มกังวลเล็กน้อยพวกพยนต์มรณะระดับต่ำเหล่านี้ยังคงจัดการสังหารได้แต่หากเผชิญหน้ากับพยนต์มรณะที่แข็งแกร่ง ถึงตอนนั้นคงต้องพบอันตรายที่แท้จริง

            ในเวลานี้เพลิงมรณะที่อยู่ในจุดตันเถียนของเขาได้พยายามพุ่งออกจากตันเถียนอย่างต่อเนื่องแต่ฉินอวี่ยังระงับไว้อย่างสุดกำลัง เมื่อมองไปยังเพลิงมรณะทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

            “พยนต์มรณะเหล่านี้เริ่มเกิดการโจมตีเป็นเพราะมันเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังการเกิด หากข้าใช้เพลิงมรณะห่อหุ้มตนเองไว้ก็จะสามารถซ่อนตัวจากพยนต์มรณะเหล่านี้ได้หรือไม่?”

            เมื่อคิดได้เช่นนี้หัวใจของฉินอวี่ก็รู้สึกเบิกบาน เขายิ่งมองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้นขอเพียงมีเพลิงมรณะห่อหุ้มร่างกาย เช่นนั้นแล้วพยนต์มรณะพวกนี้ก็คงไม่สามารถแยกแยะออก

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังคาดเดาความเป็นไปได้อยู่นั้นได้เกิดเสียงระเบิดดังสั่นสะเทือนขึ้นอย่างกะทันหันฉินอวี่เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับมองเห็นเงาร่างที่คลุมเครืออยู่ห่างออกไปร้อยกว่าจ้างเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นว่าเป็นรูปร่างของวานรยุทธ์ตัวหนึ่งที่มีความสูงอย่างน้อยสามจ้าง

            และตอนนี้เหล่าพยนต์มรณะที่ไล่ตามฉินอวี่และอันดับหนึ่งต่างหยุดชะงักลงทั้งหมดราวกับว่าจะสัมผัสได้ถึงพลังของวานรยุทธ์ตัวนั้น อันดับหนึ่งเองก็หยุดลงเช่นกันพลางจ้องตรงไปยังเงาร่างอันเลือนรางที่อยู่เบื้องหน้า และพูดขึ้นทันที“ยังไม่ไสหัวลงไปอีก!”

            ฉินอวี่เลิกคิ้วขึ้นเขาไม่ใช่คนประเภทได้คืบจะเอาศอก ดังนั้นจึงกระโดดลงจากศีรษะของอันดับหนึ่งทันที

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังกระโดดลงมานั้นเสียงระเบิดของสายฟ้าก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เขาจึงเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างรวดเร็วรูม่านตาของฉินอวี่หดเล็กลงทันที ภาพที่เห็นคือโซ่เหล็กขนาดเท่าแขนที่กำลังพันอยู่กับขวานขนาดใหญ่ที่กำลังโจมตีอย่างดุเดือดขวานนั้นเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วทุกทิศทาง ราวกับมีพลังแยกฟ้าแยกดิน

            ฉินอวี่ตกใจอย่างยิ่งพลันถอยกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนอันดับหนึ่งก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหลบออกไปอย่างไม่ลังเล

            “เปรี้ยง ตูม ตูม!”

            เกิดเสียงระเบิดดังสั่นสะเทือนไปทั้งฟ้าดินจนแผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน