กระดิ่งเก้าพญามาร
อันเจิงอยากมองด้านล่าง ทว่าตรงนั้นมีแต่ความเลือนรางและมีตัวอักษรประหลาดวุ่นวายเต็มไปหมดเขาอ่านไม่ออกเลยแม้แต่ตัวเดียว อันเจิงมีประสบการณ์และเรื่องราวที่คนอื่นไม่เคยมีในตอนที่เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีก็เคยเดินทางท่องใต้หล้าและเรียนรู้ตัวอักษรมากมายหลังจากรู้จักกู่เชียนเยว่ เขาก็เข้าใจแม้กระทั่งตัวอักษรของชนเผ่ากู่เลี่ย แต่ตัวอักษรที่เห็นในตอนนี้เหมือนรูปร่างวิญญาณซึ่งเขาดูไม่ออกเลยแม้แต่ตัวเดียว
ส่วนเฉินเซ่าป๋ายที่อยู่ด้านในปวดใจเล็กน้อยที่กระดิ่งเก้าพญามารกลายเป็นของอันเจิงไปแล้วเขาถอนหายใจพลางพูด “มีตาหามีแววไม่ จำเจ้าของตัวเองไม่ได้แล้วรึ?”
เสียงของเขาเบามากฉะนั้นอันเจิงและฉีเทียนจึงไม่ได้ยิน
อันเจิงไม่ได้สนใจเพราะอ่านตัวหนังสือเหล่านั้นไม่ออกแต่กลับดีใจมากกว่าที่สร้อยลูกประคำโลหิตเลื่อนระดับความสามารถแล้ว ก่อนหน้านี้สร้อยลูกประคำโลหิตมีความสามารถระดับสีขาวเท่านั้นหลังจากจัดเก็บกระดิ่งเก้าพญามารแล้ว สร้อยลูกประคำโลหิตก็เข้าสู่ระดับสีแดงทันทีฉะนั้นหากคำนวณตามสิ่งที่เห็นแล้ว กระดิ่งเก้าพญามารคงจะเก่งกาจไม่น้อยอันเจิงคิดในใจว่า สร้อยลูกประคำโลหิตไม่เพียงมีเรื่องลึกลับเกี่ยวกับเลือดเท่านั้นแต่มันยังสามารถจัดเก็บของวิเศษมากมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นของอะไรก็สามารถจัดเก็บได้ทั้งหมดอีกทั้งยังอธิบายความเป็นมาและวิธีการใช้ของชิ้นนั้น ๆ ได้อีกคนที่สร้างสร้อยลูกประคำโลหิตต้องสุดยอดมากแน่ ๆ
ในขณะนี้เอง เฉินเซ่าป๋ายก็ตะโกนขึ้นมาจากด้านข้าง“สวรรค์”
อันเจิงและฉีเทียนหันมามองจากนั้นก็สะดุ้งไปตาม ๆ กัน
เพราะก่อนหน้านี้ลำแสงที่ทรงพลังของกระดิ่งเก้าพญามารซัดซากศพและสิ่งของต่างๆ ออกไปจนหมด ฉะนั้นตอนนี้จึงมีของวิเศษปรากฏมากมายมันเป็นความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในสวนแตงโมที่ต้นและใบแตงโมถูกตัดออกหมดแล้ว ตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่แตงโมจำนวนมากที่วางอยู่ในสวนเท่านั้น
เฉินเซ่าป๋ายก้มตัวเก็บของวิเศษ “โอ้โหของวิเศษระดับสีแดง โอ้โห...อันนี้ดี อันนี้คือของวิเศษระดับสีแดงขั้นสูง”
ท่าทางที่เขาก้มหน้าก้มตาเก็บของวิเศษไม่ต่างไปจากเด็กน้อยที่มักจะไปเก็บขยะตามทางเลย
อันเจิงและฉีเทียนก็เดินเข้าไป แล้วก้มตัวลงเก็บของวิเศษเช่นกันของวิเศษทุกชิ้นต่างก็มีความเป็นมาที่ต่างกันออกไป เมื่อดูจากตอนนี้แล้วสามารถเดาได้เลยว่าหอยนี้ต้องใช้มนต์ดึงดูดผู้ฝึกพลังวัตรเข้ามาตายมากมายแน่ ความน่าประหลาดใจมีมาเรื่อยๆ หากผู้เฒ่าฮั่วเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นละก็ คงต้องบอกว่าเป็นโชคของอันเจิงอีกแน่นอนหากนำของวิเศษออกไปด้านนอกหนึ่งชิ้น มีชิ้นไหนมีค่าน้อยกว่าทองคำหนึ่งหมื่นตำลึงบ้าง?ในนี้มีของวิเศษระดับสีแดง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีของวิเศษระดับสีทองอีกด้วย ซึ่งมีค่ามากเท่ากับเมืองเมืองหนึ่งเลยทีเดียว
ผ่านไปเพียงไม่นานกลางอกเฉินเซ่าป๋ายก็เต็มไปด้วยของวิเศษ จากนั้นเขาก็ยัดพวกมันให้อันเจิง“ไม่มีความหมาย ล้วนเป็นอาวุธทั้งนั้น”
อันเจิงรู้สึกเกรงใจ “ให้ข้าทั้งหมดเลยรึ?”
ฉีเทียนก็นำของวิเศษที่เก็บได้ให้อันเจิงทั้งหมด “ไม่มีความหมายล้วนเป็นอาวุธทั้งนั้น”
เฉินเซ่าป๋ายกลอกตา“ข้าใช้อาวุธเหล่านี้ไม่ได้ เจ้ายังจะมาพึมพำอะไรอีก?”
ฉีเทียนยักไหล่ “ระดับต่ำเกินไปข้าไม่อยากได้”
ทันใดนั้นอันเจิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกบในกะลาทันที เขาพูดอย่างนอบน้อม “เอาให้ข้า ๆข้าเอาทั้งหมดเลย!”
พวกเขาทั้งสามคนสาละวนเก็บของวิเศษบนพื้นครู่หนึ่งตอนนี้อันเจิงเก็บของวิเศษเข้าไปไว้ในสร้อยลูกประคำโลหิตไม่ต่ำกว่าร้อยชิ้นแล้วทันใดนั้นในสมองของอันเจิงก็ปรากฏวิธีการใช้และประวัติความเป็นมาของของวิเศษทีละชิ้นอันเจิงรีบสลัดความนึกคิดเกี่ยวกับของวิเศษทั้งหมดทิ้งไปก่อน เอาไว้ค่อยกลับไปดูอย่างละเอียดที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์
“นี่คืออะไร?”
อันเจิงสังเกตเห็นอย่างกะทันหันว่ากองศพด้านข้างมีของอะไรบางอย่างอยู่ด้านในเขาจึงเดินเข้าไปคุ้ยดู แล้วมีไข่มุกขนาดเท่ากำปั้นกลิ้งออกมาไข่มุกเม็ดนั้นงดงามและใสมาก ด้านในมีลำแสงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ อันเจิงชูไข่มุกขึ้นจากนั้นก็มองอย่างละเอียด แต่ในสมองกลับไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับของสิ่งนี้เลยสักนิดในใต้หล้านี้ ของที่เขาไม่รู้จักมีน้อยมากจริง ๆ
ฉีเทียนเดินเข้าไปดูแล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก“อ้อ...แก้ววารี ตอนที่ข้าอยู่ทะเลทางตะวันออกก็ได้มาชิ้นหนึ่งต่อมารู้สึกว่าไม่มีประโยชน์จึงมอบให้คนอื่นไปแล้ว หากไม่นานถึงหมื่นปีของชิ้นนี้ไม่มีทางกลายเป็นลักษณะนี้ ถึงแม้ของชิ้นนี้จะไม่มีประโยชน์มากแต่มันก็ยังพอใช้ได้บ้าง หลังจากมีของชิ้นนี้แล้ว เจ้าสามารถเดินอยู่ใต้ทะเลลึกโดยไม่ถูกน้ำซัดไม่เพียงแค่ทะเลเท่านั้น ขอเพียงเป็นน้ำ เจ้าสามารถอยู่ได้โดยเสื้อผ้าไม่เปียกเลย ของชิ้นนี้ยังมีความสามารถอีกอย่างก็คือหากเจ้าเป็นคนธาตุน้ำ ของชิ้นนี้จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเจ้า ทำให้เจ้าสามารถสั่งการน้ำที่อยู่รอบๆ ได้ด้วย”
“ของชิ้นนี้ไม่ใช่อาวุธแต่เป็นของมีค่าที่เกิดจากธรรมชาติ ฉะนั้นหากเทียบกับคนทั่วไปอย่างพวกเจ้าแล้วมันน่าจะมีคุณค่าไม่น้อย”
หลังจากพูดจบฉีเทียนก็เดินจากไป ทำเหมือนไม่สนใจของชิ้นนี้เลยสักนิดไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าหมอนี่เคยอยู่ในจุดที่สูงส่งมากขนาดไหนแม้กระทั่งกระดิ่งเก้าพญามารและของวิเศษระดับสีทองก็ไม่อาจทำให้เขาสนใจได้
เฉินเซ่าป๋ายเดินเข้ามาดู“ของชิ้นนี้เหมาะกับเจ้า”
“เจ้ามอบของให้ข้ามากมายขนาดนี้งั้นข้ามอบมันให้เจ้าละกัน”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเบา ๆ “แหม...ไม่ต้องมันไม่เหมาะกับข้า”
“เพราะอะไร?”
“ข้าไม่ใช่คนชอบฉี่รดที่นอน”
“ไสหัวไป...”
เฉินเซ่าป๋ายหยิบไข่มุกขึ้นมาดู“ถึงแม้ของชิ้นนี้จะมีค่ามากกว่าอาวุธอื่น ๆ แต่มันไม่เหมาะกับข้าหากเป็นแก้วอัคคีถึงจะเหมาะ เจ้าเก็บมันไว้เถอะ อีกหน่อยเจ้าก็ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าตอนฉี่ราดแล้ว”
อันเจิงหยิบไข่มุกมาเก็บไว้“เจ้าไม่เอาก็ช่าง กลับไปแล้วข้ามอบให้คนอื่นดีกว่า”
“เจ้ายังมีเพื่อนที่ชอบฉี่ราดอีกสินะ” เฉินเซ่าป๋ายพูดพลางหัวเราะ
อันเจิงไม่สนใจเขาแล้วเดินไปด้านหน้าต่อฉีเทียนอยู่ด้านหน้าสุด พวกเขาเดินอ้อมซากศพที่กองรวมกันไป จู่ ๆด้านในที่กว้างใหญ่ก็ทำให้เขาหยุดชะงักไปทันที ฉีเทียนไม่หันกลับมาแต่กลับโบกมือเรียกอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเข้าไปหา พวกเขาทั้งสองคนรีบวิ่งตามไป แต่หลังจากที่เห็นแล้วก็ชะงักทันที
ด้านในมีบ้านหลังหนึ่ง
เป็นบ้านที่ดูธรรมดามาก ประตูบ้านปิดอยู่พวกเขาทั้งสามคนยืนอย่างมึนงง ในใจคิดว่าหากเปิดประตูเข้าไปแล้วมีคนอยู่จะทำอย่างไร?ฉีเทียนให้อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายถอยไปด้านหลัง จากนั้นก็เรียกไม้กระบองออกมาถือไว้ด้วยมือขวาส่วนมือซ้ายก็ค่อย ๆ เปิดประตูออกช้า ๆ ด้านในประตูมีแสงริบหรี่ประกายออกมา แสงนั้นส่องลงบนตัวของฉีเทียนแล้วทำให้อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายสามารถมองทะลุเข้าไปภายในร่างเขาเห็นชัดเจนแม้กระทั่งกระดูกกับอวัยวะภายใน
“ไม่มีคน”
ฉีเทียนมองเข้าไปด้านในแวบหนึ่ง แล้วจึงผลักประตูให้เปิดออกเขาไม่รู้ตัวว่าเมื่อร่างตนถูกแสงส่องแล้วจะทำให้เห็นอวัยวะภายในทว่าอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายกลับเห็นมันอย่างชัดเจน
“เจ้าหมอนี่น่ากลัวจริง”เฉินเซ่าป๋ายกลืนน้ำลาย...
ฉีเทียนมีหัวใจสองดวงที่กำลังเต้นอยู่
พวกเขาทั้งสองคนเดินตามหลังฉีเทียนอย่างระมัดระวังแล้วเห็นว่าภายในห้องไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ดูเหมือนมีคนเคยอยู่ในนี้มาก่อนในห้องไม่มีเก้าอี้กับโต๊ะ มีเพียงเตียงหินที่สะอาดสะอ้านวางอยู่เท่านั้นฉีเทียนเดินเข้าไปดูเตียงหินอย่างละเอียด แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “กลิ่นอายของผู้วิเศษ”
อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเดินเข้าไปจึงเห็นว่าบนเตียงมีรอยเว้าเหมือนบั้นท้ายอยู่ ไม่รู้ว่าคนที่เคยอาศัยอยู่ในนี้อยู่มานานเท่าไหร่แล้วเพราะแม้กระทั่งหินยังกลายเป็นรอยเว้าตามตัวเลย
เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังฉีเทียน“เจ้ารู้ได้อย่างไร บนเตียงนี้มีกลิ่นที่ประหลาดอย่างงั้นรึ?”
ฉีเทียนเขม่นหน้าเขาแวบหนึ่งแล้วยื่นมือไปจับบนเตียงหิน “มีผู้วิเศษอาศัยอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย กลิ่นอายยังติดอยู่เลยแต่ถึงกระนั้น เขาได้จากที่นี่ไปนานแสนนานแล้วล่ะ อาจจะประมาณหลายพันปี หรือมากกว่านั้นก็ได้”
แอ๊ด!
เขาเพิ่งพูดจบประตูก็ปิดเองทันที
เฉินเซ่าป๋ายสะดุ้งตกใจแล้วมองไปยังอันเจิงจึงเห็นว่าอันเจิงกำลังถูกภาพวาดบนผนังดึงดูดอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปยืนข้างอันเจิงแล้วมองอย่างละเอียดภาพวาดนั้นคือปลาขนาดใหญ่ แม้จะเป็นเพียงภาพที่เลือนราง แต่ยังสามารถเห็นเกล็ดบนตัวอยู่เขาหันไปมองอันเจิงแล้วพบว่าอันเจิงกำลังนับเกล็ดบนตัวปลา...
“หนึ่งร้อยแปดชิ้น...ปลาวิเศษ?”
“ปลาวิเศษ?”
ฉีเทียนก็พุ่งเข้ามาดูเช่นกันแล้วดวงตาทั้งสองก็เบิกโตขึ้นทันที “นี่เป็นปลามังกรไม่ใช่รึ?”
“ปลามังกรคืออะไร?”
“พวกเจ้าต้องเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับปลายักษ์กระโดดเข้าประตูมังกรใช่หรือไม่?”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“นี่ก็คือปลามังกร เล่ากันว่าหากมันสามารถหาประตูมังกรจนเจอและกระโดดเข้าไป มันก็สามารถแปลงเป็นมังกรได้แน่นอนว่าข้าก็เคยได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน ทว่าไม่เคยเห็นมาก่อน”
เฉินเซ่าป๋ายขานรับแล้วหันกลับไปมองประตูที่ปิดอยู่ “แต่จะออกไปอย่างไร?”
ในขณะนี้เอง ภายในห้องก็มีกลิ่นอายที่เย็นยะเยือกแผ่ไปทั่วจากนั้นกลุ่มพลังสีเขียวก็ปรากฏ แล้วค่อย ๆ รวมตัวกันอยู่กลางอากาศจากนั้นก็กลายเป็นตัวอักษร ตัวอักษรนี้ชัดเจนมาก พวกเขาทั้งสามคนจึงขยับตัวเข้าไปอ่านมันเขียนว่า...เก็บไว้ให้คนที่มีวาสนา
“หมายความว่าอะไร?”
เฉินเซ่าป๋ายขมวดคิ้ว “หมายความว่าพวกเราคือคนที่มีวาสนาของเขารึ?”
เขายังไม่ทันพูดจบตัวอักษรที่ลอยอยู่กลางอากาศก็หายไปทันที แล้วกลายเป็นกลุ่มพลังสีเขียวดังเดิมหลังจากหมุนตัวอยู่กลางอากาศรอบหนึ่ง กลุ่มพลังก็แบ่งออกเป็นสามส่วนส่วนหนึ่งเข้าไปในจมูกของฉีเทียน อีกส่วนเข้าไปในจมูกของเฉินเซ่าป๋าย และส่วนสุดท้ายก็เข้าไปในจมูกของอันเจิงพวกเขาทั้งสามคนพยายามต่อต้าน ทว่าก็ไม่อาจห้ามอะไรได้ ขณะที่กลุ่มพลังนี้เข้าสู่ร่างกายร่างของพวกเขาทั้งสามก็แข็งเกร็งไปทันที
เฉินเซ่าป๋ายอยากพูดอะไรบางอย่างทว่าปากกลับไม่สามารถอ้าได้ เขาหมุนลูกตาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่คาดว่าอีกสองคนก็คงไม่ต่างไปจากตัวเองฉะนั้นเฉินเซ่าป๋ายรู้สึกดีใจขึ้นเล็กน้อย เพราะเขายืนเยื้องอยู่ด้านหลังอย่างน้อยก็สามารถมองเห็นอีกสองคนตรงหน้าได้ ส่วนพวกเขา...หากอยากมองตนเองคงต้องมองผ่านรูทวารแล้วล่ะ
เขาช่างเป็นคนคิดน้อยเสียจริงขนาดเกิดเรื่องแบบนี้แล้วยังจะมาคิดเรื่องไร้สาระเช่นนี้อยู่ ในขณะนี้เองเขารู้สึกว่ามีพลังบางอย่างกำลังล่องลอยอยู่ในตัวอย่างไม่อาจควบคุมได้ราวกับเป็นพลังที่อ่อนโยน โดยเริ่มจากท้องน้อยก่อน แล้วค่อย ๆ ไหลไปตามตำแหน่งต่างๆ ในร่างกาย มันเริ่มลงไปด้านล่าง จากนั้นก็ไหลไปที่เท้าซ้าย ก่อนจะค่อย ๆไหลกลับมาที่เท้าขวา จากนั้นก็กลับขึ้นมาอีกครั้งแล้วสุดท้ายก็เข้าสู่เส้นเลือดของเขา
จากนั้นก็มีพลังระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน เป็นพลังที่มหาศาลจนตัวเฉินเซ่าป๋ายเองก็ตกใจ
พลังวัตรของเขาเลื่อนระดับแล้ว!
เฉินเซ่าป๋ายชะงักไปแล้วมองไปยังร่างของสองคนตรงหน้าที่พลังกำลังระเบิดออกเช่นกัน
ทันใดนั้นเฉินเซ่าป๋ายก็รู้สึกเสียใจทันที...ก่อนหน้านี้เขาดีใจที่ตัวเองยืนอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นคนอื่นทว่าตอนนี้เขาเสียใจอย่างถึงที่สุด เพราะอะไรตัวเองถึงไม่ยืนในตำแหน่งด้านหน้า?พลังของฉีเทียนระเบิดออก ทำให้เสื้อผ้าของเฉินเซ่าป๋ายขาดทันทีแล้วผมของเขาก็ถูกแรงระเบิดซัดไปด้านหลังทั้งหมด แต่สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือนี่เป็นเพียงพลังวัตรที่เลื่อนขั้นเท่านั้น ยังต้องขับพลังวัตรที่มีก่อนหน้านี้ออกให้หมดด้วย
ฉะนั้นรูขุมขนทุกส่วนในร่างกายจึงมีพลังพุ่งออกมาขนาดรูขุมขนยังต้องขับถ่ายพลังลมปราณ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...รูทวารจะไม่ทำงานรึ?
การขับถ่ายพลังทำให้เฉินเซ่าป๋ายแทบจะสลบพลังนี้ซัดจนใบหน้าเขาสั่น พลังของฉีเทียนเพิ่งจะผ่านพ้นไปตอนนี้พลังวัตรของอันเจิงก็เลื่อนขั้นแล้ว เดิมทีคิดว่าพลังของฉีเทียนที่ถูกขับออกมาน่าตกใจมากแล้วแต่เมื่อพลังของอันเจิงถูกขับออกมา มันทำให้เฉินเซ่าป๋ายไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกเลย...พลังที่ซัดมาทำให้เขารู้สึกว่าเนื้อบนร่างตัวเองถูกซัดไปด้านหลังหมดแล้วเหลือเพียงโครงกระดูกที่ยังยืนอยู่เท่านั้น
ปู้ด ๆ ๆ
เฉินเซ่าป๋ายคิดในใจ...มารดามันเถอะ ยังมาแบบรัวๆ อีกนะ
ระเบิดครั้งแรกเนื้อบนร่างสั่นระเบิดครั้งที่สองทำให้เนื้อปลิวไปด้านหลัง...
หลังจากผ่านไปนาน พลังที่ซัดเนื้อและผมของเฉินเซ่าป๋ายถึงหยุดลงตอนนี้เขารู้สึกเหมือนผมของตัวเองถูกซัดปลิวจนตั้งขึ้นแล้วจากนั้นเขาก็ไออย่างอดไม่ได้ ในปากก็พ่นอากาศเสียอย่างต่อเนื่อง...