บทที่ 119: ศัตรูที่แท้จริง
หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญผ่านพ้นไป งานเลี้ยงก็ดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น แต่ลึกๆ แล้วทุกคนต่างรู้ดีว่านี่เป็นเพียงความสงบก่อนพายุใหญ่
กู่เทียนฉิงนั่งอยู่ที่โต๊ะรับรองพิเศษเคียงข้างฮ่องเต้ เขาพูดคุยและหัวเราะอย่างเป็นกันเอง ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาคือปรมาจารย์ฝ่ายธรรมะผู้ทรงคุณธรรม เป็นเสาหลักแห่งความยุติธรรมของแคว้นเมฆาคราม
แต่หลิงเซียวไม่ได้มองเขาด้วยสายตาเช่นนั้น
หลิงเซียวนั่งจิบสุราอยู่ที่มุมเดิม สายตาของเขาจับจ้องไปที่กู่เทียนฉิงอย่างไม่วางตา แต่ไม่ใช่การจ้องมองแบบเสียมารยาท มันคือการ "เพ่งกระแสจิต" ผ่านทักษะพิเศษของ [เพลงกระบี่จักรพรรดิไร้ใจ]
เคล็ดวิชานี้ไม่เพียงแต่ใช้โจมตีจิตวิญญาณ แต่ยังทำให้ผู้ใช้มองเห็น "แก่นแท้" ของจิตวิญญาณผู้อื่นได้ในระดับหนึ่ง
"แปลก..."
หลิงเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทุกครั้งที่กู่เทียนฉิงโคจรพลังลมปราณเพื่อดื่มสุราหรือพูดคุย ภายใต้แสงสีครามบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มร่างกายของเขา หลิงเซียวกลับมองเห็น "เส้นใยสีดำ" บางๆ ที่เต้นตุบๆ อยู่ภายในจุดตันเถียนของเจ้าสำนักผู้นี้
มันเป็นกลิ่นอายที่แตกต่างจากลมปราณธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง มันเย็นยะเยือก บิดเบี้ยว และเต็มไปด้วยความกระหายเลือดที่รุนแรงยิ่งกว่าจิตสังหารทั่วไป
"กลิ่นอายมาร..."
หลิงเซียวตระหนักได้ในทันที ความรู้จากนิยายแฟนตาซีนับพันเรื่องที่เขาเคยอ่านแล่นเข้ามาในหัว
ผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่ฝึกฝนวิชามารมักจะมีพลังที่ก้าวกระโดดรวดเร็วกว่าปกติ แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความเป็นมนุษย์หรือต้องสังเวยชีวิตผู้อื่น
"นิกายอันดับหนึ่งของแคว้น... แท้จริงแล้วเป็นรังของพวกลัทธิมารงั้นรึ?"
หลิงเซียวเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน การลอบสังหารปิดปากองค์หญิง การแย่งชิงทรัพยากรในตลาดมืด และความโหดเหี้ยมของเจี้ยนเฉิน... ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ความเลวร้ายของตัวบุคคล แต่มันคือรากฐานที่เน่าเฟะของทั้งนิกาย!
กู่เทียนฉิงที่กำลังหัวเราะร่าอยู่บนบัลลังก์นั้น ในสายตาของหลิงเซียวตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับปีศาจร้ายที่สวมหนังมนุษย์
"ระบบ ตรวจสอบเป้าหมาย" หลิงเซียวลองเรียกใช้ฟังก์ชั่นพื้นฐาน
[ แจ้งเตือน: เป้าหมายมีระดับพลังสูงเกินกว่าจะตรวจสอบรายละเอียดได้ทั้งหมด ]
[ ตรวจพบพลังงานด้านลบความเข้มข้นสูง: 85% ]
[ คำเตือน: เป้าหมายมีความอันตรายระดับวิกฤต ]
"ชัดเจน" หลิงเซียววางจอกสุราลง
การมาเยือนเมืองหลวงครั้งนี้ เดิมทีเขาคิดแค่ว่าจะมาคว้าอันดับหนึ่งและชิงรางวัล แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเหวี่ยงเขาเข้ามาอยู่กลางสมรภูมิระหว่างธรรมะและอธรรมเสียแล้ว
และศัตรูที่แท้จริงของเขา ไม่ใช่แค่ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แต่เป็นเจ้าสำนักผู้ทรงอำนาจคนนี้
"กึ่งวิญญาณแรกเริ่มที่ฝึกวิชามาร..." หลิงเซียวพึมพำมุมปากยกยิ้มเย็น "ช่างเป็นบอสที่น่าท้าทายจริงๆ"
งานเลี้ยงเลิกราลงในช่วงดึก หลิงเซียวลุกขึ้นและเดินออกจากท้องพระโรง เขาไม่ได้เข้าไปทักทายใคร และพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับฝูงชนที่สุด แต่เขารู้ดีว่าสายตาของกู่เทียนฉิงยังคงจับจ้องมาที่แผ่นหลังของเขา
สงครามครั้งนี้... ไม่ใช่แค่การประลองยุทธ์ธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือสงครามเอาชีวิตรอดจากเงามืดที่กำลังจะกลืนกินแคว้นทั้งแคว้น