Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 3 ตอนที่ 67 พลังมืด

            ตอนที่มาถึงห้องโถงซูฮ่าวกลับไม่เห็นเย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยว

            เขานิ่งอยู่สักพัก ขณะที่กำลังอยากไปตามหาพวกเธอ ก็เห็นพวกเธอเดินลงบันไดมาแล้ว

            คนที่ลงมาก่อนคือเย่เฉียวเฉี่ยวเธอเป็นคนแรกที่วิ่งมาทางซูฮ่าวอย่างกระตือรือร้น หลังจากนั้นก็หอมแก้มซูฮ่าวอย่างรุนแรง

            “พี่ชายขอบคุณที่พี่ช่วยรักษาใบหน้าให้พี่สาวนะ ตอนนี้พี่สาวสวยขึ้นมากเลยล่ะ!”

            “จริงหรือ?” ซูฮ่าวหัวเราะอย่างเข้าใจและเงยหน้ามองไปทางบันได

            เขาเห็นเย่จื่ออี๋เม้มปากและค่อยๆ เดินลงมา ใบหน้าครึ่งซ้ายของเธอราวกับเปลี่ยนหนังใหม่ ไม่มีรอยแผลเป็นที่อัปลักษณ์อย่างก่อนหน้านี้แล้ว ใบหน้าเปล่งปลั่งราวกับไข่ไก่ที่เพิ่งปอกเปลือก ขาวเนียนเป็นอย่างยิ่ง

            เทียบกับใบหน้าด้านขวาแล้วใบหน้าด้านซ้ายของเธองามสมบูรณ์แบบราวกับแกะสลัก

            “ดูท่าแล้วยาคงได้ผลดีมาก” ซูฮ่าวเดินเข้าไปมองอย่างละเอียดพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่พึงพอใจ

            จริงๆแล้วเขาก็ไม่มีความมั่นใจกับยาชะลอวัยมากนัก แค่ได้ยินจากในวงการนักรบโบราณว่ายาชะลอวัยมีประสิทธิภาพที่พิเศษต่อใบหน้าที่เสียโฉมเขาจึงซื้อวัสดุยามาจากทางอินเทอร์เน็ตมากมายและปรุงเป็นยาชะลอวัยให้เย่จื่ออี๋ลองดู

            พอผลออกมา ยาชะลอวัยนี้ไม่เลวจริงๆต่อไปคงต้องเพิ่มสินค้าเข้าไปในบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวด้วย โอกาสทางธุรกิจก็มีมาก

            “คุณซูฉันไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะขอบคุณคุณอย่างไร!” เย่จื่ออี๋ลูบใบหน้าด้านซ้ายดวงตาเผยความซาบซึ้งใจออกมา ในกรอบตาเปียกชุ่ม

            จนถึงตอนนี้เธอก็ยังคงอยู่ในอาการเหลือเชื่อ

            ในห้องนอนเล็กหลังจากที่เธอใช้ยาชะลอวัยตามวิธีการที่ซูฮ่าวบอกและก็บดยาชะลอวัยอีกสี่เม็ดที่เหลือมาส์กหน้าแล้ว

            หลังจากผ่านไปสิบห้านาทีเธอก็ล้างออก

            ใบหน้าด้านซ้ายในเวลานั้นหย่อนยานทำให้เธอเป็นกังวลมากว่าเป็นเพราะผลกระทบของยาที่บดหรือไม่

            แต่ต่อมาเธอก็พบว่าตนเองผิดแล้ว

            ตอนที่เธอยื่นมือไปแตะที่ใบหน้าด้านซ้ายคิดไม่ถึงว่ารอยแผลเป็นที่อัปลักษณ์บนใบหน้าจะร่วงลงมาพร้อมกับผิวหน้าด้านซ้ายจนหมด

            ต่อมาใบหน้าด้านซ้ายที่เกิดขึ้นใหม่ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

            ผิวพรรณขาวใสบางราวกับปีกของจักจั่น

            ผิวหน้าที่ขาวใสเป็นยองใยนั้นขาวเนียนจนทำให้เธอรู้สึกงุนงงอยู่ที่เดิม

            เธอได้บอกลารอยแผลเป็นบนใบหน้าด้านซ้ายของเธอที่อัปลักษณ์ และฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิม และสวยงามยิ่งกว่าเดิม

            ตอนนั้นเธอคิดว่าคือภาพลวงตาและบีบใบหน้าด้านซ้ายของตนเองอย่างแรง เมื่อเธอรู้สึกเจ็บปวดที่ใบหน้าด้านซ้าย เธอก็เพิ่งจะเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

            ใบหน้าด้านซ้ายของเธอฟื้นฟูแล้ว!

            ใบหน้าของเธอมีหวังแล้วจริงๆ !

            แต่คุณงามความดีทุกอย่างนี้ล้วนเกิดจากยาที่ซูฮ่าวปรุง!

            เธอไม่รู้ว่าควรจะบรรยายความรู้สึกที่มีต่อซูฮ่าวอย่างไรหรือใช้คำพูดใดๆ มาบรรยายความซาบซึ้งนี้ก็ยังไม่พอ รู้สึกว่ามันยังน้อยไป แต่นอกจากคำว่าขอบคุณเช่นนี้แล้วเธอก็ไม่มีวิธีการอื่นมาแสดงความรู้สึกขอบคุณที่อยู่ภายในใจได้

            “ใบหน้าฟื้นฟูได้ก็ดีแล้ว เรื่องอื่นค่อยมาว่ากันทีหลังเถอะ” ซูฮ่าวโบกมือและพูดพลางหัวเราะว่า “ฉันจะเตรียมยาชะลอวัยให้เธอในวันพรุ่งนี้และวันมะรืนนี้ ถึงเวลาเธอก็ลองใช้เหมือนวันนี้ต่อถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด วันมะรืนเธอก็เตรียมบอกลาใบหน้านี้ไปตลอดกาลได้เลย”

            “เวลานั้นฉันหวังว่าเธอจะกลับมามีความมั่นใจใหม่อีกครั้งและเผชิญหน้ากับโลกใบนี้อย่างมองโลกในแง่ดีได้”

            “ค่ะ!”น้ำตาของเย่จื่ออี๋ไหลพรากลงมา ไหลอาบปากเบาๆ

            ใจเธอพองโตดั่งคลื่นซัดสาดราวกับทะเลสาบที่สงบนิ่งเกิดคลื่นเล็กๆ หลายชั้น ในใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและปลื้มใจ

            ซูฮ่าวรู้ว่านั่นคือน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง และยังเป็นน้ำตาที่รอคอยมานาน

            “พี่สาวอย่าร้องไห้ ถ้าร้องไห้เดี๋ยวมีปีศาจมาจับไปนะ” เย่เฉียวเฉี่ยวหยิบกระดาษทิชชูออกมาจากนั้นรีบวิ่งไปตรงหน้าเย่จื่ออี๋ และยื่นทิชชูให้เธอ

            “อือๆพี่ไม่ร้องแล้ว” เย่จื่ออี๋พยายามควบคุมน้ำตาที่ไหลพรากลงมาอย่างต่อเนื่อง เธอหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาแล้วเช็ดออก หลังจากนั้นก็ลูบหัวของเย่เฉียวเฉี่ยวพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ปลื้มใจออกมา “เฉียวเฉี่ยวเป็นเด็กดีจริงๆ !”

            “อิๆ… ” เย่เฉียวเฉี่ยวแลบลิ้นปลิ้นตา และทำท่าทางน่ารัก

            ซูฮ่าวที่เห็นเหตุการณ์นี้ก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

            บางทีอาจเป็นเพราะมีเย่เฉียวเฉี่ยวอยู่ จึงทำให้เย่จื่ออี๋ยอมสู้กับโลกที่เยือกเย็นใบนี้

            “หืม?” ซูฮ่าวราวกับรับรู้ว่ามีคนเข้ามาใกล้วิลล่า เขาจึงหันไปมองประตูทางเข้าของวิลล่า

            อย่างที่คิดเอาไว้ เขาเห็นรถหรูสองสามคันแล่นมาและพวกหวางเฉิงเทียนก็ค่อยๆ เดินลงมาจากรถ

            ที่ทำให้ซูฮ่าวรู้สึกประหลาดใจก็คือบนใบหน้าของหวางเฉิงเทียนในเวลานี้มอมแมม ส่วนหม่าปิงคนสนิทของเขานั้น มือทั้งคู่พันผ้าพันแผลหน้าตาฟกช้ำดำเขียว ราวกับเพิ่งผ่านสงครามมา

            ซูฮ่าวไม่เข้าใจ

            หม่าปิงคือนักรบโบราณโฮ่วเทียนช่วงกลาง และยังฝึกฝนด้วยความเข้มงวด ควบคู่กับปืนในมือ ด้านกำลังก็เทียบเท่ากับนักรบโบราณโฮ่วเทียนช่วงหลัง โดยปกติแล้วคนธรรมดาไม่สามารถทำร้ายเขาได้

            พวกหวางเฉิงเทียนเห็นซูฮ่าวยืนอยู่ในห้องโถงไกลๆจึงต้องการจะเข้าไปพูดกับซูฮ่าว แต่กลับถูกค่ายกลวงกตรั้งไว้ พวกเขาจึงได้แต่วนเวียนอยู่ที่เดิม

            ซูฮ่าวเห็นอย่างนี้แล้วก็ให้เย่จื่ออี๋กับเย่เฉียวเฉี่ยวไปพักผ่อนที่ห้องนอนเล็กจากนั้นเขาก็เดินออกมาจากวิลล่า และถอนค่ายกลวงกตออก

            “พวกคุณไปทำอะไรมาทำไมเป็นอย่างนี้?”

            “คุณซู เรื่องมันยาวครับ!” หวางเฉิงเทียนฝืนยิ้มและหยิบซิการ์ออกมาจุด เขาสูบไปด้วยและพูดอธิบายไปด้วย

            “เมื่อวานนี้พอผมรู้ว่าอาการป่วยของตัวเองมีสาเหตุมาจากคนรอบข้างวางยา ผมก็ส่งคนไปสืบและพบเบาะแสบางอย่างแล้ว

            ตอนเช้าวันนี้ผมไปถึงกลุ่มบริษัทเทียนเฉินก่อน เรียกประชุมรวม พนักงานระดับหัวหน้าฝ่ายขึ้นไปให้มารวมตัวอยู่ที่ห้องประชุมกำจัดสายลับของมือมืดที่อยู่เบื้องหลังที่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มบริษัท

            หลังจากนั้นผมไปที่โรงพยาบาลเอกชน จับตัวหมอที่ปรุงยาบำรุงให้ผม บีบให้รับสารภาพในที่สุดก็ได้ที่อยู่ของมือมืดที่อยู่เบื้องหลัง

            ผมให้เสี่ยวหม่าพาลูกน้องกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปหาที่ซ่อนตัวของมือมืดที่อยู่เบื้องหลังคนนั้นโดยไม่ลังเล

            เดิมทีคิดว่าหากมีจำนวนคนมากและมีอำนาจบารมี แถมยังมีนักรบโบราณอย่างเสี่ยวหม่าดูแลอีกคงจะไม่เกิดปัญหาอะไร

            แต่ใครจะรู้ว่ามือมืดที่อยู่เบื้องหลังคนนั้นก็คือนักรบโบราณเหมือนกัน แล้วยังมีกำลังแข็งแกร่งมาก จริงๆแล้วลูกน้องกลุ่มนั้นของผมก็รั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ได้แม้แต่เสี่ยวหม่าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย

            ดีที่เวลานั้นผมมือไวตาไวหยิบปืนออกมากำบังสามารถถอยหลบไปพร้อมกับเสี่ยวหม่าได้ทันเวลาจึงหนีออกมาจากสถานที่แห่งนั้นได้ มิฉะนั้นตอนนี้ก็คงจะตายไปแล้ว”

            ซูฮ่าวสังเกตเห็นว่าตอนที่หวางเฉิงเทียนพูดอย่างนี้มือที่ถือซิการ์ของเขาก็สั่นเทา และมองออกว่าอีกฝ่ายตกใจกลัวมากจริงๆ

            เขามองหม่าปิงพลางถามอย่างแปลกใจว่า “คนคนนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน?”

            “คุณซู ผมขอพูดตามตรง กำลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก!”หม่าปิงเผยสีหน้าหนักอึ้ง บนใบหน้ายังคงมีความหวาดกลัว

            “แม้แต่กระบวนท่าที่เขาใช้ ผมก็ยังไม่สามารถมองให้ชัดเจนได้ ตอนที่ได้สติ กระดูกมือทั้งสองข้างก็ถูกหักแล้วดีที่อีกฝ่ายยังไม่อยากเอาชีวิตผม มิฉะนั้นผมก็คงจะตายไปแล้ว”

            “หากผมเดาไม่ผิดอีกฝ่ายน่าจะเป็นขั้นโฮ่วเทียนช่วงสุดยอด ด้วยกำลังของโฮ่วเทียนช่วงกลางของผมในตอนนี้ ไม่มีทางที่ผมจะสามารถเอาชนะได้แน่นอน”

            ซูฮ่าวได้ยินแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย“พอให้อภัยได้อย่างไรขอบเขตก็กดดันค่อนข้างมาก ความต่างเหลื่อมล้ำ”

            “คุณซูมือมืดที่อยู่เบื้องหลังคนนั้นก็คือคนที่ชิงตำแหน่งเจ้าพ่อมาเฟียฉวนโจวกับผมในเวลานั้นชื่อหนิงไท่ หลังจากแผนการของเขาถูกผมบดขยี้แล้วเขาบาดเจ็บและหนีออกไปจากฉวนโจวอย่างไร้ร่องรอย” หวางเฉิงเทียนดับซิการ์และพูดเสียงหนักอึ้ง

            “หนิงไท่ในตอนนั้นไม่มีเงินไม่มีลูกน้อง และยังบาดเจ็บออกไปอีก ผมก็เลยไม่ได้ใส่ใจ และรีบรวมอำนาจในวงการของฉวนโจวเพื่อสร้างอิทธิพลที่มั่นคงให้กับตำแหน่งเจ้าพ่อมาเฟีย”

            “ผ่านไปสามปีแล้วผมก็ไม่ได้รับข่าวใดๆ เกี่ยวกับเขา กระทั่งคิดว่าเขาตายไปแล้วแต่กลับคิดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายยังไม่ตาย และยังได้รับกำลังที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ มันผิดจากที่ผมคาดเดาไปหน่อย”

            “เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหนิงไท่ส่งข้อความมาหาผม ก่อนเย็นวันนี้ ผมจะต้องไปยังวัดจวินอี้ที่ชานเมืองฉวนโจวเพื่อสะสางบุญคุณความแค้นในอดีต มิฉะนั้น ผมก็ต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาเอง”

            “ผมจึงรีบมาหาคุณซูแม้แต่อาการบาดเจ็บก็ยังไม่สนใจ ผมอยากขอให้คุณช่วยผมต่อกรกับหนิงไท่ และจัดการคนหายนะผู้นี้”

            ซูฮ่าวฟังคำพูดของหวางเฉิงเทียนจบเมื่อคิดๆ ดูแล้ว เขาก็พยักหน้าพลางพูดว่า “ได้ ผมจะช่วยคุณ”

            เขาตกลงกับคำขอของหวางเฉิงเทียนเพราะเหตุผลสองประการ

            อย่างแรก เขาก้าวเข้าสู่ทางแห่งนักรบโบราณจนถึงตอนนี้เคยประมือกับคนอื่นแค่ไม่กี่ครั้ง พูดตามตรง เขายังอยากประมือกับหนิงไท่ของขั้นโฮ่วเทียนช่วงสุดยอดคนนี้สักหน่อย

            อย่างที่สองสองสามวันนี้หวางเฉิงเทียนก็ช่วยเขาทำงานไม่น้อย การช่วยอีกฝ่ายก็ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจ

            หวางเฉิงเทียนดีใจมาก “ขอบคุณคุณซูเช่นนั้นตอนนี้พวกเราก็ไปที่บ้านเดี่ยวไห่เชิ่งเพื่อเตรียมตัวกันก่อนนะครับ”

            “อือ”ซูฮ่าวไม่ปฏิเสธ หลังจากที่เข้าไปในห้องนอนเล็กของวิลล่าและบอกกล่าวกับเย่จื่ออี๋แล้วเขาก็ลงจากภูเขาไปพร้อมกับพวกหวางเฉิงเทียน และมาถึงบ้านเดี่ยวไห่เชิ่งแล้ว

            เวลานี้ในลานบ้านเดี่ยวไห่เชิ่งมีคนวัยกลางคนที่สวมเสื้อกันลม ดวงตาทั้งคู่มีชีวิตชีวาท่านหนึ่งนั่งอยู่

            แขนเสื้อของเขาพลิ้วไหวเองออร่าแข็งแกร่งทั้งตัว ดูแล้วเป็นลักษณะของคนที่มีตบะสูง

            ข้างกายของเขายังมีผู้ชายกำยำล่ำสันนั่งอยู่อีกหนึ่งคน

            เมื่อคนวัยกลางคนเห็นพวกหวางเฉิงเทียนเดินเข้ามา เขากลับไม่ได้ยืนขึ้นมีแค่ผู้ชายกำยำล่ำสันที่ทำมือคารวะพลางหัวเราะ “พี่เทียน!”

            “อาจารย์หลูคุณล่าย รอนานเลยใช่ไหม!” หวางเฉิงเทียนเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้นและมองซูฮ่าวที่อยู่ด้านหลังพลางพูดว่า “คุณซูนี่คืออาจารย์หลูชานตง หัวหน้าสมาคมวิทยายุทธของฉวนโจว อีกท่านก็คือลูกศิษย์คนโปรดของท่านคุณล่ายอู่ครองแชมป์ในการแข่งขันของสถาบันวิทยายุทธของฉวนโจวติดต่อกันสามสมัยแล้ว”

            เขาพูดจบก็ชี้ไปที่ซูฮ่าวและแนะนำให้ทั้งสองคนได้รู้จัก“อาจารย์หลูคุณล่าย นี่คือคุณซู เป็นคนที่ช่วยแก้ไขปัญหาดอกไม้ของสวนดอกไม้หมื่นดอกที่เหี่ยวเฉากำลังส่วนตัวแข็งแกร่งมากคือนักรบโบราณเหมือนกับพวกคุณ ตอนแรกเสี่ยวหม่ากับเขาสู้กัน เสี่ยวหม่าพ่ายแพ้เขาภายในไม่กี่กระบวนท่า”

            หลูชานตงมองซูฮ่าวอย่างนิ่งเฉยและเก็บสายตา ไม่ได้สนใจอะไรอีก

            แต่ล่ายอู่กลับถามด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจว่า“พี่เทียนพี่คงไม่ได้อยากให้เจ้าหมอนี่ตามไปจัดการกับหนิงไท่ด้วยกันกับพวกเราหรอกใช่ไหม?”

            “ใช่กำลังของหนิงไท่แข็งแกร่งมาก ดูถูกไม่ได้ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดดังนั้นจึงตั้งใจเชิญคุณซูมาโดยเฉพาะ” หวางเฉิงเทียนพยักหน้าตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

            “เฮอะ!” ล่ายอู่ชำเลืองมองซูฮ่าวแล้วพูดว่า “พี่เทียนคิดว่ากำลังของผมกับอาจารย์แย่หรือ?”

            “ไม่ ไม่ไม่ คุณล่ายเข้าใจผิดแล้วผมเชิญคุณซูมาก็ไม่ใช่ว่าสงสัยในกำลังของคุณกับอาจารย์หลูแค่รู้สึกว่ามีคนเพิ่มมาอีกคนก็ค่อนข้างวางใจหน่อย” หวางเฉิงเทียนส่ายหน้าและพูดอธิบาย

            “พี่เทียนพี่คิดว่ามีคนเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคนก็พอแล้วแบบนั้นหรือ?” ล่ายอู่ยื่นนิ้วชี้ออกมาพลางส่ายไปมาและหัวเราะดูถูก “หากรู้ว่าหนิงไท่ศัตรูของพี่ก็ไม่ใช่คนธรรมดา ทำร้ายหม่าปิงได้ก็แสดงว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยก็คือโฮ่วเทียนช่วงหลังขึ้นไป”

            “และจากที่ได้ฟังหม่าปิงพูดในมือของอีกฝ่ายยังมีท่าไม้ตายอีก คิดดูแล้วก็คงจะเป็นเทคนิคทางวิทยายุทธกำลังรวมอย่างน้อยก็โฮ่วเทียนช่วงสุดยอด หากไม่มีกำลังที่จะรับมือกับโฮ่วเทียนช่วงสุดยอดหากไปก็จะเพิ่มความกดดันให้ผมกับอาจารย์”

            หวางเฉิงเทียนรู้สึกอึดอัดอย่างมาก ล่ายอู่คนนี้ถึงแม้ไม่เยาะเย้ยซูฮ่าวอย่างเปิดเผยแต่จากคำพูดกลับฟังออกได้ไม่ยากว่าเขาดูถูกกำลังของซูฮ่าว

            ซูฮ่าวที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดพวกนี้แล้ว เขากลับไม่ได้โกรธ แต่ถามกลับด้วยเสียงหัวเราะว่า “คำพูดของคุณล่ายมั่นใจเช่นนี้หรือว่าบรรลุถึงขั้นโฮ่วเทียนช่วงสุดยอดแล้ว?”

            “ก็แน่นอนเมื่อสองสามวันก่อนฉันเพิ่งเข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียนช่วงหลัง แต่ก็มั่นใจในกำลัง เชื่อว่าไม่ด้อยไปกว่านักรบโบราณขั้นโฮ่วเทียนช่วงหลังที่มีประสบการณ์ขั้นสุดยอด” ล่ายอู่เงยหน้าและพูดด้วยสายตาดูถูก “นายเอาชนะหม่าปิงได้ก็แสดงว่านายมีความสามารถนิดหน่อย แต่เทียบกับฉัน มันยังมีความต่างกันเล็กน้อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงกำลังที่น่ากลัวของอาจารย์ของฉัน”

            “ว้าว” ซูฮ่าวแกล้งตกใจ และถามอย่างแปลกใจว่า “กำลังของอาจารย์หลูเป็นอย่างไร?”

            “อาจารย์ของฉันใกล้จะบรรลุถึงขอบเขตของยอดฝีมือเซียนเทียนแล้ว และยังใช้พลังมืดได้เป็นบางครั้งบางคราวแค่การโจมตีเดียว ก็ทลายแผ่นเหล็กได้ความแข็งแกร่งของกำลังก็ไม่ใช่ว่านายจะจินตนาการได้” ล่ายอู่แอบมองหลูชานตงแวบหนึ่งในดวงตามีความเลื่อมใส และพูดอย่างรู้สึกมีเกียรติ

            “ใกล้ถึงขั้นเซียนเทียน?” หม่าปิงที่อยู่ข้างๆฟังอย่างนี้แล้วก็ตื่นตระหนกมาก “คิดไม่ถึงว่าอาจารย์หลูจะบรรลุถึงกำลังระดับนี้แล้ว?”

            “เสี่ยวหม่าขอบเขตนี้แข็งแกร่งมากหรือ?” หวางเฉิงเทียนถามกลับอย่างแปลกใจ

            หม่าปิงพยักหน้าแล้ว “คำว่าใกล้ถึงขั้นเซียนเทียนก็คือเกือบถึงขอบเขตของเซียนเทียนอย่างไร้ขีดจำกัดถึงแม้ไม่ถึงกับตัวเบาดั่งนกนางแอ่นและเหาะเหินบนหลังคาได้อย่างขอบเขตของเซียนเทียน แต่ก็ต่างกันไม่มากหากทุ่มสุดแรงก็มีพลังถึงสี่พันกว่ากิโลกรัม หากบวกกับพลังมืดอีกเกรงว่าระดับแรงก็ถึงห้าพันกิโลกรัมขึ้นไป”

            “มันขนาดนั้นเลยหรือ?” หวางเฉิงเทียนหางตากระตุกใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “พลังมืดคือของอะไร?”

            “พลังแห่งพลังมืดเรียกสั้นๆว่าพลังมืด หรือเรียกว่าพลังภายใน คือสัญลักษณ์ของยอดฝีมือเซียนเทียน มีผลลัพธ์ของการแทรกซึมพลังทำลายอวัยวะภายในของคนได้ แค่การโจมตีเดียว คนเบื้องหน้าไม่เป็นอะไรแต่ภายในตัวกลับได้รับบาดเจ็บแล้ว ราวกับใช้มือกดแตงโม เปลือกไม่แตกแต่เนื้อด้านในก็ช้ำไปหมด” หม่าปิงเผยใบหน้าเลื่อมใสและพูดอธิบาย

            “นักรบโบราณที่บรรลุถึงขอบเขตยอดฝีมือโฮ่วเทียนมีไม่มากคนที่มีพลังมืดก็เช่นกัน บุคคลระดับนี้สำแดงพลังมืด ก็เอาชีวิตคนผ่านอากาศได้ในระดับที่แน่นอนก็เท่ากับลูกกระสุนยิงออกไป”

            “มีคนแข็งแกร่งอย่างนี้ในโลกนี้ด้วยหรือ?” หวางเฉิงเทียนฟังจนตะลึงตาค้างปากค้าง ใบหน้างุนงงอย่างยิ่ง

            “ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูดมา อาจารย์หลูคือกำลังของการใกล้ถึงขั้นเซียนเทียนไม่ใช่หรือแต่ทำไมใช้พลังมืดได้?”

            ล่ายอู่ที่อยู่ข้างๆ ก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ตราบใดที่ใกล้ถึงขั้นเซียนเทียน จะมากหรือน้อยก็ล้วนแตะถึงพลังมืดได้ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการรับรู้ของอาจารย์ผมไม่ธรรมดาใช้พลังมืดได้ก็ไม่น่าประหลาดใจ แค่ใช้ต่อเนื่องเหมือนยอดฝีมือเซียนเทียนไม่ได้”

            “จริงหรือ?” หวางเฉิงเทียนชำเลืองมองหลูชานตงที่นั่งอยู่บนที่นั่ง ในดวงตาเผยความสงสัย

            หลูชานตงราวกับสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหวางเฉิงเทียน จึงยกมือขึ้น และปล่อยออกไปพลังมืดร่วงลงบนกำแพงที่อยู่ด้านหลังของหวางเฉิงเทียนผ่านทางอากาศ

            “ตูม!”

            เสียงสั่นไหวที่รุนแรงดังขึ้นกำแพงที่อยู่ด้านหลังหวางเฉิงเทียนราวกับถูกรถบรรทุกชนใจกลางกลายเป็นรอยแตกเหมือนใยแมงมุม หลังจากนั้นก็พังลงทันที เศษอิฐเศษหินร่วงลงมาและกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

            หวางเฉิงเทียนเห็นเหตุการณ์นี้ ในหัวมีเสียงดังตูมตามและรู้สึกงุนงงอยู่ที่เดิมเหมือนโดนฟ้าผ่า

            พลังมืดคิดไม่ถึงว่าจะน่ากลัวอย่างนี้?!

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน