เส้นทางสู่ฉางอัน ริมแม่น้ำเว่ย
วันที่ยี่สิบห้าของการเดินทาง เช้าถึงค่ำ
เว่ยหันเฉินตื่นก่อนฟ้าสางและรู้ทันทีว่าวันนี้คือวันที่ห้า
ไม่ต้องนับ ไม่ต้องตรวจสอบ ร่างกายของเขาจำวันและเวลาได้ดีกว่าปฏิทินใด ๆ เป็สัญชาตญาณที่ฝึกมาตลอดสิบปีของการอยู่รอดในโลกที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาจำอะไรได้และลืมอะไรไม่ได้
วันที่ห้านับจากวันที่กวนหยูพูดว่า "ห้าวัน"
ในสภาพที่ยังเอนหลังอยู่บนเสื่อหญ้าริมค่าย เขาประมวลสถานการณ์ไปพร้อม ๆ กับที่ลมเช้าพัดเข้ามาจากแม่น้ำเว่ย
กวนหยูให้เวลาห้าวันสำหรับซูหลิงเยิ่นตอบว่าพร้อมคุยหรือไม่ สัญญาณที่ต้องส่งคือปล่อยปราณจากผลึกสามครั้ง ยังไม่มีการส่ง และวันนี้คือวันสุดท้าย
หลังเที่ยงคืนของวันนี้ ห้าวันหมดแล้ว
เขาลุกขึ้น
หลิวซานนั่งอยู่ที่ขอบค่ายั้แ่ก่อนเว่ยหันเฉินตื่น มือถือกระบอกชาและสายตาจ้องออกไปยังแม่น้ำที่ยังมีหมอกบางลอยอยู่
"ท่านรู้แล้ว" เขาพูดโดยไม่หัน
"ใช่" เว่ยหันเฉินนั่งลงข้าง ๆ
"ซูหลิงเยิ่นยังนอนอยู่ครับ" หลิวซานพูด "ท่านจะบอกเธอตอนไหน?"
"ตอนเช้า ก่อนออกเดิน"
"และถ้าเธอ้าส่งสัญญาณ?"
"ถ้าเธอ้า เธอจะบอกผม" เว่ยหันเฉินพูดตรง "ถ้าไม่ส่งก็ไม่ส่ง เราจัดการผลที่ตามมาเอง"
หลิวซานพยักหน้า ดื่มชาไป
"ท่านเว่ย ผมพูดตรง ๆ ได้ไหมครับ?"
"พูดได้"
"ผมคิดว่าการส่งสัญญาณให้กวนหยูอาจเป็ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อยอมรับข้อตกลงของเขา แต่เพื่อเปิดช่องการสื่อสาร" หลิวซานพูด "ถ้าเราถึงฉางอันโดยที่กวนหยูไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร เขาอาจตัดสินใจบนข้อมูลที่ผิด ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำที่เราควบคุมไม่ได้"
เว่ยหันเฉินมองแม่น้ำ
"แต่ถ้าส่งสัญญาณ กวนหยูจะรู้ตำแหน่งของผลึก" เขาพูด
"เขารู้ตำแหน่งอยู่แล้วครับ ผลึกนั้นส่งปราณออกมาเสมออยู่แล้ว" หลิวซานพูด "การส่งสัญญาณสามครั้งจะไม่เปิดเผยข้อมูลใหม่ให้เขา แค่บอกว่าเราพร้อมพูด"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่ เป็ความนิ่งของคนที่ประเมินอย่างละเอียดอยู่ข้างใน
"เราจะรอให้ซูหลิงเยิ่นตัดสินใจเอง" เขาพูดในที่สุด
ซูหลิงเยิ่นตื่นขึ้นมาพบว่าทั้งสองนั่งอยู่ข้างนอกแล้ว เธอล้างหน้า ดื่มน้ำ แล้วมาร่วมวงในขณะที่หลิวซานต้มน้ำสำหรับชา
เว่ยหันเฉินพูดตรงก่อนที่เธอจะถามอะไร
"วันนี้คือวันที่ห้าของกำหนดกวนหยู"
ซูหลิงเยิ่นหยุดยกถ้วยชา มองเขา ไม่แสดงความใ แต่มีบางอย่างที่ตั้งตัวขึ้นในดวงตา
"เหลืออีกกี่ชั่วโมง?"
"ถ้านับจากเที่ยงคืนที่เขาให้ 'ห้าวัน' แบบเต็มวัน หมดเขตเที่ยงคืนคืนนี้" เว่ยหันเฉินพูด "ถ้านับจาก่บ่ายที่พบกันในทุ่งหญ้า อาจหมดใน่บ่ายของวันนี้"
เธอถือถ้วยชาทั้งสองมือ มองลงไปในน้ำชาที่ยังร้อนอยู่
"ข้าต้องตัดสินใจ" เธอพูดเงียบ ๆ
"ใช่"
"ท่านเว่ยแนะนำอะไร?"
เว่ยหันเฉินมองเธอตรง ๆ "ผมบอกให้เ้าตัดสินใจเอง เพราะมันเป็การตัดสินใจเื่ของเ้า"
เธอยกหน้าขึ้น ในดวงตามีสีหน้าของคนที่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น และไม่โกรธที่เขาไม่ตอบโดยตรง
"แต่ถ้าข้าถามว่าท่านจะทำอะไรในสถานการณ์เดียวกัน?"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่
"ผมจะส่งสัญญาณ" เขาพูดในที่สุด "ไม่ใช่เพื่อยอมรับข้อตกลง แต่เพื่อบอกว่าเราอยู่ในเกม ไม่ใช่หายตัวไป คนที่หายตัวไปน่ากลัวกว่าคนที่อยู่ในสายตา"
ซูหลิงเยิ่นนั่งคิดอยู่สักสองนาที ไม่รีบ ไม่ลังเล แค่คิด
แล้วก็วางถ้วยชาลง ยกมือขวาขึ้นแตะที่หน้าอกซ้าย
ตรงที่ผลึกอยู่
เธอหลับตา
ปราณออกมาสามครั้ง ช้า สม่ำเสมอ เหมือนจังหวะที่หัดไว้
ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม
ลืมตาออก
"ส่งแล้ว" เธอพูด
เช้านั้นเดินทางต่อในบรรยากาศที่ต่างออกไปเล็กน้อยจากวันก่อน ไม่ใช่ตึงเครียด แต่เป็บรรยากาศของคนที่รู้ว่าเพิ่งทำบางอย่างที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนได้แล้ว และกำลังรอดูว่าโลกจะตอบสนองอย่างไร
ซูหลิงเยิ่นเดินข้าง ๆ หวงเจินในจังหวะที่เธอคุ้นชินแล้วจากยี่สิบห้าวันที่ผ่านมา มือซ้ายบางครั้งลูบแผงคอม้าเมื่อเดินใกล้
หลิวซานเดินข้างหลังเล็กน้อย สังเกตรอบข้างตามนิสัย
เว่ยหันเฉินขี่นำหน้าในระยะที่มองเห็นสองคนข้างหลังได้ตลอด
และที่ห่างออกไปสองร้อยก้าว ฉินเย่เดินตามในระยะที่ไม่เปลี่ยน
สายนั้น ระหว่างพักริมบ่อน้ำขนาดเล็กที่ชาวบ้านขุดไว้ริมทาง ซูหลิงเยิ่นนั่งฝึกขยายวงปราณน้ำ
เธอหลับตา ตั้งขอบเขตในใจ แล้วค่อย ๆ ขยายวงออก
ขั้นแรกรักษาระยะสี่ก้าวตามที่เคยทำได้แล้ว วงปราณน้ำก่อตัวและวนอยู่สม่ำเสมอ
แล้วเธอค่อย ๆ ขยายต่อ
ห้าก้าว
วงสั่นเล็กน้อย ปราณพยายามจะสลายออกไปตามธรรมชาติ เธอกดขอบเขตในใจ ดึงมันกลับ
วงกลับมาสม่ำเสมอ
หกก้าว
สั่นมากขึ้น คราวนี้ปราณไหลออกเป็สองทิศ ส่วนหนึ่ง้าลงพื้น ส่วนหนึ่งถูกขอบเขตในใจกั้นไว้ ความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติของปราณน้ำกับความตั้งใจของเธอทำให้วงสั่นะเื
แต่ไม่สลาย
ยังอยู่
เว่ยหันเฉินที่นั่งอยู่ห่างออกไปพอดีหกก้าวรู้สึกถึงปราณน้ำที่เบาแตะที่แขนขวาของเขา อ่อนกว่าตอนสี่ก้าวมาก แต่ยังััได้
เขาไม่พูดอะไร รอดูว่าเธอจะรักษาวงในระยะนี้ได้นานแค่ไหน
สิบนาทีผ่านไป
ยี่สิบนาที
วงปราณน้ำที่ขอบหกก้าวนั้นสั่นอยู่ตลอดเวลา แต่เธอรักษามันไว้ได้
ยี่สิบแปดนาที วงสลาย
ซูหลิงเยิ่นลืมตา หายใจออกยาว ลมหายใจนั้นหนักกว่าตอนที่รักษาวงสี่ก้าวเป็เวลานาน
"ยี่สิบแปดนาทีที่หกก้าว" หลิวซานนับ
"ค่ะ" เธอพูด "กินแรงกว่าสี่ก้าวมาก แต่ทำได้"
"ฮวนปราณช่วยพยุงวงใน่ที่สั่น" เว่ยหันเฉินพูด เขารู้สึกได้เมื่อกี้เมื่อวงเริ่มสั่น มีบางอย่างจากภายในร่างของเธอที่วิ่งออกมาเสริมวงในจังหวะที่มันกำลังจะสลาย
"ใช่ค่ะ" เธอพยักหน้า "ข้ารู้สึกว่ามันรู้ว่าต้องทำอะไร ข้าแค่ต้องไม่ขัดมัน"
"การไม่ขัดปราณตัวเองสำคัญกว่าการบังคับมัน" เว่ยหันเฉินพูด "ใช้เวลาบางคนทั้งชีวิตกว่าจะเข้าใจเื่นี้"
ซูหลิงเยิ่นรับน้ำจากกระบอกที่หลิวซานยื่นมาให้ ดื่มช้า ๆ แล้วพูดขึ้น
"ท่านเว่ย เมื่อกี้ท่านรู้สึกถึงวงที่หกก้าวได้ไหม?"
"รู้สึกได้ที่แขนขวา"
"แ่กว่าสี่ก้าวมาก?"
"แ่ แต่รู้สึกได้" เขาพูด "ถ้าเ้าฝึกจนรักษาหกก้าวได้นานกว่าสามสิบนาที มันจะพอสำหรับการช่วยในสนามรบ"
เธอพยักหน้า "ข้าจะฝึกต่อทุกวันที่เหลือ"
บ่ายนั้น หลิวซานแวะออกไปสืบข้อมูลที่หมู่บ้านริมทางที่พวกเขาผ่าน กลับมาด้วยสีหน้าที่มีข้อมูลใหม่ชัดเจน
เขาเดินมายืนข้าง ๆ เว่ยหันเฉินที่ขับหวงเจินนำหน้า
"มีอะไรครับ?" เว่ยหันเฉินถาม
"ผมคุยกับพ่อค้าขายผ้าในหมู่บ้านนั้น เขาเป็คนที่ผมรู้จักจากงานสืบข่าวในอดีต ไม่ใช่นักดาบ แค่คนที่เคลื่อนไหวในหลายพื้นที่และมักได้ยินข่าวที่คนอื่นไม่ได้ยิน" หลิวซานพูดเบา ๆ
"บอกเลย"
"เขาบอกว่าสองวันก่อนมีคนชุดขาวจำนวนไม่มากเดินผ่านหมู่บ้านนั้น มุ่งหน้าไปทางเหนือ ไม่หยุด ไม่ถาม เดินเหมือนคนที่รู้ว่าจะไปไหน"
เว่ยหันเฉินไม่หัน แต่มือที่จับบังเหียนกำแน่นขึ้นเล็กน้อย
"กวนหยู"
"น่าจะใช่ครับ หรืออาจเป็คนของเขา" หลิวซานพูด "สองวันก่อนแปลว่าพวกเขาอยู่หน้าเราประมาณสองวัน ถ้าเดินเร็วกว่าเราอีกหน่อย ตอนนี้อาจอยู่ที่ชานเมืองฉางอันแล้ว"
"วางกำลังรออยู่ก่อนแล้ว"
"ครับ และนั่นเป็เหตุผลว่าทำไมเขาถึงรับข้อเสนอของซูหลิงเยิ่นได้ง่าย เขาไม่ต้องรีบเพราะวางกำลังไว้แล้ว"
ซูหลิงเยิ่นเดินอยู่ข้างหลังในระยะที่ได้ยิน "แปลว่ากวนหยูรู้อยู่แล้วว่าเราจะไปฉางอัน และเลือกที่จะรอมากกว่าสกัดกั้นระหว่างทาง"
"น่าจะใช่ค่ะ" หลิวซานพยักหน้า "การสกัดกั้นระหว่างทางเป็เื่ของกวนหยูในอดีต แต่กวนหยูรับคำตอบจากซูหลิงเยิ่นแล้ว เขาอาจกำลังรอดูว่าคำตอบนั้นหมายความว่าอะไรจริง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ"
"และถ้าเขาผิดหวังในสิ่งที่รอดู?" เว่ยหันเฉินพูด
"ก็ถึงตอนนั้นแล้วกัน" หลิวซานพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบจนน่าแปลก
เย็นนั้นพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเล็กที่ขอบหมู่บ้านชาวนา เ้าของเป็หญิงชราที่ทำอาหารเก่งกว่าที่โรงเตี๊ยมขนาดนี้ควรจะเป็ ข้าวต้มปลาน้ำจืดที่เธอทำนั้นหอมกลิ่นขิงและใบโหระพาั้แ่ยังอยู่ในครัว
สามคนกินด้วยกันในความเงียบสบาย ๆ ก่อนที่ฉินเย่จะเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมและหยุดอยู่ที่ปากประตู
เว่ยหันเฉินเงยหน้าขึ้นมอง
"เข้ามาได้" เขาพูด
ฉินเย่เดินมายืนอยู่ข้าง ๆ โต๊ะ ไม่นั่ง ไม่ขอนั่ง แค่ยืน
"ผมได้รับสัญญาณจากท่านเว่ยเชาครับ" เขาพูดเงียบ ๆ "ท่านรับทราบการส่งสัญญาณของคุณหนูแล้ว และฝากข้อความมาว่า 'รอดูก่อน ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน'"
เว่ยหันเฉินพยักหน้า
"และท่านเว่ยเชายังบอกอีกอย่างที่ท่านอาจ้ารู้ครับ" ฉินเย่พูดต่อ เสียงเบากว่าเดิม "กวนหยูออกจากพื้นที่นี้แล้วสองวันก่อน มุ่งหน้าไปทางเหนือ เว่ยเชาไม่ได้ไป แต่ไม่ได้ห้ามเขาด้วย"
"แปลว่าเว่ยเชาไม่สนับสนุนกวนหยู แต่ก็ไม่ขัดขวาง" หลิวซานพูด
"ถูกต้องครับ ท่านเว่ยเชาบอกว่าถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ฉางอันนั้นเป็ไปในทิศทางที่เขาคาดหวัง เขาจะพิจารณาตำแหน่งของตัวเองในสมาพันธ์ฯ ใหม่"
เว่ยหันเฉินมองฉินเย่
"ท่านส่งข้อมูลในทิศทางเดียวเสมอ" เขาพูด "เว่ยเชาส่งมาให้เรา แต่ท่านก็ส่งข้อมูลเกี่ยวกับเราให้เว่ยเชาด้วย"
"ถูกต้องครับ" ฉินเย่พูดโดยไม่แก้ตัว "ผมบอกให้ท่านรู้ั้แ่ต้นว่าผมมาในฐานะสักขีพยาน"
"รู้" เว่ยหันเฉินพูด "นั่นทำให้ท่านน่าไว้ใจมากกว่าคนที่ซ่อนว่าตัวเองทำอะไร"
ฉินเย่พยักหน้า จะหันออกไปแล้วก็หยุด
"อีกอย่างหนึ่งครับ" เขาพูด "ท่านเว่ยเชาบอกว่าถ้าท่านเว่ยหันเฉิน้าพูดคุยโดยตรงก่อนถึงฉางอัน เขาพร้อมครับ ไม่ต้องรอถึงเมือง"
"ผมจะคิดดู"
ฉินเย่หันออกไปนั่งที่โต๊ะมุมฝั่งตรงข้าม สั่งข้าวต้มหม้อเดียวกับที่พวกเขากิน กินโดยไม่มองมาที่โต๊ะของพวกเขา
หลังอาหาร ซูหลิงเยิ่นและหลิวซานขึ้นไปนอนก่อน เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่โต๊ะต่อ ถือถ้วยชาที่เย็นลงแล้วครึ่งหนึ่ง
ฉินเย่ยังอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง
สักครู่ชายนั้นก็เดินมา
"นั่งได้ไหมครับ?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที มองฉินเย่อยู่นาน แล้วก็ยักคางเล็กน้อย
ฉินเย่นั่งลงฝั่งตรงข้าม
"ผมอยากคุยนอกรอบครับ ไม่ใช่ในฐานะสักขีพยานของเว่ยเชา"
"แล้วในฐานะอะไร?"
"ในฐานะคนที่เคยเห็นสำนักไท่อวี้ก่อนที่มันจะพัง" ฉินเย่พูดเบา ๆ "ผมไม่ใช่ศิษย์ครับ แต่ผมเคยรับงานคุ้มกันพ่อค้าที่ผ่านแถบนั้นสักสองสามครั้ง เคยเห็นสำนักจากระยะไกล"
"แล้ว?"
"แล้วก็เห็นมันหายไป" ฉินเย่พูด เสียงเรียบแต่มีบางอย่างข้างใต้ "ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่ามีคืนหนึ่งที่ท้องฟ้าแดงจากทิศที่สำนักอยู่ และรู้สึกถึงปราณที่ปลดปล่อยออกมามากผิดปกติ"
เว่ยหันเฉินไม่พูด แค่ฟัง
"ผมไม่ได้พูดเื่นี้กับใคร รวมถึงเว่ยเชา" ฉินเย่พูดต่อ "แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมคนในโลกนี้จึงยอมรับการหายไปของสำนักนั้นโดยไม่มีใครถามว่าทำไม"
"เพราะกลัวที่จะถาม" เว่ยหันเฉินพูดเงียบ ๆ
"ใช่ครับ" ฉินเย่พูดยืนยัน "และผมสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ฉางอันจะเป็การตอบคำถามที่คนกลัวถามนั้นหรือเปล่า"
เว่ยหันเฉินมองชายตรงหน้า ดวงตาสีเทาอ่อนที่มีความลึกซึ่งเขาเคยประเมินว่าเป็ของนักสืบข่าว ตอนนี้มองดูต่างออกไปเล็กน้อย
"อาจจะ" เขาพูดในที่สุด
"ถ้าเป็อย่างนั้น" ฉินเย่พูด "ผมอยากเป็พยานในฐานะตัวเอง ไม่ใช่แค่ในฐานะคนของเว่ยเชา"
"ทั้งสองอย่างไม่ได้ขัดกัน" เว่ยหันเฉินพูด
"ไม่ขัดครับ" ฉินเย่พยักหน้า "แต่เหตุผลมันต่างกัน"
เว่ยหันเฉินดื่มชาที่เย็นลงแล้วทั้งถ้วย วางถ้วยลงอย่างเงียบ
"ระยะสองร้อยก้าวยังคงอยู่" เขาพูด
"เข้าใจครับ" ฉินเย่ลุกขึ้น โน้มตัวเล็กน้อยในท่าที่เคยทำ แล้วก็เดินออกไป
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่กับโต๊ะเปล่าอีกสักครู่ มองออกไปยังหน้าต่างที่มืดแล้ว
เขาขึ้นไปที่ระเบียงชั้นสองก่อนนอน
ในคืนที่ห้าวันหมดอายุนั้น ท้องฟ้ามีดาวน้อยกว่าปกติ เมฆบางชั้นปิดดาวไว้ครึ่งหนึ่ง ลมที่พัดมาจากเหนือเย็นกว่าลมใต้ที่พวกเขาชินมาตลอดการเดินทาง
ความเย็นแบบนี้คือความเย็นของเมืองใหญ่ที่ใกล้เข้ามา
เขาหยิบกล่องไม้ออกมาในความมืด เปิดออก
ผลึกสองเม็ดอุ่นสม่ำเสมอ ผลึกสีขาวของเขาและผลึกสีทองของอาจารย์ใหญ่ที่เขาพกมาด้วยกัน
เขาวางผลึกสองเม็ดวางชิดกันอีกครั้ง เหมือนที่เขาทำในคืนที่เขาเริ่มเข้าใจว่าทุกอย่างเชื่อมกัน
เส้นสีทองในผลึกของอาจารย์ใหญ่เรืองแสงเบา ๆ อีกครั้ง
แต่คืนนี้มันเรืองนานกว่าเดิม
เว่ยหันเฉินมองดูแสงนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในอกยากที่จะตั้งชื่อ มันไม่ใช่ความหวัง มันไม่ใช่ความกลัว มันเป็บางอย่างที่อยู่ระหว่างสองสิ่งนั้น
ความรู้สึกที่นักเดินทางคนหนึ่งมีเมื่อเห็นว่าปลายทางที่เดินมานานนั้นเริ่มจะมีตัวตนจริง ๆ ในสายตา
เก้าวัน
ในห้องถัดไป ซูหลิงเยิ่นนอนอยู่บนเตียงแต่ยังไม่หลับ
เธอมองเพดานไม้ มือซ้ายวางบนหน้าอก บนที่ที่ผลึกอยู่ใต้เสื้อ
เธอรู้สึกถึงความอุ่นของมันที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยในคืนนี้ อุ่นกว่าเดิม อุ่นกว่าคืนอื่น ๆ ที่ผ่านมา
และเธอเดาได้ว่าทำไม
ในห้องถัดออกไปอีกสองห้อง ผลึกอีกเม็ดกำลังตอบสนอง
เธอหลับตา ยิ้มเล็กน้อยในความมืด ไม่ใช่รอยยิ้มสดใส แต่เป็รอยยิ้มของคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวกับสิ่งที่กำลังจะเจอ
เก้าวัน