สองวันสองคืนที่ต้องถูกมัดไว้บนเสา ทั้งยังถูกแส้ฟาดอยู่หลายที ร่างกายของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยรอยแผล เมื่อคืนเขาถูกฟาดไปไม่กี่ครั้งก็สิ้นสติ อ๋องหยางสั่งให้หยุดลงโทษ และใช้น้ำสาดกระทั่งคนผู้นี้รู้ตัวขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บปวด ความอดอยาก และความเหน็ดเหนื่อย ทำให้เขาสิ้นสุดความอดทน
“ข้าถูกส่งให้ตามหัวหน้าสิบมา ข้าปลอมเป็นเสี่ยวเอ้อร์ไปอยู่โรงน้ำชา พอเห็นว่าสตรีผู้นั้นมาพบท่านอ๋องก็เลยแจ้งให้หัวหน้ารู้ เขาจึงคิดจะจับนางไปเป็นตัวประกัน”
“หัวหน้าสิบอย่างนั้นหรือ เหตุใดเจ้าจึงเรียกเขาเช่นนั้น” หยางหลีเหว่ยขมวดคิ้ว
“ก็เขาเป็นหัวหน้าหน่วยที่สิบ ข้าก็ต้องเรียกเขาเช่นนั้น”
หยางหลีเหว่ยสั่งให้คนปล่อยเด็กหนุ่มในชุดเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นลงจากไม้ จากนั้นก็ให้คนนำอาหารเข้ามาให้ เด็กหนุ่มที่โหยหิวมาถึงสองวัน เมื่อเห็นอาหารอยู่ตรงหน้าก็กระโจนเข้าไปใช้มือจ้วงกินอย่างตะกรุมตะกราม
“เอาน้ำดื่มมาให้เขาด้วย” อ๋องหยางร้องสั่ง
หลังจากกินดื่มจนอิ่มแล้ว เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ตอบคำถามที่หยางหลีเหว่ยต้องการอย่างไม่ปิดบัง อ๋องหยางจึงให้ทหารของตนนำเสื้อผ้าใหม่มาให้เปลี่ยนและปล่อยตัวเด็กหนุ่มไป
“เจ้าให้คนจับตามองเขาอย่าได้คลาดสายตา ข้าว่าต้องมีคนของเผ่าหมาป่าแฝงตัวอยู่ในเฉินม่าย ไม่แน่ว่าผู้นำเผ่าอาจจะลอบเข้ามาด้วย ใช้คนผู้นี้ไปล่อพวกมันออกมา”
“ขอรับ ท่านอ๋อง” องครักษ์ซู่รับคำแล้วออกไปสั่งการ
หน่วยองครักษ์หยกทมิฬส่วนหนึ่ง ต้องปลอมตัวตามติดเสี่ยวเอ้อร์น้อยผู้นั้นไป
เจิ้งตู้เห็นว่าหยางหลีเหว่ยช่วยเหลืออดีตภรรยาเอาไว้จึงรีบเข้าไปรายงาน “คุณหนูหลี่เป็นหวัดเพียงเล็กน้อย มีท่านหมอมารักษาให้แล้ว ตอนนี้อาการไม่น่าเป็นห่วงขอรับ”
อ๋องหยางเลิกคิ้ว “ข้ามิได้อยากรู้เสียหน่อย นางยังไม่ตายก็พอแล้ว ตอนนี้นางยังอยู่ในเขตเฉินม่าย จะปล่อยให้นางตายไม่ได้ ข้าจะถูกเพ่งเล็งเอา”
“เช่นนั้น วันหน้า ท่านอ๋องจะให้คนมารายงานความเคลื่อนไหวของอดีตหวางเฟยหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้อง หากมิใช่เรื่องคอขาดบาดตายของนาง เจ้าไม่ต้องมาบอกข้า”
“ขอรับ”
เฉาเฟิงนั่งรออยู่ห้องโถงของค่ายทหาร เมื่อเห็นหยางหลีเหว่ยเดินขึ้นบันไดจากคุกใต้ดินมาก็กรากเข้าไปหา
“องครักษ์แซ่ชิวที่ติดตามคุณหนูหลี่น่าสนใจจริงเชียว วรยุทธ์ล้ำเลิศขนาดนั้น ไม่แน่ว่าข้าก็คงจะสู้ไม่ไหว”
“ส่งคนไปสืบดูปูมหลังของคนผู้นั้นที เขามาอยู่ใกล้ชิดหลี่หยวนหยวนด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่”
“ข้าเอง ข้าจะไปสืบเอง” เฉาเฟิงเอ่ยอย่างกระตือรือร้น
หยางหลีเหว่ยขมวดคิ้ว “เรื่องเช่นนี้ เจ้าควรไปด้วยตนเองหรือ สั่งให้คนหน่วยหยกทมิฬไปก็ได้”
กุนซือหนุ่มส่ายศีรษะ “ไม่ดีๆ ข้าว่าคนผู้นี้ที่มาคงไม่ธรรมดา ข้าควรจะไปเองถึงจะถูก”
“หากเจ้าคิดจะสืบเรื่องนี้ก็อย่าโผล่หน้าไปให้หลี่หยวนหยวนเห็นเข้าเล่า นางจะคิดว่าข้าส่งเจ้าไปสอดรู้เรื่องของนาง” น้ำเสียงของอ๋องหยางคล้ายจะหงุดหงิดอยู่ในที
“ไม่ต้องห่วงท่านอ๋อง ข้าจะไม่ให้นางเห็นข้าอย่างแน่นอน” เฉาเฟิงรับคำแข็งขัน
การแต่งชายารองอีกคนเข้ามาในจวนอ๋องก็คล้ายกับตอนที่แต่งหนานกงมี่ อ๋องหยางกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จก็ส่งนางเข้าไปห้องหอ จากนั้นก็ออกมาดื่มกับผู้ใต้บังคับบัญชาและแขกเหรื่อในงานจนดึกดื่น
หวางฉินหยุนไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเผลอหลับไปยามใด แต่รู้ตัวอีกทีอ๋องหยางก็แต่งกายเรียบร้อยมายืนรอนางอยู่ข้างเตียง
“เจ้ารีบผลัดเสื้อผ้าเสียเถิด ข้าจะพาไปคารวะน้ำชา ไท่เฟย”
หวางฉินหยุนสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในใจของนางนึกหวาดหวั่นว่าสามีจะมิได้โปรดปรานตน
‘ข้าแต่งกายงดงามเพียงนี้ ยังดึงดูดใจท่านอ๋องมิได้ เห็นทีหนานกงมี่คงจะทำได้ดีกว่า’
ก่อนจะขึ้นเกี้ยวเข้ามาจวนอ๋อง มารดาของนางกำชับนักหนาว่านางจะต้องเอาอกเอาใจท่านอ๋องให้ดี ในเมื่อเขาหย่าร้างกับพระชายาไปแล้ว นางมีโอกาสที่จะได้ขึ้นมาแทนที่
แม้บิดาของหนานกงมี่จะเป็นขุนนางที่มีระดับสูงกว่าบิดาของนาง ทว่านางกับหนานกงมี่ต่างก็เป็นบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาสูงศักดิ์ หากท่านอ๋องจะเลือกนางขึ้นเป็นพระชายาก็มิได้ต่างจากการเลือกหนานกงมี่มากนัก
หลังจากคารวะน้ำชาหยางไท่เฟยเรียบร้อยแล้ว หวางฉินหยุนก็กลับไปยังเรือนพักของตน สิงมามาบ่าวรับใช้อาวุโสที่มารดาให้ติดตามนางออกเรือนก็รีบขยับเข้ามารับ
“ชายารองเจ้าคะ เมื่อคืนนี้ท่านมิได้...”
หวางฉินหยุนส่ายหน้า “ข้าไม่รู้เลยว่าตนเองเผลอหลับไปในยามใด และท่านอ๋องเข้ามาในห้องหอยามใด”
“ข้าน้อยรู้เจ้าค่ะ ข้าแอบดูอยู่หน้าประตู แม้ท่านอ๋องจะกลับมาดึก แต่ธรรมเนียมของห้องหอกลับมิเป็นไปตามนั้น ผ้าพรหมจรรย์ของท่านยังว่างเปล่านะเจ้าคะ”
“จะให้ข้าทำเช่นไร ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนท่านอ๋องนอนหลับอย่างไร และเปลี่ยนเสื้อผ้ายามใด”
“ข้าน้อยเห็นเจ้าค่ะ ท่านอ๋องลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ออกจากห้องหอไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนแล้วก็ตรงกับมาที่ห้องหอ”
หวางฉินหยุนคล้ายจะล่องลอยไปชั่วขณะ “ท่านอ๋องไม่ยอมเข้าห้องหอตามปกติ หรือว่าท่านอ๋องรังเกียจข้า”
“ข้าน้อยไปสืบจากบ่าวรับใช้ในเรือนนี้มาแล้วเจ้าค่ะ ชายารองหนานกงเองก็เป็นเช่นนี้”
หวางฉินหยุนตกตะลึง “ท่านอ๋องไม่ยอมเข้าหอกับนางเหมือนกันหรือ”
“เจ้าค่ะ ผ้าพรหมจรรย์ของนางเองก็ว่างเปล่าเช่นกัน” สิงมามาถอนหายใจยาว “ข้าน้อยนึกว่าชายารองจะทำได้ดีกว่าชายารองหนานกงเสียอีก”
“ท่านอ๋องกำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ หย่าร้างกับพระชายา แล้วแต่งชายารองมาสองคน แต่กลับไม่เข้าหอกับผู้ใดสักคน” หวางฉินหยุนขมวดคิ้ว
สิงมามาเองก็กังวลไม่แพ้หวางฉินหยุน นางได้รับมอบหมายจากอนุฉินผู้เป็นมารดาของหวางฉินหยุนให้มาดูแลคุณหนูและรายงานความสัมพันธ์ระหว่างท่านอ๋องกับชายารองทั้งสองกลับไปยังจวนสกุลหวาง
“เอาเถิด ไม่ว่าจะรูปโฉมหรือคุณสมบัติอื่นใด ข้าเองก็ไม่ด้อยกว่าหนานกงมี่ เช่นนั้นศึกนี้คงมิได้ตัดสินแพ้ชนะกันง่ายๆ คอยดูต่อไปก็แล้วกันว่าท่านอ๋องจะโปรดปรานผู้ใดมากกว่ากัน”
หยางหลีเหว่ยพักอยู่ในเรือนนอนหลังใหญ่ การแยกเรือนนอนเช่นนี้ทำให้เกิดความสะดวก หากว่าต้องการไปค้างคืนที่เรือนของชายาคนใดผู้เป็นพระชายาจะได้ไม่รู้สึกขุ่นข้องหมองใจ
ในยามนี้จวนอ๋องแห่งเมืองเฉินม่าย ไม่มีพระชายาอยู่ ชายารองทั้งสองก็ทำเพียงตื่นเช้าไปคารวะน้ำชาต่อหยางไท่เฟย ไม่ต้องวุ่นวายใจกับการเคารพภรรยาเอก
หลังจากการแต่งเข้านานนับเดือน ท่านอ๋องรูปงามก็ยังไม่ย่างกรายเข้าไปยังห้องหอของชายารองคนใดอีก สร้างความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจให้กับหนานกงมี่และหวางฉินหยุน อย่างมาก แต่ว่าจะขัดเคืองเพียงใดก็ไม่อาจแสดงอาการกระเง้ากระงอดออกมาได้เพราะอ๋องหยางนั้นดูเย็นชากับพวกนางอย่างยิ่ง
หยางไท่เฟยได้ยินจากหยุนมามาว่าบุตรชายไม่ยอมร่วมห้องกับชายารอง แรกๆ ก็คิดว่าเขาต้องการเวลาสักหน่อย แต่พอนานไปก็เริ่มเดือดเนื้อร้อนใจจึงได้หาโอกาสตะล่อมบุตรชาย
“สกุลหยางของเรายามนี้มีทายาทเหลือเพียงเจ้ากับชิงจือ เจ้าแต่งชายารองเข้ามาถึงสองคนแล้ว เหตุใดจึงไม่เข้าหอเสียเล่า”
**********************

