ณ ตำหนักจิงเซี่ยว
ซูไทเฮาประทับเอนอยู่บนพระเก้าอี้ในห้องจากนั้นก็หรี่พระเนตรลงเล็กน้อย หญิงสาวที่มีอายุประมาณนี้มักจะมีเสน่ห์มากจนยากต่อการต้านทานบวกกับความงดงามของพระนางที่มากจนคนต้องเบิกตามอง ความงดงามอย่างที่หญิงสาวโตเต็มวัยควรมีทุกอย่างรวมอยู่ที่ตัวพระนางทั้งหมด รวมถึงพระพักตร์อันทรงเสน่ห์ด้วย
แต่ทุกครั้งที่เจอกัน ราชามู่ฉางเยียนกลับทรงรู้สึกว่าหญิงตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์แต่กลับเป็นโครงกระดูกที่มืดดำ
“เสด็จแม่ ทรงเรียกลูกมาเพราะมีเรื่องอะไรจะชี้แนะหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้นอย่างนอบน้อมราวกับไม่กล้าเผชิญหน้ากับซูไทเฮา และไม่กล้าทอดพระเนตรเนินพระอุระที่ใหญ่โตของพระนางรวมไปถึงฉลองพระองค์บางเบาที่ไม่อาจปิดบังพระฉวีเปล่งปลั่งนั่นด้วย
“เรื่องของหน่วยทหาร เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ซูไทเฮาตรัสถามขึ้นด้วยพระสุรเสียงที่ราบเรียบและอ่อนโยนมันแปลกจนเหมือนไม่ได้ถามในตำแหน่งของไทเฮา
ราชามู่ฉางเยียนยังคงไม่กล้าเงยพระพักตร์“ลูกผิดหวังกับเฉินไจ่เหยียนมาก หากเรื่องทั้งหมดเป็นความจริงละก็ ลูกจะจัดการเขาตามกฎที่เข้มงวดของแผ่นดินเยี่ยนเฉินไจ่เหยียนเป็นคนที่ลูกแต่งตั้งขึ้นเอง ลูกเลือกคนผิดฉะนั้นหากเฉินไจ่เหยียนสมรู้ร่วมคิดกับแคว้นโยวจริง ลูกจะเป็นคนลงโทษเขาเอง”
ซูไทเฮาส่ายพระพักตร์เบา ๆ“ไม่จำเป็นหรอก ถึงแม้ว่าเจ้าจะมองคนไม่ออกแต่ก็ไม่มีใครนึกถึงว่าเฉินไจ่เหยียนจะทำเรื่องที่บังอาจมากเช่นนี้เจ้าเป็นถึงผู้ปกครองแผ่นดิน มีเรื่องที่ต้องจัดการมากมาย การเลือกคนผิดหนึ่งคนไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรโชคดีที่ซูโจ้งจัดการปัญหาได้ละเอียด ไม่อย่างนั้นละก็คงไม่รู้ว่าเฉินไจ่เหยียนจะสร้างความวุ่นวายเช่นนี้ขึ้นอีกมากเท่าไหร่หากเพราะการกระทำของเฉินไจ่เหยียนทำให้เราแพ้สงครามในครั้งนี้ชีวิตของทหารกว่าแสนคนบวกกับประชาชนในแถบชายแดนไม่รู้ว่ากี่ชีวิตต้องมาสังเวยให้กับการกระทำเช่นนี้”
พระนางยื่นพระหัตถ์ออกไปตามความเคยชิน นางกำนัลจึงรีบออกมาประคองไว้ทันทีเมื่อทรงเห็นนางกำนัลจึงนึกขึ้นได้ว่าหลี่ชางหลี่หายตัวไปนานแล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่เจอทั้งคนและศพ
ทรงเคยชินกับการมีหลี่ชางหลี่รับใช้อยู่ข้างพระวรกายไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร สำหรับพระนางแล้ว หลี่ชางหลี่ก็ถือว่าสำคัญมาก
ซูไทเฮาโบกพระหัตถ์อย่างไม่สบพระอารมณ์นัก“พวกเจ้าออกไปเถอะ ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องปรึกษาฝ่าบาท”
นางกำนัลหลายคนรีบออกไปทันที ต่างก็มีสีหน้าหวาดกลัวทั้งนั้น
รอจนทุกคนออกไปจนหมด ซูไทเฮาก็ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นสางพระเกศา“ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว พยานบุคคลและหลักฐานต่างก็มีครบฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องตัดสินอะไรอีก ที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้เพราะอยากคุยเรื่องอื่นกับเจ้ามากกว่า...”
“เชิญเสด็จแม่ตรัสมาได้เลย”
“เรื่องของหน่วยทหารจะปล่อยให้ไม่มีคนดูแลแบบนี้ไม่ได้เจ้าควรเลือกใครสักคนขึ้นมาแทน เราไม่อาจทำให้ทหารหลายแสนคนเสียกำลังใจถึงแม้ข้าจะไม่รู้เรื่องการนำทัพ แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบมากเท่าไหร่ในเมื่อเสนาบดีของหน่วยทหารเป็นคนของศัตรูคาดว่าความแค้นของพวกเขาคงมีไม่น้อยเช่นกัน”
“ฉะนั้นเรื่องแรกก็คือรีบจัดการเฉินไจ่เหยียนหลักฐานสำคัญก็มีครบ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงรูปคดีได้แล้วเรื่องที่สองก็คือรีบหาเสนาบดีคนใหม่เป็นการปลอบประโลมทหารแถบชายแดนที่ทำสงครามอยู่”
ทรงทอดพระเนตรราชามู่ฉางเยียนแวบหนึ่ง“แต่ถึงกระนั้น ครั้งนี้เจ้าต้องเลือกคนให้เป็นหน่อยนะ”
ภายใต้ฉลองพระองค์ยาว ราชามู่ฉางเยียนกำพระหัตถ์แน่นคาดว่าไทเฮาต้องทรงจัดฉากเรื่องนี้ขึ้นอย่างแน่นอน เดิมทีพระองค์ทรงคิดว่าไทเฮาจะไม่ทรงกล้าทำเรื่องที่เกินหน้าเกินตาแต่ในเมื่อเรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงแผ่นดินเยี่ยน หากพ่ายแพ้สงครามในครั้งนี้ แผ่นดินเยี่ยนก็คงต้องดับสูญ
แต่เท่าที่ดูมาแล้ว พระองค์คงประเมินเส้นตายของไทเฮาสูงเกินไป
“ลูกจะฟังคำชี้แนะของเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ฟังข้า?”
ซูไทเฮาเลิกพระขนง “เจ้าเป็นผู้ปกครองแผ่นดินหากต้องมาฟังข้าทุกเรื่องมันถูกต้องหรือ? ที่ข้าเรียกเจ้ากลับมาในตอนนั้นเพราะรู้ว่าเจ้ามีความสามารถพอที่จะมารับผิดชอบหน้าที่อันใหญ่หลวงเช่นนี้และไม่มีทางทำให้ราชาองค์ก่อนต้องผิดหวัง และเพราะความเชื่อมั่นที่ข้ามีต่อเจ้า ฉะนั้นข้าจึงวางใจให้เจ้าเป็นคนจัดการเองเจ้าไม่ควรรู้สึกพ่ายแพ้เพราะการเลือกคนคนเดียวผิด แล้วละทิ้งความมั่นใจของตัวเอง”
“แน่นอน...”
พระสุรเสียงของซูไทเฮาเปลี่ยนไปทันที“คาดว่าช่วงนี้เจ้าก็คงมีเรื่องกลุ้มใจไม่น้อย ในเมื่อเฉินไจ่เหยียนเป็นคนที่เจ้าแต่งตั้งเองกับมือฉะนั้นข้าคิดว่า...ช่วงนี้เจ้าอาจปกครองแผ่นดินอย่างสงบจิตสงบใจไม่ได้...งั้นเอาแบบนี้เรื่องนี้ข้าจะตัดสินแทนเจ้าเอง”
ซูไทเฮาทรงตรัสติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตรัสแทรกขึ้นเลยราชามู่ฉางเยียนกำพระหัตถ์แน่นขึ้น ราวกับจะทรงทนไม่ไหวอยู่แล้ว
แต่ทรงรู้ดีว่าในห้องนี้ต้องมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่แน่หากเผลอลงมือเมื่อไหร่ ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ไทเฮาก็คงถูกโจมตีจนแพ้แล้วอีกทั้งตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาต้องมาแตกหักอย่างเปิดเผย ต้องทน ต้องอดทนก่อน
“ลูกขอบพระทัยที่เสด็จแม่เป็นห่วงสองวันมานี้ลูกปวดหัวเล็กน้อย ในเมื่อเสด็จแม่ทรงมีคนที่เลือกอยู่แล้วอย่างนั้นลูกจะสั่งการตามที่เสด็จแม่บอกก็แล้วกัน”
ซูไทเฮาส่ายพระพักตร์“เจ้าไม่ต้องวุ่นวายให้ปวดหัวเพิ่ม ข้ารู้ว่าเจ้ามีเรื่องต้องจัดการมากต่อให้เจ้าไม่ต้องดูแลหน่วยทหารแล้ว แต่แผ่นดินกว้างใหญ่ยังมีเรื่องให้เจ้าต้องจัดการอีกมากมายฉะนั้นเรื่องการแต่งตั้งเสนาบดีคนใหม่ข้าช่วยเจ้าคิดไว้หมดแล้ว และข้าก็สั่งให้คนลงไปถ่ายทอดราชโองการแต่งตั้งหม่าจื่อเวยเป็นเสนาบดีคนใหม่แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ราชามู่ฉางเยียนทรงรู้สึกชาขึ้นมาในพระทัย
หม่าจื่อเวย?
หม่าจื่อเวยเป็นคนที่เฉินไจ่เหยียนแต่งตั้งขึ้นมาเป็นคนที่เฉินไจ่เหยียนเชื่อใจ แล้วทำไมไทเฮาถึงทรงแต่งตั้งให้หม่าจื่อเวยเป็นเสนาบดีคนใหม่? เพียงครู่เดียว ราชามู่ฉางเยียนก็ทรงเข้าพระทัย...ใช่แล้วที่แท้หม่าจื่อเวยก็เป็นคนของไทเฮา แม้แต่เฉินไจ่เหยียนยังดูไม่ออก
ไม่แปลกเลยที่ไทเฮาทรงกำจัดเฉินไจ่เหยียนได้ง่ายดายเช่นนี้ไม่แปลกเลยที่หลักฐานทุกอย่างได้มาอย่างครบถ้วนเช่นนี้ที่แท้หม่าจื่อเวยก็เป็นคนจัดการทั้งหมดอยู่เบื้องหลังนี่เอง
“ลูก...จะทำตามที่เสด็จแม่เตรียมไว้”
ซูไทเฮาพยักพระพักตร์อย่างพอพระทัย “ข้าบอกแล้วเจ้าเป็นคนที่จัดการเรื่องทั้งหมดอย่างโจ่งแจ้งถึงแม้หม่าจื่อเวยจะเป็นคนที่เฉินไจ่เหยียนแต่งตั้งขึ้นแต่ดีที่เขาเป็นคนซื่อสัตย์ อีกทั้งเฉินไจ่เหยียนเสนาบดีคนเก่าก็มอบหมายงานให้เขาดูแลฉะนั้นคงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรหรอก เรื่องนี้จัดการตามนี้เลยแล้วกัน...”
ซูไทเฮาประทับยืนขึ้น จากนั้นก็เสด็จไปที่หน้าต่าง“อีกอย่าง เรามาพูดเรื่องของสำนักวรยุทธ์ชางกันหน่อย...พวกที่กบฏในครั้งนี้ส่วนใหญ่ก็มาจากสำนักวรยุทธ์ชางทั้งนั้น ส่วนเหยียนชวี่เป็นถึงเจ้าสำนักกลับสมรู้ร่วมคิดกับเฉินไจ่เหยียนเรื่องนี้ก็เกินคาดเหมือนกัน”
“ฉะนั้น...ข้าคิดว่าสำนักวรยุทธ์ชางไม่ควรได้เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงแต่สำนักวรยุทธ์ชางยังมีผู้มากพรสวรรค์อยู่มากคนพวกนี้ต่างเป็นรากฐานของแคว้นเยี่ยน จึงต้องให้พวกเขาเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีฉะนั้นข้าคิดว่า...จะเลือกคนที่มีพรสวรรค์ในสำนักวรยุทธ์ชางแล้วส่งไปเข้าสำนักต้าติง”
“สำนักต้าติงเปิดขึ้นโดยราชวงศ์ แน่นอนว่าต้องมีความซื่อสัตย์กับแผ่นดินมากกว่าตอนนี้ก็ลบรายชื่อของผู้เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงจากสำนักวรยุทธ์ชางออกก่อนความหมายข้าไม่ใช่ให้ปิดสำนักวรยุทธ์ชาง เพียงแค่ควรจัดการเรื่องภายในใหม่ให้ดี รอให้ทุกอย่างผ่านพ้นถึงตอนนั้น การจะเปิดสำนักวรยุทธ์ชางอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
“ลูก...ลูกมีความคิดที่ไม่ค่อยเป็นผู้ใหญ่นัก”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น “ปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดรับนักเรียนปีหนึ่งอย่างกว้างขวางทั้งยังมีนักเรียนหญิงอีกด้วย นี่ล้วนเป็นความเมตตาจากเสด็จแม่ทั้งนั้นหากปิดสำนักวรยุทธ์ชางชั่วคราว อีกทั้งยังไม่ให้ศิษย์จากสำนักวรยุทธ์ชางเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงอีกละก็...เกรงว่าจะเกิดการโจมตีครั้งใหญ่จากนักเรียนเหล่านั้นที่น่ากลัวที่สุดก็คือ จะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อแผ่นดินเยี่ยน”
“ฉะนั้นลูกคิดว่า...หากมีคนยินยอมจะอยู่ในสำนักวรยุทธ์ชางต่ออย่างนั้นก็ปล่อยพวกเขาไปก่อน ใครที่ยินยอมไปอยู่สำนักต้าติงแน่นอนว่าก็เป็นเรื่องดี”
ซูไทเฮาทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ควรบีบมู่ฉางเยียนมากเกินไป เรื่องของหน่วยทหารเป็นเรื่องใหญ่เรื่องของสำนักวรยุทธ์ชางเป็นเพียงเรื่องเล็กเท่านั้น ในเมื่อมู่ฉางเยียนยอมรับเรื่องใหญ่แล้วอย่างนั้นเรื่องเล็กก็ปล่อยให้ล่าช้าไปหน่อยก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญก็คือ ในเมื่อนักเรียนส่วนใหญ่ในสำนักวรยุทธ์ชางยินยอมเข้าสำนักต้าติงฉะนั้นสำนักวรยุทธ์ชางก็ล่มสลายแล้ว
“ก็ดีเหมือนกัน นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเมตตาของราชวงศ์แคว้นเยี่ยน”
“หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ลูกขอทูลลา”
“ไปเถอะ”
ซูไทเฮาตรัส “ข้าเองก็เหนื่อยแล้วอยากจะพักซะหน่อย...อีกอย่าง เจ้าส่งคนไปตรวจสอบหน่อย หลี่ชางหลี่ขันทีใหญ่ของตำหนักจิงเซี่ยวหายตัวไปช่วงหนึ่งแล้วมันเป็นการเสียศักดิ์ศรีของแผ่นดินเยี่ยน หากไม่รีบสะสางเรื่องนี้ละก็ประชาชนคงจะหาว่าขุนนางในแคว้นเยี่ยนล้วนไร้ประโยชน์”
“ลูกจะจำไว้”
ราชามู่ฉางเยียนไม่ทรงอยากอยู่กับปีศาจร้ายนี่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียวทรงถวายคำนับแล้วรีบเสด็จออกไป เพิ่งถึงหน้าประตูก็ทรงเห็นเจินเสี่ยวเตาขันทีที่ไทเฮาแต่งตั้งใหม่เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ เมื่อเห็นราชา เจินเสี่ยวเตารีบหลบไปด้านข้างทันที“คารวะฝ่าบาท”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสถาม “มีเรื่องอะไรต้องร้อนใจถึงเพียงนี้”
เจินเสี่ยวเตาลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายเขาก็ตอบกลับ “ทูลฝ่าบาท มีคนร้ายบุกเข้าหน่วยทหารแล้วลักพาตัวท่านเสนาบดีคนใหม่หม่าจื่อเวยไปแล้ว”
ในพระทัยราชามู่ฉางเยียนกระตุกขึ้นทันที จากนั้นก็พยักพระพักตร์อย่างเมินเฉย“อย่างนั้นก็รีบไปรายงานไทเฮาเถอะ”
เมื่อตรัสจบราชามู่ฉางเยียนก็เสด็จจากไปในพระทัยทรงคิดว่าคงเป็นคนของหน่วยทหารที่กำลังหาทางรอดแน่นอน ทรงไม่มีทางเชื่อว่าเฉินไจ่เหยียนจะเป็นคนขายชาติบ้านเมืองแต่เพราะพยานทุกคนอยู่ในตำหนักจิงเซี่ยว จึงไม่อาจหาหลักฐานอะไรได้ตอนนี้หม่าจื่อเวยถูกจับตัวไปแล้ว คาดว่าต้องเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้แน่
ยังไม่ทันเสด็จไปไกลก็ทรงได้ยินพระสุรเสียงคำรามของไทเฮาตามมาแล้วมุมพระโอษฐ์กระตุกขึ้นด้านบนเล็กน้อย ในพระทัยทรงคิดว่าอย่างน้อยวันนี้ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเหมือนกัน
เมื่อเสด็จกลับถึงหอตงนวลในตำหนักวิหารสวรรค์อันเฉิงก็รีบเดินเข้ามาจากด้านนอก “ฝ่าบาท มีเรื่องสำคัญ”
ราชามู่ฉางเยียนรับสั่งให้ทุกคนออกไปจากนั้นก็ตรัสถาม “เป็นเรื่องที่หม่าจื่อเวยถูกจับตัวไป?”
อันเฉิงพูด “พ่ะย่ะค่ะ...แต่ไม่ใช่เรื่องที่หม่าจื่อเวยถูกจับตัวไปแต่เป็น...หม่าจื่อเวยถูกจับมาไว้ที่เรา ไม่นานก่อนหน้านี้หม่าจื่อเวยถูกส่งไปที่ค่ายเต่าดำ ตอนนี้คนของเราคุมตัวหม่าจื่อเวยอย่างเข้มงวด แล้วยังได้คำสารภาพหมดแล้ว”
“ที่แท้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นการใส่ร้ายจากชาวโยวเพราะชาวโยวพ่ายแพ้สงครามในครั้งนี้ จึงส่งทรัพย์สินและหญิงงามมาให้แม่ทัพซูโจ้งเมื่อซูโจ้งได้รับผลประโยชน์จากชาวโยว พวกเขาจึงสร้างหลักฐานปลอมขึ้นเพื่อใส่ร้ายเฉินไจ่เหยียนตอนนี้หม่าจื่อเวยสารภาพหมดแล้ว คาดว่าเรื่องนี้อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสถาม“ใครเป็นคนจับตัวเขามา?”
“คือ...อันเจิง”
“กระหม่อมก็นึกไม่ถึงว่าอันเจิงจะใจกล้ามากขนาดนี้อีกทั้งยังสามารถจับตัวหม่าจื่อเวยออกมาจากหน่วยทหารที่คุ้มกันแน่นหนาขนาดนั้นที่นั่นมียอดฝีมือถึงสองคน หลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานของตำหนักจิงเซี่ยวก็อยู่ด้วยพลังวัตรที่สองคนนี้มีก็ไม่ธรรมดา”
“ฉะนั้นกระหม่อมคิดว่าคงมีความช่วยเหลือจากคนอื่นในหน่วยทหารด้วย”
สีพระพักตร์ของราชามู่ฉางเยียนดูดีขึ้นไม่น้อย“อันเจิง...ข้ารู้อยู่แล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ต้องเป็นกำลังสำคัญแน่! ข้ารู้อยู่แล้วความสำคัญที่ข้าให้เขาจะไม่มีทางสูญเปล่าแน่!เจ้าสั่งให้คนของเราคุ้มกันหม่าจื่อเวยอย่างดี เพราะคนคนนี้สำคัญมาก อีกอย่างไปจับคนตามคำสารภาพของหม่าจื่อเวยด้วย ไม่เพียงแค่เปลี่ยนสถานการณ์เรายังต้องใช้โอกาสนี้กำจัดคนของไทเฮาอีก จริงด้วย...อันเจิงไปไหนแล้ว?”
“คนของค่ายเต่าดำก็ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะอันเจิงบอกว่าจะหาที่ซ่อนตัวสักสองสามวัน ในเมื่อเรื่องนี้เชื่อมโยงอย่างกว้างขวางอีกทั้งข้างกายเขาก็ยังมีครอบครัวอยู่”
ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “ก็จริงให้เขาหลบไปก่อน ช่วงนี้อย่าเพิ่งเผยตัวออกมา ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้คนมากก็ยิ่งต้องซ่อนตัวอย่างดี!”