หนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างเงียบเชียบทว่าหนักอึ้ง ภายในหอเมฆาจารึกที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลับดูคับแคบลงด้วยแรงกดดันจากหัวข้อสอบที่ล้ำลึกเกินหยั่ง บัณฑิตนับร้อยต่างก้มหน้าก้มตา เสียงปลายพู่กันขูดขีดลงบนเนื้อกระดาษดังสอดประสานไปกับเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัด หยดเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของเหล่าปัญญาชน หลายคนมือสั่นเทาจนหมึกหยดเปรอะเปื้อนกระดาษคำตอบ แต่พวกเขาก็หาได้นำพา เพราะสมาธิทั้งหมดถูกดึงดูดไปกับการเค้นปัญญาเพื่อตอบวิถีแห่งการปกครองแคว้นให้เป็นที่พอพระทัย
ทว่า ณ มุมหนึ่งที่ดูอับสายตา ลู่ชิงยังคงนั่งอยู่ในท่วงท่าที่ดูคล้ายคนกำลังจะสัปหงก พู่กันในมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติราวกับสายน้ำที่ไหลริน มิใช่การจงใจเขียน แต่เป็นการปลดปล่อยเจตจำนงให้ไหลไปตามทางที่มันควรจะเป็น และในวินาทีที่เขาตวัดเส้นอักขระตัวสุดท้ายลงบนแผ่นกระดาษ—เส้นสายที่รวบรวมทั้ง 'สรรพธาตุหลอมรวม'และ 'วิถีแห่งปราชญ์' ที่เขาตกผลึกได้จากคัมภีร์เซียนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์
วูบ!
ทันทีที่ปลายพู่กันยกขึ้นพ้นพื้นผิว บรรยากาศรอบด้านพลันสงบนิ่งจนน่าขนลุก ลมที่เคยพัดเอื่อยผ่านหน้าต่างกลับหยุดชะงัก ไม่มีแสงสีทองสว่างจ้า ไม่มีรัศมีเจิดจ้ากระแทกตา ทว่าห้วงมิติภายในหอเมฆาจารึกกลับสั่นสะเทือนในระดับที่จิตวิญญาณเท่านั้นจะสัมผัสได้
แรงกดดันมหาศาลที่ไร้รูปพรรณสันฐานพุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของทุกคนในลานสอบอย่างโหดเหี้ยม มันมิใช่จิตสังหารที่แหลมคมดุจดาบที่ทำให้หวาดกลัวต่อความตาย ทว่ามันคือ "บารมี" อันยิ่งใหญ่ สูงส่ง และเด็ดขาดประดุจขุนเขานับหมื่นลูกที่ซ้อนทับกันค้ำจุนฟากฟ้า เป็นอำนาจที่ทำให้สรรพสิ่งต้องก้มหัวลงโดยสัญชาตญาณ
เหล่าบัณฑิตที่เคยนั่งตัวตรงพลันรู้สึกเย็นวาบไปตามกระดูกสันหลังจนสั่นสะท้าน ขนกายทลายลุกเกรียวขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ความรู้สึกยำเกรงที่มิอาจอธิบายได้เข้าครอบคลุมจิตใจจนมืดมิด ราวกับว่าพื้นที่ลานสอบแห่งนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นท้องพระโรงสวรรค์ และพวกเขากำลังนั่งอยู่ต่อหน้า พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดเหนือชีวิตและวิญญาณในใต้หล้า บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งและศักดิ์สิทธิ์จนหลายคนถึงกับเผลอกลั้นหายใจ หน้าอกอึดอัดจนแทบจะขาดใจตายหากไม่เร่งคลายลมหายใจออกมา
แม้แต่บัณฑิตที่ไร้วรยุทธ์ที่สุดยังต้องสะดุ้งสุดตัว พู่กันที่ถือไว้อย่างมั่นคงกลับหลุดร่วงจากมือนับสิบด้าม แววตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสับสน พวกเขาเหลียวมองซ้ายขวาเลิ่กลั่ก ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว พยายามมองหาต้นตอของกระแสพลังที่บีบคั้นหัวใจนี้ แต่กลับพบเพียงความเงียบและรอยยิ้มเจื่อนๆ ของคนรอบข้างที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ไม่มีใครมองเห็นสิ่งผิดปกติด้วยตาเปล่า แต่ดวงจิตของทุกคนกลับสะท้อนภาพเดียวกัน... ณ ที่แห่งนี้ มี "จอมราชัน" ผู้ปกครองโลกประทับอยู่ และพวกเขาก็เป็นเพียงมดปลวกใต้ฝ่าเท้าเท่านั้น
บนปะรำพิธีที่สูงส่ง โจวเฉิง ถึงกับร่างกายแข็งทื่อ มือที่กำลังยกจอกชาราคาแพงค้างอยู่กลางอากาศ สั่นระริกจนน้ำชากระเพื่อมไหลรินลงมาเปื้อนหลังมือ แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย คิ้วหนาขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดผสมความหวาดหวั่นที่แล่นพล่านอยู่ในอก เขารู้สึกเหมือนรัศมีองค์ชายและอำนาจขัตติยาที่ภาคภูมิใจนักหนา ถูกข่มจนมิดจมดินด้วยอำนาจบางอย่างที่สูงส่งกว่าจนเทียบไม่ติด แรงกดดันนั้นบีบให้เขาอยากจะทรุดตัวลงจากเก้าอี้และหมอบกราบลงกับพื้นเสียให้ได้
โจวอวี้หลัน เป็นเพียงคนเดียวในที่นั้นที่สัมผัสได้ลึกซึ้งที่สุด นางกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อสีแดงเพลิงจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดอาการสั่นของร่างกายที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน ดวงตาคู่คมจดจ้องไปที่จุดเดียว—ลู่ชิง ซึ่งตอนนี้กำลังวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบาแล้วบิดขี้เกียจจนเสียงกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะ เขาหาวหวอดใหญ่เหมือนบัณฑิตซื่อบื้อที่เพิ่งตื่นนอน ท่าทางซอมซ่อไร้ราคาของเขามันขัดแย้งกับความรู้สึก "เกรงขามสยบใต้หล้า" ที่ยังคงแผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างรุนแรง
เมื่อระฆังส่งสัญญาณหมดเวลาสอบดังเหง่งหง่างกังวานไปทั่วบริเวณ บรรยากาศอันหนักอึ้งดุจมีขุนเขาทับอกพลันสลายตัวลงในพริบตา ราวกับหมอกร้ายที่ถูกแสงอาทิตย์แผดเผา เหล่าบัณฑิตค่อยๆ ทยอยเดินออกจากหอเมฆาจารึกด้วยสภาพที่ดูไม่จืด บ้างก็เดินโซเซราวกับเพิ่งฟื้นจากไข้หนัก บ้างก็ยกมือขยี้ตาซ้ำๆ พลางหันกลับไปมองภายในหอสอบด้วยสายตาหวาดระแวง
เสียงสนทนาที่เคยเงียบกริบพลันระเบิดขึ้นทันทีที่ก้าวพ้นประตูใหญ่ ทุกหัวข้อการสนทนาหาได้เกี่ยวกับเนื้อหาในข้อสอบไม่ แต่กลับเป็นเรื่องราวประหลาดที่ทุกคนเพิ่งประสบพบเจอมาครู่ใหญ่
"นี่... เจ้าก็รู้สึกใช่ไหม? ตอนที่กำลังเขียนอยู่ จู่ๆ ข้าก็รู้สึกเหมือนร่างกายมันหนักอึ้งจนแทบจะหมอบลงกับพื้น ใจสั่นจนพู่กันเกือบหัก!" บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ยังสั่นเครือ พลางลูบอกตัวเองเพื่อเรียกขวัญ
"ข้าก็เป็น! ราวกับว่ามีเทพเจ้าหรือองค์จักรพรรดิมาประทับยืนจ้องหลังคอข้าอยู่ บารมีนั่นมันช่าง... ช่างน่าเกรงขามจนข้ามิกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง" เพื่อนบัณฑิตอีกคนตอบรับพร้อมพยักหน้าอย่างรัวเร็ว "แต่พอมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมีใคร นอกจากพวกเรากับทหารยามที่ทำหน้าเลิ่กลั่กไม่แพ้กัน"
เหล่าปัญญาชนต่างถกเถียงกันอย่างเซ็งแซ่ บ้างก็ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่แผ่นดินจะมีผู้มีบารมีมาจุติ บ้างก็ว่าหอเมฆาจารึกแห่งนี้มีวิญญาณบรรพชนศักดิ์สิทธิ์คอยเฝ้าดูอยู่ ทว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถหาคำตอบที่แน่ชัดได้ว่า "ความรู้สึกจอมราชัน" นั้นมาจากทิศทางใด หรือมาจากผู้ใดกันแน่ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปด้วยความมึนงงและอ่อนเพลีย เพื่อกลับไปพักผ่อนและรอคอยการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านที่จะมีขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า
ท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวาย ลู่ชิงเดินไหลไปตามกระแสผู้คนอย่างแนบเนียน เขาพยายามหดไหล่และก้มหน้าต่ำเพื่อไม่ให้ชุดปะชุนของเขาเป็นจุดเด่นเกินไป แต่ในใจกลับคิดเพียงเรื่องเดียว
'อา... พลังสรรพธาตุนี่ควบคุมยากกว่าที่คิดแฮะ '
เย็นวันนั้น ภายในหอเมฆาจารึกที่ความวุ่นวายเริ่มสงบลง แต่ในห้องตรวจคำตอบกลับมีบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจกระดาษสอบคนหนึ่งกำลังถือกระดาษคำตอบแผ่นหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทาจนกระดาษส่งเสียงดังพึ่บพั่บ ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามไรผมและหยดลงบนโต๊ะไม้
"มีอะไรรึท่าน? เหตุใดจึงทำหน้าตาตื่นเช่นนั้น" เพื่อนผู้ตรวจที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสั่นไปทั้งตัวจนเกือบจะพูดไม่ออก เขาจ้องมองอักขระบนกระดาษแผ่นนั้นประหนึ่งจ้องมองคัมภีร์สวรรค์ที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่คนธรรมดามิอาจเอื้อมถึง
"เตรียมรถม้า... ข้าต้องรีบไปพบผู้อำนวยการตอนนี้เลย!" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ติดๆ ขัดๆ และตะกุกตะกักอย่างถึงที่สุด พลางรีบม้วนกระดาษแผ่นนั้นอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากไปเพียงนิด เจตจำนงที่อยู่ในตัวอักษรจะระเบิดออกมาทำลายล้างทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง
ตลอดสามวันแห่งการรอคอยประกาศผลสอบ ลู่ชิงหาได้กระตือรือร้นเหมือนบัณฑิตคนอื่นๆ ที่มักจะไปยืนออกันหน้ากระดานประกาศตั้งแต่วันแรก ในทางกลับกัน เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนเขนกหลับอุตุอยู่บนตั่งไม้ไผ่ในจวนตระกูลฉินอย่างคนเกียจคร้าน ปล่อยให้ฉินอวี้และข้ารับใช้เดินผ่านไปมาด้วยความงุนงงว่าเหตุใด คนผู้นี้จึงดูไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งใดในโลกเลย
ทว่าเมื่อ ยามเมื่อราตรีมาเยือนและราตรีนั้นปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัด ลู่ชิงจะลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาของเขาทอประกายห้าสีจางๆ ก่อนจะจางหายไปแทนที่ด้วยความลุ่มลึกสุดหยั่ง
เขาสละเวลาช่วงกลางคืนไปกับการเข้าสู่ห้วงฌานเพื่อสร้างรากฐานพลังในระดับ "สรรพธาตุหลอมรวม" ให้มั่นคงยิ่งขึ้น พลังปราณเซียนกำเนิดที่เคยพุ่งพล่านดุจมังกรคลั่งในช่วงแรกที่เขาบรรลุ บัดนี้ถูกเขาขัดเกลาและสยบให้เชื่องช้าลงทีละน้อย เขาค่อยๆ หลอมรวมธาตุทั้งห้าเข้ากับเส้นชีพจรและจินตานจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์
กระแสแห่ง "วิถีเต๋า" ที่เคยแผ่รัศมีกดดันจนคนรอบข้างสัมผัสได้ บัดนี้ถูกเขาควบแน่นและซ่อนเร้นไว้ลึกสุดหยั่งประดุจมหาสมุทรที่ผิวน้ำนิ่งสงบแต่เบื้องล่างกลับเปี่ยมไปด้วยพลังมหาศาล กลิ่นอายเซียนที่เคยเจิดจรัสถูกดึงกลับเข้าสู่ภายในจนหมดสิ้น
ในเช้าวันที่สาม เมื่อลู่ชิงก้าวเดินออกมาจากห้องหับ ท่วงท่าของเขาดูเปลี่ยนไปอย่างประหลาด ในสายตาของจอมยุทธ์ทั่วไป เขากลายเป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มธรรมดาที่ดูไม่มีพิษสง ไม่มีแม้แต่กระแสปราณรั่วไหลออกมาให้สัมผัสได้แม้เพียงนิดเดียว ดูเป็นเพียงคนธรรมดาที่พร้อมจะกลมกลืนไปกับฝูงชนในตลาดได้ทุกเมื่อ
แม้แต่ ฉินจง ที่บรรลุถึงระดับจอมราชันขั้นสูง เมื่อมาพบกับลู่ชิงในเช้านี้ยังถึงกับขมวดคิ้วด้วยความฉงน เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสถึงก้นบึ้งพลังของลู่ชิงได้อีกต่อไป ราวกับว่าชายหนุ่มตรงหน้าได้สลายกลายเป็นความว่างเปล่าไปแล้ว
วันประกาศผลสอบ ลู่ชิงเดินออกมาจากประตูบานใหญ่ของจวนตระกูลฉินด้วยท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด เขาสวมชุดบัณฑิตสีมอซอที่มีรอยปะชุนอยู่ประปราย เส้นผมมัดรวบไว้อย่างลวกๆ ทว่าภาพของบัณฑิตผู้ดูซอมซ่อที่ก้าวพ้นธรณีประตูจวนแม่ทัพอันเกรียงไกรซึ่งมีทหารยามยืนอารักขาอย่างเข้มงวดนั้น เป็นภาพที่ดูขัดแย้งกันอย่างยิ่งจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความฉงน