“พะ….พี่สะใภ้” เฝอจิ่วเซ่อเรียกนางเสียงแผ่ว “พวกนั้นมากันแล้ว”
จิงอี๋เหนียงเงยหน้าขึ้นหยุดสะอื้นทันทีทั้งที่น้ำตายังนองหน้า “แย่แล้ว ลูกน้องของหวูเอิน!”จิงอี๋เหนียงหันมามองเฉินอี้ จางฝูลู่ และลู่เจียวซิน
“จิ่วเซ่อ เจ้าแก้มัดให้พวกเขาแล้วพาพวกเขาหนีไปด้านหลัง เร็วเข้า!”
“แต่…พี่สะใภ้ พี่ใหญ่ข้าล่ะ” เฝอจิ่วเซ่อมีสีหน้าไม่พอใจ
“เจ้าอย่าเพิ่งมาพูดให้มากความ ข้าบอกให้ทำก็ทำเร็วๆ เข้าเถิด!” จิงอี๋เหนียงขึ้นเสียงใส่เฝอจิ่วเซ่อ
“ไม่! ข้าไม่ปล่อย หากพวกเขาหนีไป พี่ใหญ่ของข้าก็จะมิได้กลับมาน่ะสิ”
“เฝอจิ่วเซ่อ เราช่วยพี่ใหญ่ของเจ้าได้ ข้าสัญญาว่าข้าจะช่วย” ลู่เจียวซินกล่าวขึ้น เฝอจิ่วเซ่อหันมามองนางสายตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหลงใหล
“จริงหรือเจียวซิน เจ้าช่วยพี่ใหญ่ข้าได้จริงๆ หรือ” เฝอจิ่วเซ่อปราดเข้ามาจับไหล่นางลู่เจียวซินตกใจมากแต่ก็ฝืนใจพยักหน้า
“ข้าช่วยได้ พี่ชายข้าเป็นผู้ใดเจ้าลืมแล้วหรือ เจ้าปล่อยพวกเราก่อนเถิด”
เฝอจิ่วเซ่อแกะเชือกให้ลู่เจียวซินพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ข้าต้องออกไปรับหน้าพวกนั้นไว้ก่อน จิ่วเซ่อเจ้าเร่งมือเร็วเข้า”จิงอี๋เหนียงกล่าวจบก็รีบออกไปนอกกระท่อม
เมื่อทั้งสองคนเป็นอิสระจางฝูลู่ก็รีบถลาเข้าไปหาเฉินอี้เพื่อแก้มัดให้เขา แต่เฝอจิ่วเซ่อกลับชักมีดออกมาห้ามเขาไว้จางฝูลู่ผงะถอยหลัง
“เฝอ…เฝอจิ่วเซ่อ เจ้าจะทำอันใด”
“ไอ้ลูกกระต่ายนี่ห้ามไป หากไปกันหมดข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าเจ้าจะพาพี่ใหญ่ข้ากลับมา”
“ก็ข้ารับปากเจ้าแล้วอย่างไรเล่า! ข้ามิผิดคำสัญญาเด็ดขาดสาบานให้ฟ้าผ่าตายเลย! เจ้าปล่อยเขาเถิดนะ” จางฝูลู่อ้อนวอน เฝอจิ่วเซ่อเสียงสั่น
“เหล่าจาง เจ้าพาแม่นางลู่ไปเถิด ถึงอย่างไรก็ยังมีฟางเหนียงอยู่ข้ามิเป็นไรหรอก”เฉินอี้กล่าวและยิ้มให้เขา
“หลิวซูเจี๋ย” เฉินอี้เอ่ยเสียงแผ่วเบา
หลิวซูเจี๋ยมองเฉินอี้เขายังสร้างเกราะคุ้มภัยให้เฉินอี้อยู่ วิญญาณของฉุนอวี๋และฟางจิงจึงดูดพลังชีวิตของเฉินอี้ไปไม่ได้
เขารู้ว่าเฉินอี้ต้องการให้เขาใช้พลังชวี่ฝูกับจางฝูลู่เพื่อให้เขาพาลู่เจียวซินหนีไป
เฉินอี้มองหน้าหลิวซูเจี๋ยเขม็ง“ไปเดี๋ยวนี้!”
หลิวซูเจี๋ยมองเฉินอี้ตาละห้อย“รักษาตัวด้วย”
หลิวซูเจี๋ยเก็บพลังเกราะคุ้มภัยและส่งพลังชวี่ฝูไปที่จางฝูลู่
“เหล่าจาง พาแม่นางลู่หนีไป เร็ว!” เฉินอี้กำชับอีกครั้งจางฝูลู่มองเฉินอี้น้ำตาคลอ แต่ก็ยอมหนีไปแต่โดยดี
เฉินอี้ถอนใจยาวฉุนอวี๋รีบพาฟางจิงออกไปให้พ้นรัศมีพลังชีวิตของเฉินอี้ แม้พลังชีวิตของเฉินอี้จะเป็นที่ต้องการของวิญญาณมากเพียงใดแต่เขาทำร้ายเฉินอี้ไม่ได้ เพราะเฉินอี้มีบุญคุณใหญ่หลวงกับเขา
ตอนนี้ในกระท่อมจึงเหลือเพียงเฉินอี้กับเฝอจิ่วเซ่อเฉินอี้ได้ยินเสียงคนคุยกันโหวกเหวกอยู่ด้านนอก ครู่หนึ่งก็มีเสียงประตูถูกเปิดอย่างแรงและเสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในกระท่อม
“อาซ้อ! แล้วตัวประกันอีกสองคนเล่า หายไปไหนแล้ว!แล้วอย่างนี้จะไปแลกตัวพวกพี่ใหญ่ได้อย่างไรกัน!”
จิงอี๋เหนียงมองเฉินอี้ที่ยังถูกมัดอยู่ที่เดิมก็มีแววตาตระหนกนางตวัดสายตาไปมองเฝอจิ่วเซ่อด้วยความโกรธ
จางฝูลู่กับลู่เจียวซินวิ่งออกมาห่างจากกระท่อมไกลมากแล้วจึงหยุดพักเหนื่อยกันครู่หนึ่ง จางฝูลู่หันไปมองทางที่พวกเขาเพิ่งวิ่งมาเป็นห่วงเฉินอี้แทบขาดใจ
“แม่นางลู่ ไปต่อตอนนี้ไหวหรือไม่”
ลู่เจียวซินที่ยังหอบหายใจอยู่มองหน้าจางฝูลู่ที่ตอนนี้ตาและจมูกของเขาแดงก่ำราวกับอยากจะร้องไห้ออกมาเต็มทีจึงพยักหน้า “ไปกันต่อเถิด”
คฤหาสน์ตระกูลลู่
จินลี่หยางกับลู่จางเหว่ยกำลังปรึกษากันเรื่องการแบ่งกำลังคน
“ตอนนี้มีคนจากพ่อเจ้าสามร้อยคนและทหารอีกหนึ่งร้อยห้าสิบคนเราจะแบ่งคนเอาไว้ที่เชิงเขาหนึ่งร้อยคนอีกหนึ่งร้อยคนให้กระจายกำลังออกไปตามจุดเหล่านี้”จินลี่หยางชี้ไปบนแผนที่ของภูเขา
“อีกสองร้อยห้าสิบคนให้ตามขึ้นไปบนภูเขา” จินลี่หยางมองแผนที่“ถ้าหากกระท่อมร้างอยู่ตรงจุดที่เจ้าบอก กำลังสองร้อยห้าสิบคนน่าจะปิดล้อมได้”
ลู่จางเหว่ยพยักหน้าจินลี่หยางเตรียมอาวุธ ซุนเฉิงเดินเข้ามาหาเขา
“หัวหน้าจิน เหตุใดมิให้ข้าไปด้วยเล่าขอรับ”
จินลี่หยางถอนใจ“ข้าอยากให้เจ้ารอฟังข่าวอยู่ที่นี่ หากเกิดอันใดขึ้นเจ้าจะได้กลับไปรายงานได้”
“จะเกิดอันใดก็ต้องเกิดด้วยกันสิขอรับ” ซุนเฉิงหน้าตายุ่งเหยิง“ข้าเองก็เป็นห่วงจางฝูลู่กับเฉินอี้เช่นเดียวกันชีวิตของข้าที่เขาช่วยไว้ข้ายังมิได้ตอบแทนเลย”
“ซุนเฉิง” จินลี่หยางหันหน้ามาหาเขา “ฟังคำสั่งข้า อยู่ที่นี่เข้าใจหรือไม่”
“แต่……”
“ข้าเสียใครไปมิได้อีกแล้ว เจ้าเข้าใจไหม”จินลี่หยางกล่าวตัดบทและจับไหล่ซุนเฉิง ซุนเฉิงจึงพยักหน้ายอมรับ
“ท่านลู่! ท่านลู่ขอรับ!” เสียงพ่อบ้านตะโกนเรียกนายใหญ่โหวกเหวกลู่ฉงเยวี่ยกับลู่จางเหว่ยรีบก้าวออกไปหา
“มีอันใด! ว่ามาเร็ว!” ลู่ฉงเยวี่ยเอ่ยถามเสียงดัง
“มีคนมาบอกว่าเจอคุณหนูแล้วขอรับ!” พ่อบ้านละล่ำละลักตอบ
พ่อลูกตระกูลลู่รีบวิ่งออกไปที่หน้าประตูใหญ่จินลี่หยางกับซุนเฉิงก็รีบตามออกไปด้วย
ผู้ที่มาส่งข่าวเป็นเด็กชายอายุราวสิบห้าปีขี่ลามาที่คฤหาสน์ตระกูลลู่เพื่อบอกว่าลู่เจียวซินกับจางฝูลู่อยู่ที่หมู่บ้านเชิงเขา
เมื่อสอบถามแล้วปรากฏว่าทั้งคู่ปลอดภัยดีลู่จางเหว่ยกับจินลี่หยางจึงเรียกรวมพลและพากันเดินทางไปที่หมู่บ้านเชิงเขาทันที
เมื่อลู่ฉงเยวี่ยเจอหน้าลูกสาวก็รีบเข้าไปกอดและสอบถามเรื่องราวจางฝูลู่รีบถลาออกมาหาจินลี่หยาง
“เฉินอี้เล่า! หนีออกมาด้วยกันหรือเปล่า!” จินลี่หยางจับแขนจางฝูลู่และรีบเอ่ยถาม
จางฝูลู่ที่อดทนมาตลอดก็ต้องมาพ่ายแพ้ต่อหน้าจินลี่หยางนี่เอง“ข้าพาเขาออกมามิได้ ใต้เท้าจิน ข้าทิ้งเขาไว้ที่นั่น ฮึก…ข้าทิ้งเขา…”จางฝูลู่กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วทั้งความเป็นห่วงและความรู้สึกผิดท่วมท้นจนเจ็บหัวใจไปหมด
จินลี่หยางหน้าซีดแต่ก็พยายามปลอบใจจางฝูลู่“ไม่เป็นไร เจ้าหนีออกมาได้ก็ดีแล้วเจ้าจะได้บอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ ยิ่งตัวประกันเหลือน้อยก็ยิ่งดี”
จางฝูลู่เช็ดน้ำตาและพยักหน้าจินลี่หยางตบไหล่เขาเบาๆ
ความจริงแล้วยิ่งตัวประกันเหลือเพียงเฉินอี้เขาก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเพราะเมื่อคนร้ายพวกนั้นรู้ว่ามีตัวประกันหายไปความโกรธทั้งหมดก็จะลงไปที่เฉินอี้คนเดียว
เมื่อได้ฟังสถานการณ์ที่กระท่อมร้างจากจางฝูลู่และลู่เจียวซินแล้วจินลี่หยางกับลู่จางเหว่ยก็มาพูดคุยเรื่องแผนการใหม่อีกครั้ง
ลู่เจียวซินก้าวออกมาและกล่าวว่านางจะขึ้นไปบนเขาด้วยลู่จางเหว่ยหันมาดุน้องสาว
“เจ้าหนีมาได้แล้วจะกลับขึ้นไปทำอันใดอีก เจ้ารออยู่ที่นี่เถิด”
“พี่ใหญ่ ข้าสัญญากับเฝอจิ่วเซ่อว่าจะกลับไปพร้อมกับพี่ชายของเขา หากเขามิเห็นข้าแล้วลงมือกับเฉิินอี้เล่าท่านจะว่าอย่างไร”
ลู่จางเหว่ยสีหน้ายุ่งเหยิงน้องสาวของเขาภายนอกดูอ่อนหวานเรียบร้อย แต่ความจริงแล้วหัวดื้อมากทั้งยังมีจิตใจเข้มแข็งมิค่อยหวาดกลัวต่อสิ่งใดนิสัยของนางราวกับเขามีน้องชายมิใช่น้องสาว
“ข้าก็จะไปด้วย ข้าจะกลับไปช่วยอาอี้”จางฝูลู่เดินขึ้นมายืนข้างลู่เจียวซิน จินลี่หยางกับลู่จางเหว่ยมองหน้ากัน
“ตกลง” จินลี่หยางตอบ “เราอย่ามาเสียเวลากันเลย ยิ่งขึ้นเขาไปได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี”
ฟางเหนียงถูกจับมัดไว้กับเสาที่เคยมัดจางฝูลู่กับลู่เจียวซิน
“ถ้าได้ตัวพี่ใหญ่คืนมาเมื่อไร ข้าจะบอกให้เขาฆ่านางแพศยานี่ซะ!” อาชวนกล่าว
“ใช่! ข้ามันหญิงแพศยา! ผัวคนแรกทิ้งไปมิทันไรก็มีผัวใหม่แล้ว”จิงอี๋เหนียงแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันตนเอง “แต่เจ้ารู้ไหมอาชวนเพิ่งจะมีวันนี้แหละที่ข้ารู้สึกว่าความแพศยาของข้ามันช่างเล็กกะจ้อยร้อย เมื่อเทียบกับไอ้คนแม่คลอดแต่ไม่สอนอย่างไอ้หวูเอิน!”
อาชวนถลึงตาใส่จิงอี๋เหนียง“หุบปากเน่าๆ ของเจ้าไปซะ ถ้าไม่อยากโดนเลาะฟันหมดปาก!”
“พอเถิดฟางเหนียง” เฉินอี้กล่าว “อาชวนเองเขาก็มีทางเลือกไม่มากนักหรอกหลายอย่างในชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับหวูเอิน”
อาชวนหันมามองเฉินอี้ที่ปิดปากเงียบมาตลอดจนเขานึกว่านอกจากตาบอดแล้วยังเป็นใบ้ด้วยเสียอีก
“ข้ามิได้เป็นใบ้ ข้าแค่เจ็บปาก”
อาชวนยิ่งฉงนหนักขึ้นไปอีกเหตุใดไอ้เด็กบ้านี่จึงรู้ความคิิดของเขา “กะ แก ไอ้เด็กผี!แกรู้ได้อย่างไรว่าข้าคิดอันใดอยู่”
เฉินอี้ยิ้มแต่ก็รีบหุบยิ้มเและมีสีหน้าเหยเกเพราะเจ็บปากที่โดนจิงอี๋เหนียงตบไม่ยั้ง
“เอาเถิด ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะไม่รู้แต่ชื่อของข้าคือเฉินอี้ผู้หยั่งรู้แห่งซุนฉือ”
“ผะ….ผู้หยั่งรู้หรือ” อาชวนเริ่มมีสีหน้าคล้อยตาม
“ใช่” เฉินอี้พยักหน้าและพยายามใช้ปากข้างที่ไม่เจ็บยิ้มน้อยๆ ให้อาชวน จิงอี๋เหนียงมองอย่างสงสัยแต่ก็มิได้เอ่ยอันใด
“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้าลองบอกวันเดือนปีเกิดกับเวลาตกฟากของเจ้ามาสิข้าจะดูชะตาชีวิตให้เจ้า เอาไหม” เฉินอี้กล่าวสบายๆ
อาชวนมีสีหน้าไม่แน่ใจนัก